OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
06

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล : มหัศจรรย์ทะเลอันดามัน

     เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯเช้ากลางเดือนตุลาคมไปยังจังหวัดภูเก็ต ถึงสนามบินภูเก็ตก็ไปยังเคาน์เตอร์รถเช่า Avis ที่เราจองรถล่วงหน้าไว้ประมาณ 2 อาทิตย์ โดยตอนจองรถก็แจ้งเจ้าหน้าที่ที่รับจองว่าขอรถใหม่ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ก็ตกลง พอไปถึงเคาน์เตอร์เพื่อรับรถ ทางเจ้าหน้าที่ปล่อยรถบอกว่าไม่มีรถใหม่ตามที่เราจองไว้ เราก็บอกว่าตอนเราจองเจ้าหน้าที่รับจองตกลงจะให้รถใหม่ ทำไมมาแล้วไม่ได้  คนรับจองกับคนปล่อยรถเป็นคนละคนกัน ไม่ประสานงานกัน แต่เจ้าหน้าที่ก็ใจดี upgrade ให้เราได้รถใหญ่ขึ้นในราคาเดิม แต่รถก็ยังเป็นรถสภาพค่อนข้างเก่า
     เราขับรถจากสนามบินไปยังหาดกะตะน้อย เพื่อไปพักที่โรงแรมหม่อมตรีวิลลารอแยล เรามาพักที่นี่หลายครั้งแล้ว เพราะชอบสถานที่และบรรยากาศที่นี่ โรงแรมนี้เป็นโรงแรมเล็กๆอยู่บนเนินเขาติดทะเล มีทางเดินส่วนตัว เดินลงหาดกะตะน้อยข้างโรงแรมได้อย่างสะดวก เราจองห้องด้านที่เป็นตึกสร้างใหม่  ห้องวิลลา โชคดีได้ห้องชั้นบนสุด


ภายในห้องพัก มีดอกไม้และผลไม้พร้อมจดหมายต้อนรับของโรงแรม

ห้องพักวิลลามีระเบียงส่วนตัวทุกห้อง มองเห็นวิวทะเลชัดเจน

มองจากระเบียงไปทางซ้ายมือ จะเห็นหาดกะตะน้อย สวยงาม

ตอนลงทะเบียนก่อนเข้าห้องพัก ทางโรงแรมจัดเตรียมน้ำผลไม้ ผ้าเย็นและแจกกระเป๋าผ้าคุณภาพดี ขนาดใหญ่ 1 ใบ เพื่อใส่ผ้าเช็ดตัวและของใช้ที่จำเป็นสำหรับลงไปเล่นน้ำทะเลที่ชายหาด

ทางเดินไปยังห้องพัก

     วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้า เพื่อลงไปเดินเล่นที่ชายหาดกะตะน้อยข้างโรงแรม

 
โรงแรมมีทางเดินส่วนตัวลงไปที่ชายหาดกะตะน้อย   หาดกะตะน้อยยามเช้า มีคนมาวิ่งออกกำลังแต่เช้า
 
จากหาดกะตะน้อย มองไปยังโรงแรมที่อยู่บนเนินเขา  หลังจากนั้นเราก็เดินกลับโรงแรมเพื่อทานอาหารเช้า เดินชมวิวระหว่างทางไปห้องอาหารเช้า

ทางเข้าห้องอาหารเช้าอยู่ทางด้านซ้ายมือ
 
ห้องอาหารเช้า                                                     
อาหารเช้ามีให้เลือกหลากหลาย ทั้งอาหารไทย เทศครบครัน มีขนมครกทุกเช้า กาแฟสด และน้ำผลไม้ปั่นตามสั่ง

ผลไม้ เค้กใหม่สด มีหลากหลาย                             ห้องอาหารเป็นห้องที่วิวสวยที่สุดของโรงแรม เพราะติดทะเล

