OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
31

ประสบการณ์การเตรียมตัวและวางแผนขับรถเที่ยวยุโรป

เพื่อนๆครับ
     คุยเรื่องเที่ยวเมืองไทยมาเยอะแล้ว คราวนี้ก็ถึงคราวที่ต้องตอบคำถามที่มีผู้ถามมาเกี่ยวกับการขับรถเที่ยวยุโรปว่าควรจะเตรียมตัวอย่างไร วางแผนการเที่ยวอย่างไร ผมก็จะเขียนประสบการณ์การขับรถเที่ยวยุโรปของผมให้อ่านเป็นข้อมูลสำหรับเพื่อนที่มีโครงการจะไปขับรถเที่ยวในยุโรป
     เพื่อนที่มีโปรแกรมอยากจะไปขับรถลุยยุโรปเมื่อไหร่ พยายามหลีกเลี่ยงช่วงhigh season ของที่นั่น คือช่วงsummer ของที่นั่น June July August September น่าจะเป็นช่วงpeak คนแน่นและแพงมาก ความจริงเริ่มแพงตั้งแต่ปลาย May จนถึง October เลย ผมไปช่วง April 23- May 24 ปลายหนาวพอดี แต่อากาศก็ประมาณ 10องศาโดยเฉลี่ย บริเวณภูเขายังมีหิมะปกคลุมอยู่โดยเฉพาะเมืองตามชายแดนเยอรมัน-ออสเตรีย-สวิส เดือนเมษาจะยังคงหนาวอยู่จองโรงแรมง่าย แต่ปลายMay เริ่มจองโรงแรมยาก
     การเตรียมตัวเดินทาง
     
1. ทำ Visa เข้ายุโรปประเทศเดียวเที่ยวได้ทั่ว EU เช่นทำvisa เข้าฝรั่งเศสประเทศเดียวแต่สามารถไปเที่ยวประเทศในEU อื่นๆได้โดยไม่ต้องทำVisa ประเทศอื่นๆในEU ที่เราจะไปเที่ยวเลย ตอนผมไปทำVisa เข้าฝรั่งเศสประเทศเดียวแต่ขับรถไป เยอรมัน ออสเตรีย สวิส เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ ได้เหมือนเป็นประเทศเดียว  ถนนทางด่วนของแต่ละประเทศเชื่อมกันโดยตลอด ไม่มีด่านตรวจpassport หรือVisa มีแต่ด่านเก็บเงินค่าผ่านทางของแต่ละประเทศซึ่งค่อนข้างแพง คิดตามระยะทาง บางด่านจ่ายพันกว่าบาทเมื่อคิดเป็นเงินไทย ที่แสบที่สุดคือที่ออสเตรียไม่มีด่านเก็บเงินค่าผ่านทาง นึกว่าประเทศนี้ใจดีให้ใช้ทางด่วนฟรี ปรากฏว่าขับเข้าออสเตรียได้ซัก20นาทีเจอด่านตำรวจตรวจStickerผ่านทางปรากฏว่าเราไม่มีเลยโดนปรับไป120euro ตำรวจบอกว่าก่อนจะขึ้นทางด่วนประเทศออสเตรียต้องซื้อStickerทางด่วนที่ปั๊มน้ำมันก่อน มีหลายราคาแล้วแต่ว่าเราจะใช้กี่วัน เช่นซื้อ Sticker ราคา 8 euro จะใช้ได้ 10 วันเป็นต้น โหดสุดๆบอกว่าไม่มีเงินสด ตำรวจบอกว่าใช้credit card ได้ ตอนนั้นมีรถโดนจับอยู่ 20-30 คัน ทั้งวันคงโดนจับเป็นร้อยคัน การจ่ายค่าผ่านทางส่วนใหญ่จะจ่ายด้วยบัตรเครดิต ที่ด่านเก็บเงินส่วนใหญ่จะไม่มีเจ้าหน้าที่ประจำมีเพียงเครื่องรูดบัตรเครดิตตั้งอยู่ เราต้องเสียบบัตรเครดิตเข้าในเครื่องที่ตั้งอยู่ที่ด่านเก็บเงิน ถ้าไม่มีบัตรก็ต้องเลือกช่องที่มีเจ้าหน้าที่เก็บเงินสดซึ่งแต่ละด่านจะมีอยู่1-2ช่องเท่านั้น (ค่าจอดรถหรือเวลาเติมน้ำมันจะใช้บัตรเครดิตเสียบเข้าไปในเครื่องด้วยตัวเอง)
