OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
31

ขับรถเที่ยวนอกเมืองฝรั่งเศส

เพื่อนๆ
     ขับรถเที่ยวยุโรปงวดนี้  จะเขียนเล่าเรื่องเที่ยวจริงๆเสียที  ตอนที่แล้วเป็นเรื่องการเตรียมตัวและเกร็ดความรู้ต่างๆที่ควรรู้เมื่อจะขับรถเที่ยวยุโรป เนื่องจากการขับรถเที่ยวยุโรปครั้งนี้ใช้ฝรั่งเศสเป็นฐานที่พัก(Home Base) เพราะฝรั่งเศสมีแหล่งท่องเที่ยวที่สวยงามมากมายและผมมีเพื่อนอยู่ที่นี่ อยู่ฝรั่งเศสก็ต้องตะลุยปารีส เที่ยวหอไอเฟิล ดูประตูชัยฝรั่งเศส กินกาแฟร้านริมถนนแถวChamp élysées  เที่ยวพระราชวัง
Versailles ดูรูปโมนาลิซ่าที่พิพิธภัณท์ louve  เที่ยวชมmontmartre และเที่ยว China Town ซึ่งผมจะไม่ขอเล่ารายละเอียดเพราะรู้ๆกันอยู่แล้ว Tour คนไทยมาฝรั่งเศสก็จะเที่ยวกันแค่นี้แล้วก็ไป shoppingร้าน Louis Viton
     ที่อยากเล่าละเอียดหน่อยก็คือการขับรถเที่ยวนอกเมืองที่คนไทยไม่ค่อยได้ไปกัน ผมขับรถเที่ยวไปทางตะวันตกเฉียงเหนือของปารีสลงมาทางตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้แล้วกลับที่พักที่เมือง Yerre  ใกล้กรุงปารีสโดยได้เที่ยว St. Malo:เมืองแห่งโจรสลัด Mont St. Michel : วัดในป้อมปราการบนเกาะกลางน้ำ มรดกโลก Unesco เที่ยว Normandy:จุดเริ่มต้นของจุดจบของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่สอง เที่ยวปราสาท Chenonceaux ปราสาทที่สวยที่สุดในแถบแม่น้ำ Loire และ Saint-Emilion: ไวน์อร่อย หมู่บ้านสวย มรดกโลกแห่ง Unesco

St. Malo : เมืองแห่งโจรสลัด
     St. Malo อยู่ห่างจากParis 400กว่ากิโลเมตร เป็นเมืองชายทะเลที่อยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของฝรั่งเศส มีหาดที่สวยงามติด1ใน10อันดับของฝรั่งเศส มีท่าเรือMarina สำหรับเรือ Yachts ที่ใหญ่ที่สุดในฝรั่งเศส จากเมืองนี้สามารถนั่งเรือผ่านช่องแคบอังกฤษไปยังเมือง Portsmouth ประเทศอังกฤษได้ St Maloเป็นเมืองท่องเที่ยวชื่อดังติดอันดับต้นๆของฝรั่งเศสแต่คนไทยไม่รู้จัก ไม่ค่อยมีคนไทยมาเที่ยวที่นี่ ในสมัยก่อนเมืองนี้ได้ชื่อว่าเป็นเมืองโจรสลัด เนื่องจากติดทะเลมีเรือค้าขายจากอังกฤษและฝรั่งเศสวิ่งค้าขายไปมา พวกโจรสลัด(pirates)ก็จะมาคอยดักปล้นเรือสินค้าเหล่านี้เป็นประจำ นอกจากนี้รัฐบาลฝรั่งเศสก็ยังส่งเสริมให้เรือเอกชนฝรั่งเศสติดอาวุธคอยดักปล้นเรืออังกฤษที่เป็นคู่ปรับตลอดกาลด้วย โดยรัฐบาลฝรั่งเศสจะออกใบอนุญาตให้เอกชนฝรั่งเศสติดอาวุธเพื่อปล้นเรืออังกฤษ โดยจะต้องแบ่งผลประโยชน์ที่ได้จากการปล้นออกเป็น3ส่วน 1ส่วนสำหรับกัปตันเรือ 1ส่วนสำหรับลูกเรือ และ1ส่วนที่เหลือต้องส่งให้รัฐบาลฝรั่งเศส โจรสลัดที่ถูกกฎหมายนี้เรียกว่า Corsairs ไม่ใช่Pirates กว่า80%ของเมืองSt. Maloถูกทำลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่2 แต่ปัจจุบันรัฐบาลฝรั่งเศสได้ซ่อมแซมจนทุกอย่างกลับเข้าสู่สภาพเดิมแล้ว
     เมืองSt. Maloล้อมรอบไปด้วยกำแพงสูง ขอบกำแพงกว้างสามารถขึ้นไปเดินเล่นดูวิวทะเลรอบเมืองได้ ภายในเมืองภายใต้กำแพงที่ล้อมรอบอย่างแน่นหนานี้ในอดีตเป็นที่อยู่ของเหล่าโจรสลัดที่คอยออกไปดักปล้นเรือสินค้าจากอังกฤษ ปัจจุบันภายในกำแพงเมืองเต็มไปด้วยโรงแรม ร้านอาหารหาร และร้านขายของที่ระลึก แต่ก็ยังมีร่องรอยอดีตของโจรสลัดเหลืออยู่ เช่นป้อมปืน รูปปั้นหัวหน้าโจรสลัดฯลฯ ปัจจุบันความเจริญได้กระจายออกไปนอกกำแพงมาก มีบ้านเรือน โรงแรม ร้านอาหารเกิดใหม่มากมายเพื่อรองรับนักท่องเที่ยว อาหารทะเลที่นี่ถูกมาก Lobster ตัวใหญ่ๆเป็นๆสดๆที่นี่ราคากิโลกรัมละประมาณ900บาทเท่านั้น อาหารทะเลอื่นๆก็สดและถูกมาก
     ห่างจากเมืองSt. Maloไปทางทิศตะวันออกประมาณ 50 กิโลเมตรคือ Mont St. Michel ประสาทกลางน้ำที่สวยงามมาก Unesco จัดให้เป็นมรดกโลก

