OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
22

ขับรถชมมหกรรมไม้ดอกอาเซียน เที่ยวท่าตอน ขึ้นดอยอ่างขาง(ตอนที่ 2) 

     ออกจากวัดท่าตอนก็กลับมาทานอาหารเย็นที่โรงแรมท่าตอนริเวอร์วิว อากาศหนาวประมาณ 15 องศา แม้โรงแรมนี้จะค่อนข้างเก่า แต่ก็พยายามตกแต่งภายนอกให้ดูดีอย่างที่เห็นในรูป ส่วนภายในห้องพักในโรงแรมไม่ได้มีการปรับปรุงเท่าที่ควรจึงไม่น่าอยู่ ไม่มีตู้เย็น ไม่มีตู้เสื้อผ้า ไม่สมกับราคาคืนละ 1,650 แต่อาหารที่นี่อร่อยไม่แพง วิวแม่น้ำกกสวยมากเพราะโรงแรมนี้ตั้งอยู่บริเวณโค้งน้ำพอดี โรงแรมนี้เหมาะสำหรับทานอาหาร ชมวิวมากกว่าการเข้าพัก
 
 

 



     ทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จก็ออกเดินทางไปเที่ยวน้ำพุร้อนฝางที่อยู่ในอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก ใช้เวลาชั่วโมงเศษๆก็ถึงอุทยานแห่งชาติดอยผ้าห่มปก N 19*57.935' E099.322' อุทยานนี้มีพื้นที่ๆเป็นน้ำพุร้อนถึงประมาณ 10 ไร่ มีบ่อน้ำพุร้อนประมาณ 50 บ่อ อุณหภูมิในบ่อก็อยู่ระหว่าง 30-80 องศา น้ำพุร้อนเกิดขึ้นจากน้ำในชั้นใต้ดินไหลผ่านหินร้อนหลอมเหลวหรือลาวาในบริเวณใกล้เปลือกโลกทำให้น้ำมีอุณหภูมิสูง เกิดแรงดันไหลผ่านตามรอยแยกใต้พื้นดินขึ้นมา ทำให้เกิดเป็นน้ำร้อนไหลพุ่งขึ้น กิจกรรมยอดนิยมของที่นี่ (เช่นเดียวกับน้ำพุร้อนในที่อื่นๆ)คือการต้มไข่ในน้ำแร่
 
 

 



  
ที่อาบน้ำแร่ส่วนตัว

 
วิวบริเวณห้องอาบน้ำแร่


น้ำพุร้อนจุดนี้จะพุ่งขึ้นสูง 30-50 เมตรทุก 30 นาที

     ออกจากน้ำพุร้อนฝาง เราก็ขับรถไปทางไชยปราการเพื่อขึ้นดอยอ่างขาง การขึ้นดอยอ่างขางสามารถขึ้นได้ 2 เส้นทาง คือขึ้นทางเชียงดาวและทางไชยปราการ ถ้ามาจากเชียงใหม่จะเจอทางขึ้นทางเชียงดาวก่อน ทางเส้นนี้ไม่ดี ถนนแคบและขุรขระหลายช่วง แต่ชันน้อยกว่าขึ้นทางไชยปราการ แต่ต้องขับขึ้นเขาประมาณ 79 กิโลเมตรก่อนจะถึงดอยอ่างขาง เลยทางขึ้นทางเชียงดาวมาประมาณ 60-70 กิโลเมตรจะเจอทางขึ้นดอยอ่างขางใกล้อำเภอไชยปราการ นักท่องเที่ยว รถตู้ รถสองแถวส่วนใหญ่จะขึ้นทางด้านนี้ เพราะถนนดี ขับขึ้นเขาเพียง 25-30 กิโลเมตรก็ถึงดอยอ่างขางแล้ว แต่ทางขึ้นด้านนี้จะชันกว่าทางขึ้นด้านเชียงดาว รถเก๋งที่จะขึ้นดอยอ่างขางต้องเป็นรถที่มีกำลังเครื่องยนต์ดี เพราะถนนบางช่วงชันมากและหักศอกขึ้นเขา เราขับรถขึ้นดอยอ่างขางทางด้านไชยปราการมาได้เกือบ 10 กิโลเมตรก็เห็นป้ายอาหารเจ๊เหมยอยู่ที่บ้านยางก็ขับรถเลี้ยวซ้ายตามป้ายร้านเจ๊เหมยไปถึงร้านอาหาร N 19* 48.445' E 099* 06.172' ร้านนี้เป็นร้านอาหารจีนยูนนาน มีสุกี้ยูนนานขึ้นชื่อ ลูกค้าส่วนใหญ่สั่งสุกี้ อาหารใช้ได้ราคาไม่แพง