มาพักหลายครั้งไม่เคยเจอเจ้าของ มาครั้งนี้โชคดีเจอหม่อมตรี(หม่อมหลวง ตรีทศยุทธ เทวกุล) เลยขอถ่ายรูปและนั่งคุยด้วย
หม่อมตรี(เสื้อขาว)เล่าให้ฟังว่า ได้สร้างโรงแรมหลายแห่งที่ภูเก็ต เช่น โรงแรม Le Meridien โรงแรม Phuket Yacht Club โรงแรม Mom Tri 's Boat House  โรงแรม Mom Tr's Villa Royale ฯลฯ หม่อมตรีบริหารโรงแรมเหล่านี้มา มีกำไรตลอด แต่เมื่อมีคนสนใจขอซื้อ ได้ราคาดี หม่อมตรีก็ขายโรงแรมเหล่านี้ไปหมด เหลือไว้แต่โรงแรม หม่อมตรีวิลลารอแยล เพียงแห่งเดียวที่ไม่ยอมขาย แม้จะมีคนมาให้ราคาดีมาก เพราะโรงแรมนี้เป็นบ้านเก่าที่หม่อมตรีอาศัยอยู่ ต่อมาได้มีการสร้างโรงแรมขึ้นในพื้นที่นี้

     หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว รถตู้จากบริษัททัวร์ที่เราซื้อทัวร์ไว้ ก็มารับเราที่โรงแรม เพื่อลงเรือไปเที่ยว อ่าวลิง ดำน้ำดูปะการัง อ่าวปิเละ อ่าวมาหยา และอ่าวไข่

 
นักท่องเที่ยวกำลังเดินลงเรือ                                  เรือเร็วขนาดเล็กรับนักท่องเที่ยวได้ประมาณ 30-40 คน

จุดแรกที่เราแวะคืออ่าวลิง ซึ่งเป็นเนินเขาไม่มีหาดทราย ลิงจะออกมาหากินบนต้นไม้ หรือโขดหินริมทะเล นักท่องเที่ยวก็จะมาให้อาหารลิงและถ่ายรูป น้ำบริเวณนี้ใสและสีสวย

 
                                                                          จากอ่าวลิง ไกด์ก็นำเราไปยังจุดดำน้ำดูปะการัง

บริเวณที่เราดำน้ำดูปะการัง มีปลาไม่มาก ปลาไม่ได้มาว่ายวนเวียนรอบตัวเราเหมือนก่อน เพราะทางเจ้าหน้าที่ห้ามให้อาหารปลา อยากให้ปลาหาอาหารกินเองตามธรรมชาติ ปะการังบริเวณนี้ก็มีน้อยและไม่สวยเหมือนเดิม

     หลังจากดำน้ำดูปะการังแล้ว เราก็แวะไปที่ถ้ำไวกิ้ง ไกด์เล่าให้ฟังว่า ภายในถ้ำมีลักษณะเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ มีหินงอกหินย้อยสวยงาม และมีภาพเขียนสีโบราณอายุกว่าร้อยปีปรากฏอยู่บนผนังถ้ำ ภาพส่วนใหญ่เป็นภาพเรือชนิดต่างๆเช่น เรือใบ เรือสำเภา เรือกำปั่น เรือกลไฟ บางภาพก็มีลักษณะคล้ายเรือไวกิ้ง จึงเป็นที่มาของชื่อถ้ำไวกิ้งนั่นเอง สันนิษฐานว่า ภาพเขียนเหล่านี้เป็นฝีมือชาวประมง นักเดินเรือ หรือพวกโจรสลัดที่มาอาศัยหลบคลื่นลมมรสุมที่นี่ หรือขนถ่ายสินค้าภายในถ้ำ ถ้ำไวกิ้งนี้แต่เดิมเคยเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเยี่ยมชมในถ้ำได้ แต่ปัจจุบันถ้ำดังกล่าวเป็นพื้นที่หวงห้าม เพราะเป็นพื้นที่สัมปทานรังนกของเอกชน นักท่องเที่ยวได้แต่เยี่ยมชม ทิวทัศน์ด้านหน้าถ้ำไวกิ้งเท่านั้น
     เมื่อปี พ.ศ. 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชฯ ได้เสด็จประพาสถ้ำน้ี และทรงพระราชทานนามถ้ำนี้ใหม่ว่า ถ้ำพญานาค ตามรูปร่างของหินก้อนหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะคล้ายเศียรพญานาค