 



    

Mont St. Michel :  วัดในป้อมปราการบนเกาะกลางน้ำ  มรดกโลก Unesco
     Mont St.Michel เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ2ในฝรั่งเศสรองจากหอ Eiffel.  Mont St. Michelเป็นวัดที่มีป้อมปราการล้อมรอบสร้างคล้ายปราสาทโบราณ โดยสร้างบนเกาะเล็กชายทะเล เริ่มสร้างตั้งแต่คริสต์ศักราชที่ 8 ใช้เวลาสร้างและต่อเติมมาเรื่อยกินเวลากว่า600ปี การก่อสร้างสมัยนั้นลำบากมากเพราะเป็นเกาะ ต่อมาในปลายคริสต์ศักราชที่19จึงมีการสร้างทางเดินเชื่อมจากชายฝั่งไปยังเกาะนี้ ในช่วงน้ำลงเราสามารถเดินจากชายฝั่งไปยังเกาะได้ แต่พอน้ำขึ้นน้ำจะท่วมทางเดินกลายเป็นเกาะชายทะเลเช่นเดิม เวลาเราจะไปเที่ยวต้องคอยดูระดับน้ำ พอน้ำเริ่มขึ้นต้องรีบย้ายรถออกจากที่จอดรถ ถ้าช้าน้ำจะท่วมรถ มีการเปรียบเปรยว่ากระแสน้ำที่นี่ไหลแรงและเร็วเหมือนม้าวิ่ง เนื่องจากMont St. Michel เป็นเกาะสร้างมาอย่างแข็งแรงมีกำแพงหนามากล้อมรอบคล้ายปราสาทกลางทะเล จึงใช้สถานที่นี้สำหรับกักขังนักโทษในช่วงเกิดปฏิวัติฝรั่งเศส
     เนื่องจากวัดนี้สร้างโดยเงินบริจาคซึ่งมีค่อนข้างจำกัด ในอดีตวัดจึงต้องหารายได้โดยการใช้ที่ดินของวัดทำการเกษตร หรือนำที่ดินของวัดไปให้เช่าหารายได้ นอกจากนี้วัดยังทำหน้าที่ให้กู้เงินแก่ชาวบ้านโดยเอาที่ดินเป็นหลักประกัน นับเป็นจุดกำเนิดของระบบธนาคารในปัจจุบัน ระบบธนาคารพาณิชย์ของโลกจึงมีจุดเริ่มต้นจากวัดแห่งนี้ที่เริ่มปล่อยกู้ในคริสต์ศักราชที่11
     Unescoได้รับMont St. Michelไว้เป็นมรดกโลกเมื่อปี ค.ศ. 1979 ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมาเที่ยวที่นี่หลายล้านคน นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมอันดับ 2 ของฝรั่งเศสรองจากหอไอเฟิล เมื่อขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถกลางแจ้งเราจะเห็น Mont St. Michel คล้ายปราสาทโบราณอยู่กลางน้ำ(ทะเล)สวยงามมาก นักท่องเที่ยวจะต้องเดินจากลานจอดรถค่อนข้างไกล(เพราะลานจอดรถกว้างมาก)เข้าไปเที่ยวภายในวัดที่คล้ายปราสาทที่ล้อมรอบด้วยป้อมปราการที่หนาแน่น ภายในกำแพงจะมีร้านค้า ร้านอาหารมากมาย โดยมีโบสถ์อยู่บนยอดเขาที่เราสามารถเดินขึ้นไปชมความงดงามของโบสถ์และชมวิวทะเลรอบๆได้ มีร้านอาหารร้านหนึ่งที่คนมุงหน้าร้านแน่นไปหมด ภายในร้านก็มีคนนั่งกินอาหารเต็มทุกโต๊ะ ร้านนี้ขายเฉพาะไข่เจียวอย่างเดียวขายมาหลายสิบปีที่นี่ พ่อครัวจะตอกไข่ใส่หม้อทองเหลืองครั้งละประมาณ6-10ฟอง แล้วก็ใช้ไม้ตีไข่ที่ทำด้วยทองเหลืองตีไข่ด้วยมือเป็นจังหวะเพลงพร้อมเต้นเข้าจังหวะไปด้วย พอตีไข่ได้ที่แล้วก็จะเทไข่ใส่กะทะโลหะแบนๆมีด้ามยาวประมาณ 2 เมตรยื่นกะทะไข่ที่ตีเรียบร้อยแล้วเข้าไปในเตาอบถ่านไร้ควันขนาดใหญ่คล้ายเตาอบพิซซาที่เปิดด้านหน้าเพื่อให้ยื่นกะทะไข่เข้าไปในเตาได้ รอจนไข่สุกก็ใส่กะทะเหล็กยกไปเสิร์ฟให้ลูกค้าที่โต๊ะที่ทานกันอย่างเอร็ดอร่อย คนมาเที่ยวที่นี่แน่นมากทั้งๆที่ยังไม่ใช่ช่วง High Season แทบจะเดินไหลตามกันไป