 
หมู่บ้านยาง

 


ชาวบ้านยาง

     ออกจากร้านอาหารเจ๊เหมยก็ขับรถเข้าหมู่บ้านยางเพื่อชม โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูป ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน และพิพิธภัณท์โรงงานหลวง

 
โรงงานหลวงอาหารสำเร็จรูปตั้งขึ้นเพื่อรับซื้อผลผลิตทางการเกษตรจากชาวบ้านและชาวเขาในราคายุติธรรม ป้องกันการกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง ช่วยให้ชาวบ้านมีเงินสดหมุนเวียน และพืชผลเสียหายน้อยที่สุด

พิพิธภัณท์โรงงานหลวงเกิดขึ้นเนื่องจากเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมและดินถล่ม ทำให้โรงงานหลวงสำเร็จรูปเสียหายเกือบทั้งหมด
สมเด็จพระเทพฯทรงมีดำริให้ฟื้นฟูโครงการหลวงและทรงให้มีการก่อตั้งพิพิธภัณท์โครงการหลวงขึ้น ภายในพิพิธภัณท์เสนอ
ความรู้ผ่านนิทรรศการอันทันสมัย จัดแสดงไว้ในบรรยากาศจำลองของโครงการหลวง



ศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน

 
บริเวณศาลเจ้าแม่กวนอิมพระราชทาน

     ออกจากบ้านยาง เราก็ขับรถขึ้นไปดอยอ่างขาง ระหว่างทางแวะซื้อสตรอเบอรี่ที่ไร่จุ่นจันทร์  N 19* 49.036' E099* 06.072' เห็นฟักน้ำเต้าลูกใหญ่มากเลยแวะถ่ายรูป สตรอเบอรี่ที่นี่อร่อยแต่แพงกว่าร้านข้างทางที่อร่อยเหมือนกัน สตรอเบอรี่อร่อยต้องพันธุ์พระราชทาน 80 เรียกสั้นๆว่าพันธุ์80 หวานอร่อย
 
 

 



     ระหว่างทางขึ้นดอยอ่างขาง ต้นนางพญาเสือโคร่ง (ซากุระไทย)เริ่มออกดอกสีสวยสองข้างถนน

   
นางพญาเสือโคร่ง
 
ดอกซากุระสีจะสดกว่าดอกนางพญาเสือโคร่ง           ดอกซากุระ

     เราCheck in ที่รีสอร์ทธรรมชาติอ่างขาง N 19* 54.046' E 099* 02.520' ช่วงบ่าย แล้วเข้าไปเที่ยวสวน 80ที่เกษตรหลวงอ่างขาง N 19* 54.609' E099* 02.597' นักท่องเที่ยวมาเที่ยวที่นี่เยอะมาก หาที่จอดรถลำบาก ส่วนใหญ่มารถตู้ ใครมาเที่ยวดอยอ่างขางจะต้องมาถ่ายรูปที่นี่กันทุกคน นับเป็นจุดเด่นของดอยอ่างขาง

 

 
สวน 80

สวน 80

     ออกจากสวน 80 ก็แวะทานอาหารเย็นแถวตลาดหน้าเกษตรหลวงอ่างขาง  เราทานอาหารที่รีสอร์ทใกล้ๆชื่อสุวรรณาภูมิ ร้านนี้วิวดีแต่อาหารไม่ค่อยอร่อย แถวนั้นหาร้านอาหารอร่อยยาก
     โรงแรมดี มีผ้าห่มไฟฟ้า ตอนกลางคืนอุณหภูมิในห้องประมาณ 10 องศา ข้างนอก 6 องศา ผ้าห่มไฟฟ้าช่วยให้นอนอุ่น แต่ถ้าออกจากผ้าห่มแล้วหนาวมาก