 
ถ้ำไวกิ้งหรือถ้ำพญานาค

จากนั้นเราก็ไปที่อ่าวปิเละ ซึ่งมีลักษณะเป็นหน้าผาสูงปิดล้อมรอบด้าน มีลักษณะคล้ายทะเลในหรือ Lagoon

พอเข้าไปด้านใน จะเห็นน้ำทะเลสีเขียวมรกตและใสเหมือนกระจกเงา

อ่าวปิเละเกิดขึ้นจากการพังทลายของผนังถ้ำใต้ทะเล ที่ทนรับน้ำหนักของหินปูนหลายหมื่นตันที่อยู่ด้านบนไม่ไหว เกิดเป็นแอ่งกว้างเกือบเป็นรูป ทรงกลม กลายเป็นทะเลในหรือ Lagoonที่มีน้ำทะเลสีมรกตใสเหมือนกระจก โดยคาดว่าเกิดขึ้นมาเมื่อหลายพันปีที่ผ่านมา

เมื่อเรือแล่นอ้อมหน้าผาสูงใหญ่ จนมาถึงปากทางเข้าแคบๆ ทันทีที่เรือผ่านเข้าไป ก็จะเจออ่าวใหญ่ น้ำทะเลค่อนข้างนิ่งสีมรกต สถานที่นี้เคยเป็นที่ถ่ายทำภาพยนต์เจมส์บอนด์ เรื่อง Tomorrow Never Dies เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก

     จากอ่าวปิเละ เราก็ไปยังอ่าวมาหยา ซึ่งเป็นจุดเด่นของการเที่ยวครั้งนี้ อ่าวมาหยามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เพราะใช้เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์เรื่อง The Beach ซึ่งนำแสดงโดย ลีโอนาโด  ดิคาปริโอ นักแสดงชื่อดัง
    
อ่าวมาหยาตั้งอยู่บนเกาะพีพีเล มีลักษณะเป็นเวิ้งอ่าวขนาดเล็ก รูปพระจันทร์เสี้ยวที่โอบล้อมด้วยเขาหินปูน น้ำทะเลสีเขียวสด ใสจนมองเห็นพื้นทราย หาดทรายขาว ทรายละเอียด มีทิวทัศน์ที่สวยงาม

 
นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ในวันนั้น จะเป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน

นักท่องเที่ยวบางคนก็ฝังตัวเองอยู่ในทรายที่ละเอียดเหมือนผงแป้ง
 
บางคนก็เลือกมุมสงบลงแช่น้ำทะเลใสสีเขียวมรกต บางคนก็ปีนขึ้นไปหามุมสวยๆโพสต์ท่าให้เพื่อนๆถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก

จากอ่าวมาหยา เราก็ไปที่เกาะไข่ หาดทรายที่เกาะไข่เต็มไปด้วยเปลือกหอยและปะการัง ต้องเดินด้วยความระมัดระวัง

 
ถ้าไม่ลงเล่นน้ำ ก็สามารถเช่าเก้าอี้นอนพักผ่อนได้

    
หลังจากแวะพักผ่อนที่เกาะไข่ประมาณ 1 ชั่วโมง ไกด์ก็พาพวกเรากลับท่าเรือที่ภูเก็ต และรถตู้บริษัททัวร์ก็พาไปส่งที่โรงแรม  ตอนเย็นเราก็ไปทานอาหารเย็นที่ Mom Tri's Kitchen ที่อยู่ภายในบริเวณโรงแรม เราได้โต๊ะอาหารติดทะเลเพราะจองล่วงหน้าไว้

 
Mom Tri's Kitchen เป็นร้านอาหารชื่อดังของภูเก็ต วันหยุดราชการลูกค้า(ที่ไม่ได้พักที่โรงแรมและที่พักในโรงแรม)จะแน่นมาก ต้องโทรจองล่วงหน้า