   

 

 

 



Normandy : จุดเริ่มต้นของจุดจบของเยอรมันในสงครามโลกครั้งที่2
     หาดNormandyเป็นหาดประวัติศาสตร์ในสงครามโลกครั้งที่2  พันธมิตรภายใต้การนำของนายพลไอเซนฮาว ยกพลข้ามช่องแคบอังกฤษบุกยึดประเทศฝรั่งเศสคืนจากเยอรมันที่หาดนี้  พวกเราคงพอจะจำได้ว่าในช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่2 เยอรมันได้บุกยึดโปแลนด์ทำให้ฝรั่งเศส อังกฤษและแคนาดาประกาศสงครามกับเยอรมัน  เยอรมันก็บุกยึดฝรั่งเศส ฝ่ายพันธมิตรเห็นว่าสู้เยอรมันไม่ได้ก็ขอให้อเมริกาช่วย เยอรมันรู้ว่าฝ่ายพันธมิตรจะต้องบุกยึดฝรั่งเศสคืนแน่และค่อนข้างแน่ใจว่าพันธมิตรน่าจะยกพลบุกมาทางช่องแคบอังกฤษ จุดที่ใกล้อังกฤษมากที่สุดคือเมือง Calais ของฝรั่งเศส พันธมิตรเองก็พยายามสร้างข่าวลวงว่าจะบุกฝรั่งเศสผ่านเมืองนี้เพราะใกล้และสะดวกที่สุด
     ปีค.ศ.1944 พันธมิตรประชุมกันและวางแผนจะบุกฝรั่งเศสในเดือนพฤษภาคมแต่อากาศไม่ดีเลยเลื่อนออกไปเป็นช่วงวันที่ 5-8มิถุนายน1944ซึ่งคาดว่าอากาศน่าจะดี โดยพันธมิตรตั้งเป้าว่าจะยกพลขึ้นบกในวันที่5มิถุนายน แต่ปรากฏว่าพอถึงวันที่ 5 ปรากฏว่าอากาศไม่ดีเลยเลื่อนมาเป็นวันที่ 6 มิถุนายน1944แทน โดยวางแผนยึดหาด5หาดในแถบNormandy โดยตั้งชื่อหาดเป็นcode (codename)ว่า Utah Beach, Omaha Beach, Gold Beach, Juno Beach,และSword Beach ฝ่ายเยอรมันก็คิดว่าพันธมิตรคงยกพลขึ้นบกทางเมือง Calais ก็เลยแบ่งกำลังไปป้องกันที่นี่มากเป็นพิเศษ มีกำลังพลเป็นส่วนน้อยที่เฝ้าป้องกันทางNormandy ในขณะเดียวกัน นายพล Rommel (ฉายาจิ้งจอกทะเลทราย)ผู้บัญชาการการรบฝ่ายเยอรมันก็ไม่คิดว่าพันธมิตรจะบุกในเดือนมิถุนายน เพราะปกติเดือนมิถุนายนจะมีอากาศไม่ดี มีพายุฝน คลื่นลมทะเลแรงก็เลยให้ทหารสามารถลาหยุดได้ และตัวเองก็ลากลับไปฉลองวันเกิดภรรยาที่บ้าน พันธมิตรจึงยกพลบุกNormandyในวันที่6มิถุนายนและสามารถบุกยึดNormandy อย่างสมบูรณ์ในวันที่30มิถุนายน1944 สงครามครั้งนี้คาดว่าจะมีทหารทั้ง 2 ฝ่ายตายมากกว่า400,000คน
     ที่ Normandy จะมีพิพิธภัณท์สงครามแสดงถึงประวัติการต่อสู้ระหว่างพันธมิตรกับเยอรมัน และการยกพลขึ้นบกของฝ่ายพันธมิตรในหาดต่างๆ นอกจากนี้ก็จะมีสุสานฝังศพของทหารประเทศต่างๆแยกย้ายกันไป เช่นสุสานฝังศพทหารอเมริกัน สุสานฝังศพทหารอังกฤษ สุสานฝังศพทหารเยอรมันเป็นต้น โดยสุสานฝังศพทหารอเมริกันจะใหญ่และสวยที่สุดมีคนไปเที่ยวชมมากที่สุด