 

 
ตลาดหน้าเกษตรหลวงอ่างขาง

     ทานอาหารเย็นเสร็จก็เข้าที่พัก เราพักอยู่บนเขาสูงสุดของโรงแรม กว่าจะเดินขึ้นถึงห้องพักก็เหนื่อยพอดู (ความจริงเขามีรถส่งถึงที่พัก แต่ห้องพักชั้นบนสุดต้องเดินขึ้นบันไดต่อไปอีกเพราะรถขึ้นไม่ถึง) อากาศหนาวมาก ข้างนอก 6 องศา อุณหภูมิบนยอดหญ้าต่ำสุด 3-3.5องศา

 

 


ถ่ายจากห้องพัก

     ตอนเช้าประมาณ 06.00น ขับรถขึ้นเขาไปที่จุดกางเต๊นท์ขอบด้งเพื่อดูพระอาทิตย์ขึ้น N 19* 54.489' E 099* 03.177' ไปถึงปรากฏว่ามีนักท่องเที่ยวมารออยู่ก่อนแล้วเต็มไปหมด รถตู้จอดแน่นริมถนนสองฝั่ง ที่จุดชมวิวมีชาวเขาขายอาหารและขายของที่ระลึกกันหนาแน่น รอถึง 07.00น ก็ยังมองไม่เห็นพระอาทิตย์เพราะหมอกหนาท้องฟ้าครึ้ม เลยขับรถกลับที่พัก

 

 



     ขณะขับรถลงเขากลับที่พัก เห็นป้ายพระธาตุดอยอ่างขางเก่าๆเล็กๆทางซ้ายมือก็เลยขับตามป้ายไป ถนนขึ้นเขาเป็นทางลูกรัง ชันและค่อนข้างเปลี่ยว เราจอดรถบนเนินเขา N 19* 54.074' E 099* 02.931' แล้วเดินลงบันไดไปไหว้พระธาตุ และถ่ายรูป

  

   

     กลับถึงโรงแรมก็ทานอาหารเช้า อาหารเช้าที่นี่น้อยไม่สมราคาค่าห้องพักคืนละ4,000บาท ทานอาหารเสร็จก็ check outแล้วขับรถลงเขา ระหว่างทางเจอไร่สตรอเบอรี่ก็แวะซื้อ รสชาติหวานอร่อยเพราะเป็นพันธุ์ 80 ราคาถูกกว่ากรุงเทพฯเยอะ

 
ไร่สตรอเบอรี่
 



     ออกจากไร่สตรอเบอรี่ก็ขับรถเข้าเชียงใหม่ แวะไหว้พระพุทธบาทสี่รอยที่แม่ริม จากแม่ริมต้องขับรถขึ้นเขาเกือบ30 กิโลเมตร ถนนเล็กมากและคดเคี้ยวขึ้นเขา ต้องระวังเป็นพิเศษถ้ามีรถสวนมาเพราะถนนแคบ ระยะทาง 30กิโลเมตรแต่ใช้เวลาขับรถถึง45 นาที ในที่สุดก็มาถึงลานจอดรถกว้างใหญ่(น่าจะจอดรถได้เป็นร้อยคัน)บนยอดเขา N 19* 01.055' E 098* 45.782'
     ประวัติพระพุทธบาทสี่รอย เล่ากันว่า ในสมัยอดีตกาล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์ศาสนาปัจจุบันได้เสด็จมาประทับที่นี่ และได้ทราบด้วยญาณสมาบัติว่ามีพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ 3 องค์ได้มาประทับรอยพระพุทธบาทที่นี่คือ พระพุทธเจ้ากกุสันธะ(รอยใหญ่สุดยาว 12 ศอก) พระพุทธเจ้าโกนาคมนะ (รอยยาว 9 ศอก)พระพุทธเจ้ากัสสปะ (รอยยาว 7 ศอก)พระพุทธเจ้าองค์ศาสดาปัจจุบันจึงเสด็จไปประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่4 จึงเรียกสถานที่นี้ว่า พระพุทธบาทสี่รอย รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตะมะ(ศาสดาปัจจุบัน)เล็กสุดคือยาวเพียง 4 ศอก จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2472 ครูบาศรีวิชัยได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย และได้รื้อพระวิหารชั่วคราวที่พระธรรมช้างเผือก(เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ในสมัยก่อน) สร้างไว้ แล้วสร้างวิหารใหม่ครอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้จนถึงปัจจุบัน พระพุทธบาทสี่รอยนี้เป็นรอยพระพุทธบาทที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใครที่ได้มาไหว้พระพุทธบาทสี่รอยเท่ากับได้ไหว้พระพุทธเจ้าสี่องค์
 