ที่นี่บรรยากาศดีมาก ติดทะเล อาหารอร่อยขึ้นชื่อ หม่อมตรีจะเดินทางไปทั่วโลก เจอเมนูอาหารอะไรอร่อยๆจากต่างประเทศ ก็จะนำมาดัดแปลงเป็นเมนูพิเศษในร้านอาหารหม่อมตรี

วันรุ่งขึ้นเราก็ขับรถไปเที่ยวตลาดสดริมหาดราไวย์

 
ตลาดสดที่หาดราไวย์จะมีกุ้งทะเลตัวใหญ่ ปลาเก๋าเป็นๆ และปูให้ลูกค้าเลือกซื้อ จะซื้อกลับบ้านหรือซื้อทานที่นี่ก็ได้ จะได้ทานอาหารทะเลสดๆใหม่ๆจากทะเล

จุดเด่นของตลาดที่นี่ก็คือมีกุ้งมังกรเจ็ดสีเป็นๆขาย ถ้าตัวใหญ่เกินตัวละ 2 กิโลก็จะขายกันกิโลละ 3,000-3,500 บาท แต่ส่วนใหญ่ที่ขายกันจะเป็นตัวขนาดกิโลเศษๆขายกันกิโลละ ประมาณ 2,000-2,200 บาท

ตลาดสดที่หาดราไวย์อยู่ติดทะเล ชาวบ้านจะออกเรือหาปลา ปู กุ้ง มาขายที่นี่ทุกวัน

ตลาดสดที่นี่จะมีนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน มาเที่ยวและทานอาหารที่ตลาดนี้เป็นประจำ

หลังจากเที่ยวชมตลาดอาหารทะเลสดที่หาดราไวย์แล้ว เราก็กลับโรงแรม ทานอาหารเย็นที่โรงแรมอีกมื้อ

     วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว เราก็เช็คเอาท์ออกจากโรงแรม ขับรถไปส่งรถเช่าที่สนามบิน โดยแวะเติมน้ำมันเต็มถังแถวถลาง เจอปั๊มน้ำมันก็รีบเติมน้ำมันให้เต็มถังเพื่อคืนรถเช่า ไม่แน่ใจว่าใกล้สนามบินจะมีปั๊มน้ำมันหรือไม่ ขับรถมาประมาณ 10 กิโลเมตรก็ถึงจุดส่งคืนรถ ทางเจ้าหน้าที่รถเช่า Avis บอกว่าน้ำมันไม่เต็มถัง เราก็บอกว่าเพิ่งเติมมาเต็มถังที่ถลาง แล้วก็ขับรถมาที่นี่เลย เพราะไม่แน่ใจว่าใกล้สนามบินจะมีปั๊มน้ำมันหรือไม่ แต่เจ้าหน้าที่ Avis ก็ยืนกรานว่าน้ำมันไม่เต็มถัง เราก็คิดว่าขับรถจากที่เราเติมน้ำมันเต็มถังมาที่สนามบินก็ประมาณ 10 กิโลเมตร ถ้ารถใช้น้ำมัน 6-7 กิโลเมตรต่อลิตร อย่างมากก็คงขาดน้ำมันไม่ถึง 2 ลิตร ก็คงไม่เกิน 60 บาท ให้ไป 100 บาทก็น่าจะพอ แต่เจ้าหน้าที่บริษัทรถเช่า Avis บอกว่าไม่ได้ ทางบริษัทบอกว่าต้องจ่าย 430 บาท ซึ่งเราก็จำเป็นต้องจ่าย เพราะเครื่องบินจะออกแล้ว อยากให้สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคเข้ามาดูแลเรื่องนี้หน่อยครับว่าถูกต้องยุติธรรมสำหรับผู้บริโภคหรือไม่ เจอมาด้วยตัวเองก็เลยมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าใครยังคิดที่จะเช่ารถจากบริษัทนี้อีกจะได้เตรียมตัวและเตรียมใจถูก







Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80