     2. ทำใบขับขี่สากล ทำง่ายวันเดียวได้ถ้าเอกสารพร้อม (รูป  passport ฯลฯ)
     3. ตั๋วเครื่องบินไปกลับ
     4. แผนที่ แผนที่และรายละเอียดของสถานที่ๆเราจะไปเที่ยว หาได้ในหนังสือท่องเที่ยวที่มีขายที่ Kinokuniya Asia Book หรือ B2S  ร้าน Kinokuniyaที่Paragonจะมีหนังสือเยอะหน่อย ถ้าไม่มีเขาสั่งให้ได้รอ1เดือน หนังสือท่องเที่ยวที่ขายมีของ Lonely Planet, Fodor's, Keyguide, Rough Guides, Michelin, DK Eyewitness Travel, และของ Rick Steves. ผมว่าของ DK Eyeswitness Travel ดีที่สุดคุ้มค่า รูปสวย
ของ Rick Steves อ่านสนุก ส่วนของ Michelin มีรายชื่อร้านอาหารอร่อย(แต่แพงมาก)
     5. GPS จำเป็นมาก เราต้องใช้ให้เป็น เวลาถามทางไปโรงแรมหรือสถานที่ต่างๆเขาจะบอกเป็นพิกัด GPS เมืองไทยเราใช้ยี่ห้อ Garmin แต่ยุโรปนิยมยี่ห้อ Tom Tom ผมเอาGarminไป Down load แผนที่ยุโรปไปใช้ที่นั่น แต่ map ไม่ละเอียดเลยซื้อTom Tom มาอีกเครื่องใช้ที่โน่น แต่พอเอากลับมาเมืองไทย mapใช้ไม่ได้  เครื่องGarminจะดีกว่า(ถ้าจะซื้อ)
     6. ยุโรปโดยเฉพาะเมืองเล็กๆไม่รับบัตรเครดิต ต้องเตรียมเงินสดไป โดยเฉพาะเยอรมันชอบเงินสดมากกว่า ร้านอาหาร โรงแรมเล็กๆไม่รับบัตรเครดิต
     7. ภาษาท้องถิ่นต้องพอรู้บ้าง ร้านอาหารในเมืองเล็กๆในยุโรปไม่พูดภาษาอังกฤษ เจอmenuไม่มีภาษาอังกฤษ พนักงานเสิร์ฟพูดอังกฤษไม่ได้ จะมีปัญหา ในยุโรปไม่ต้องtip มากเหมือนอเมริกา อาจจะซัก4-5%ก็พอ
     การเตรียมการเอาแค่นี้ก่อน คราวหน้าจะเขียนถึง การวางแผนการท่องเที่ยวว่าจะวางแผนอย่างไรจึงจะขับรถเที่ยวยุโรปให้สนุก
ศาล
 
เพื่อนๆครับ
     สำหรับคนที่ชอบความสะดวกสบาย ไม่ชอบผจญภัย ไม่ชอบวางแผน การไปเที่ยวกับทัวร์จากเมืองไทยก็สะดวกที่สุด แต่ละวันก็ 5-6-7 วันไหนสบายหน่อยก็อาจจะ6-7-8 แล้วไกด์ก็จะพาเราไปกิน ไปชะโงกดูตามสถานที่ต่างๆที่กำหนดไว้ แต่ละวันก็ไปชะโงกดูวันละหลายๆแห่งจนมึนไปหมดจำไม่ได้ว่าไปไหนมาบ้าง ส่วนคนที่ไม่ชอบไปกับทัวร์จากเมืองไทยก็อาจจะนั่งเครื่องบินไปเอง แล้วก็เลือกซื้อทัวร์ที่สนใจจากโรงแรมที่ตัวเองพักอยู่ หรือบางคนอาจจะชอบผจญภัยหน่อยก็เที่ยวเองโดยใช้รถไฟ รถเมล์ รถแท็กซี่ อาจจะสะพายเป้เที่ยวก็ได้(อ้ายเกียรติสะพายเป้เที่ยวเมืองนอกมาแล้วมาเล่าให้ฟังกันบ้าง) บางคนก็อาจจะใช้วิธีท่องเที่ยวแบบผสมผสานกัน คือนั่งรถไฟรถเมล์เที่ยวบ้าง ไปกับทัวร์บ้าง หรืออาจจะใช้ไกด์ส่วนตัวบ้าง และล่าสุดก็มีการเที่ยวอีกแบบที่เริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆคือไปเที่ยวกับเรือท่องเที่ยวขนาดใหญ่ซึ่งมีพร้อมทุกอย่างบนเรือ เราไม่ต้องเปลี่ยนที่นอน นอนอยู่บนเรือตลอดแล้วเรือก็จะพาเราไปเที่ยวตามเมืองท่าต่างๆ เมื่อเรือเทียบท่าแล้วก็จะมีรถบัสมารับพาไปเที่ยวตามสถานที่ต่างๆ การเที่ยวแต่ละประเภทก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ใครชอบแบบไหนก็เลือกแบบนั้นตามความชอบและทุนทรัพย์ของตัวเอง