 

 


  
ป้ายบอกทางไปพระพุทธบาทสี่รอยที่พระอุโบสถเก่า                            
ผ่านครูบาศรีวิชัยก่อนถึงพระพุทธบาทสี่รอย
 
พระอุโบสถหลังใหม่สร้างเสร็จแล้วรอทำพิธี

   
พระประธานในวิหารใหม่                                        วิหารหลังเก่าถ่ายจากระยะไกล
 
ขากลับขับรถลงเขาเจอครอบครัวหมูป่าขวางถนน                                 
ต้องรอให้ลูกหมูป่าแอบเข้าข้างทางเสียก่อนจึงขับรถลงเขาต่อไป

     ออกจากพระพุทธบาทสี่รอยก็แวะไหว้พระที่วัดป่าดาราภิรมย์ซึ่งอยู่หลังที่ว่าการอำเภอแม่ริมและค่ายดารารัศมี (053-862-722) ผมไปเชียงใหม่หลายสิบครั้งไม่เคยรู้จักวัดนี้ เพิ่งมีโอกาสไปไหว้พระที่นี่เป็นครั้งแรก เป็นวัดป่าที่สงบและสวยมาก ตามประวัติวัดกล่าวว่า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ได้ออกจาริกธุดงค์มาทางภาคเหนือและได้พำนักอยู่ป่าช้าร้างติดกับสวนเจ้าสบาย พระตำหนักดาราภิรมย์ของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีในรัชกาลที่ 5 สถานที่นี้เป็นสถานที่สงบเหมาะสำหรับการบำเพ็ญกรรมฐาน ชาวบ้านในละแวกนี้เห็นก็เกิดศรัทธาช่วยกันสร้างเสนาสนะต่างๆถวาย ต่อมาในปี พ.ศ. 2484 เจ้าหญิงลดาคำ ณ เชียงใหม่ ทายาทของพระราชชายาเจ้าดารารัศมีได้ถวายที่ดังกล่าวซึ่งอยู่ในเขตพระราชฐานพระตำหนักเจ้าดารารัศมีให้แก่วัด ได้ประกาศตั้งเป็นวัดขึ้นเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2481 และได้รับพระบรมราชานุญาตยกฐานะเป็นอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ นับเป็นอารามหลวงแห่งที่ 7 ของจังหวัดเชียงใหม่
     มีพระบูรพาจารย์หลายรูปมาปฏิบัติธรรมที่นี่ เช่น ท่านอาจารย์ตื้อ หลวงปู่แหวน และท่านอาจารย์สิม เป็นต้น วัดป่าดาราภิรมย์ปัจจุบันเป็นศาสนศึกษาและสถานที่ปฏิบัติธรรมของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย

   
มณฑปพระจุฬามณีศรีบรมธาตุ (หอแก้ว)

 
ภายในหอแก้ว

     พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงตัดลูกนิมิตพระอุโบสถในสมัยที่พระราชวินยาภรณ์(จันทร์ กุสโล) เป็นเจ้าอาวาสเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2523

    

  

     คำสอนต่างๆที่น่าสนใจติดไว้ในวัดป่าดาราภิรมย์

  

  

   

  

  
  

 
 


 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80