     ส่วนการขับรถเที่ยวต่างประเทศนั้นก็เป็นการเที่ยวที่สนุก อิสระ ไปได้ในทุกที่ที่เราอยากไปและรถไปถึง โดยเฉพาะการขับรถเที่ยวยุโรปสนุกมากเพราะทุกประเทศมีพรมแดนติดกัน บางครั้งขับรถไปชั่วโมงเศษๆก็ผ่านพรมแดนถึง3ประเทศ เช่น เยอรมัน สวิส ออสเตรีย ขับรถถึงกันได้สะดวก แต่ละประเทศก็มีสถาปัตยกรรมและวัฒนธรรมที่แตกต่างกันออกไป ขับผ่านแต่ละประเทศก็จะเห็นตึกรามบ้านช่องที่แตกต่างกัน ภาษาที่ต่างกัน ไม่เหมือนขับรถในอเมริกาที่น่าเบื่อมาก จากNew York ไป Sanfrancisco ขับไป3-4วันไม่เห็นความแตกต่าง ภาษาเดิม บ้านช่องก็ไม่แตกต่างกัน
     คุณภาพของรถยนต์สำคัญมากสำหรับการขับรถเที่ยว ควรเลือกรถยนต์ที่ค่อนข้างใหม่ สภาพดี เพราะบางที่ต้องขับขึ้นเขา บางประเทศเช่นเยอรมันบนทางด่วนบางแห่งไม่มีspeed limit ถ้าเครื่องยนต์ไม่มีแรงขับรถช้าไปก็อันตรายและอาจโดนจับ ผมเช่ารถ Mercedes Benz A 190 ค่าเช่าวันละประมาณ 100ยูโรรวมประกันชั้นหนึ่งแล้วใช้น้ำมันดีเซลไม่มีGPS เพราะเราเอาเครื่องไปเอง ขับทางด่วนที่เยอรมันที่ไม่มีSpeed Limitผมวิ่งประมาณ160ก.ม.ต่อชั่วโมง ปรากฏว่าโดนรถหลังแซงตลอด ลองขยับไปถึง180ก.ม ก็ยังโดนแซง เลยต้องชิดขวาปล่อยให้รถคันอื่นๆแซงไป แต่พอทางด่วนตัดผ่านชุมชนเขาก็จะมีSpeed limit ที่ประมาณ120-130ก.ม รถคันที่วิ่งอยู่200กว่าก.มต่อชั่วโมงก็จะลดSpeedลงทุกคัน ทุกคนปฏิบัติตามกฎจราจรเคร่งครัดมาก ถ้าเป็นในเมืองSpeed Limit ก็จะเหลือ 50-60ก.ม แล้วแต่ความหนาแน่นของประชากร
      การเช่ารถในยุโรป(โดยเฉพาะในฝรั่งเศส) ควรจะจองล่วงหน้าเพราะรถเกียร์ auto มีน้อย กว่าครึ่งจะเป็นรถเกียร์ธรรมดา ถ้าต้องการที่มีGPS ด้วยยิ่งต้องรีบจอง ส่วนใหญ่ลูกค้าประจำที่มีบัตรVIP จะได้ก่อน เราควรจะสมัครทำบัตร VIP เพื่อความสะดวก อาจจะสมัครกับบริษัท Hertz หรือ Avis ก็ได้ โทรไปขอใบสมัครมากรอกได้ ถ้ามีบัตรVIP แล้วการจองรถในต่างประเทศก็จะสะดวกมากอาจได้ส่วนลดด้วย บัตรVIP ใช้ในเมืองไทยไม่มีส่วนลด เพราะค่าเช่ารถในไทยถูกอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่ทางไทยไม่ให้ความสนใจกับบัตรVIP บางคนก็ไม่รู้เรื่อง อาจต้องติดต่อโดยตรงกับสำนักงานใหญ่ในต่างประเทศโดยตรง บัตรVIP มีประโยชน์มากในการเช่ารถในยุโรป เราสามารถเช่ารถที่ประเทศหนึ่งแล้วนำไปส่งคืนอีกประเทศได้ เช่นเช่ารถในฝรั่งเศสแแล้วขับรถเที่ยวไปเรื่อยๆในยุโรปแล้วไปส่งรถคืนที่อิตาลีแล้วขึ้นเครื่องบินกลับได้ เมื่อเช่ารถแล้วอย่าลืมตั้ง GPS ของสถานที่ๆเราต้องนำรถมาส่งคืนด้วย ถ้าไม่ตั้งGPS ไว้เราอาจมาส่งคืนรถไม่ถูก เพราะที่รับรถกับที่ส่งรถมักจะอยู่คนละที่กัน ถึงแม้จะอยู่ที่เดียวกันก็ควรตั้งGPS ไว้เพื่อจะได้ไม่หลงทางเวลาเอารถมาคืน เราควรเอาGPS ของเราไปเองโดยdown load แผนที่ยุโรปไว้ในเครื่องและหัดใช้ให้คล่อง ให้เก็บพิกัดGPS ในทุกที่ๆเราไปในmemory ของเครื่อง เผื่อโอกาสหน้าจะไปจะได้ไปถูก แหล่งท่องเที่ยวบางแห่งไม่มีที่จอดรถหรือที่จอดรถไม่พอ เราต้องเอารถไปจอดสถานที่รับฝากรถของเอกชนแล้วก็เดินไปยังสถานที่ๆเราต้องการเที่ยว อย่าลืมตั้ง GPS และถ่ายรูปสถานที่ๆเราจอดรถไว้จะได้เดินกลับมาเอารถถูกไม่หลงทาง
      นักขับรถเที่ยวต่างประเทศมือใหม่ส่วนใหญ่จะศึกษาข้อมูลมาค่อนข้างดี รู้ว่าตัวเองอยากจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง ก็จะจองโรงแรมพร้อมทุกแห่งที่จะไปเพราะกลัวไม่มีที่พัก ทุกอย่างถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าหมดรวมถึงสถานที่ท่องเที่ยวด้วย แต่นักขับรถเที่ยวที่มีประสบการณ์อาจจะจองโรงแรมล่วงหน้าในช่วงแรกๆเท่านั้น เช่น วางแผนจะขับรถเที่ยวยุโรป 2อาทิตย์ ก็อาจจะจองโรงแรมล่วงหน้าในช่วง4-5วันแรกของการเดินทางเท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก7-8วันปล่อยว่างไว้เพือให้การเดินทางมีความยืดหยุ่น ชอบตรงไหนมากเป็นพิเศษก็อยู่นานหน่อย หรืออาจเจอสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ๆน่าสนใจก็สามารถไปเที่ยวได้ ถ้าเราจองทุกอย่างล่วงหน้าหมดเราก็ไม่สามารถเปลี่่ยนโรงแรมได้เพราะจองและจ่ายเงินไปแล้ว ในช่วงlow season โรงแรมจะค่อนข้างว่าง แต่ในช่วงhigh season โรงแรมจะเต็มต้องจองล่วงหน้าหมดทุหอย่าง การขับรถเที่ยวจึงควรเลือกช่วงlow season
     การวางแผนการท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมการวางแผนเที่ยวแบบวงกลมคือขับรถเที่ยวเป็นวงกลมแล้วกลับมาที่เดิมโดยไม่ย้อนกลับทางเดิมจะได้เที่ยวได้มากขึ้น ถ้ามีเวลาไม่มากก็อาจใช้วิธีขับรถเที่ยวแบบยึดเมืองใดเมืองหนึ่งเป็น Home Base คือใช้เป็นฐานสำหรับนอน แล้วตอนเช้าก็ขับรถไปเที่ยวเมืองที่อยู่รอบๆ เที่ยวเสร็จก็กลับมานอนที่เดิม การเที่ยวแบบนี้ใช้ในกรณีที่บริเวณนั้นมีแหล่งท่องเที่ยวมากและไม่สามารถเที่ยวหมดได้ใน1-2วัน ต้องหาที่พักแล้วขับรถไปเที่ยวบริเวณรอบๆ หรือบางครั้งอาจใช้2วิธีผสมกันถ้ามีเวลาเที่ยวมาก
     คราวหน้าจะเล่าให้ฟังว่าผมวางแผนการเที่ยวแบบไหน เที่ยวที่ไหนและชอบที่ไหนมาก
ศาล

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80