 

 



Chateau Chenonceaux : ปราสาทที่สวยที่สุดในแถบแม่น้ำ Loire
     ประเทศฝรั่งเศสมีปราสาท(Chateua)อยู่มากมายหลายพันแห่ง ส่วนใหญ่จะอยู่ในแคว้น Loire และที่สวยๆและใหญ่ๆก็จะตั้งอยู่ริมแม่น้ำ Loire ซึ่งส่วนใหญ่จะเปิดให้ซื้อตั๋วเข้าชมได้ตามเวลาที่กำหนด Chateau Chenonceaux ก็เป็นปราสาทที่สวยที่สุดในแคว้นLoire และมีนักท่องเที่ยวเข้าชมมากเป็นอันดับ2รองจากพระราชวัง Versailles คนไทยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้จักที่นี่และไม่ค่อยมีโอกาศมาเที่ยวแถบแม่น้ำLoireซึ่งมีปราสาทอยู่มากมาย
     Chateau Chenonceaux ได้รับฉายาว่าเป็น Castle of Ladies เพราะได้รับอิทธิพลการออกแบบตกแต่งมาจากภรรยาของเจ้าของที่ซื้อ Chateauนี้มา แปลกที่เมื่อเจ้าของเดิมติดขัดเรื่องเงินทองจำเป็นต้องขาย
Chateau นี้ออกไป เศรษฐีคนใหม่ที่ซื้อต่อมักจะไม่มีเวลามาดูแลตกแต่งปล่อยให้ภรรยาเป็นผู้ต่อเติมตกแต่งตามที่ชอบ เป็นเช่นนี้ตกทอดกันมา5-6สมัยนับตั้งแต่มีการก่อสร้างปราสาทนี้ในคริสต์ศักราชที่13 ผลัดเปลี่ยนมือมาเรื่อยๆและมีการปรับปรุงตกแต่งเพิ่มเติมตลอดจากผู้หญิงคนแรก Katherine Bohier ในปีค.ศ. 1513, และต่อๆมาคือ Diane de Poitiers, Catherine de Medicis, Louise de Lorraine,Madame Dupinและ Mrs Wilson เศรษฐีชาวอังกฤษในปีค.ศ1864จนเป็นปราสาทที่สวยงามสร้างคร่อมแม่น้ำ มีสวนสวยงามและห้องแสดงรูปภาพที่เต็มไปด้วยภาพศิลป์ในยุคต่างๆตกทอดกันมา จนถึงปีค.ศ1889เจ้าของปราสาท Mrs Wilson ขาดแคลนเงินและเป็นหนี้สินจำนวนมากจำเป็นต้องขายทอดตลาดปราสาทนี้  ปรากฏว่าครอบครัว เศรษฐีเจ้าของโรงงานChocolate ประมูลซื้อปราสาทนี้ได้และเป็นเจ้าของปราสาทนี้จนถึงปัจจุบัน ซึ่งก็เปิดขายบัตรหารายได้ให้นักท่องเที่ยวเข้าชมปราสาทนี้  ปราสาทที่น่าชมอีกแห่งหนึ่งในแถบแม่น้ำLoireคือ Chateau de Chambord ซึ่งเป็นปราสาทที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ใหญ่กว่าปราสาททั่วไปโดยเฉลี่ยประมาณ 6 เท่า มีห้องต่างๆรวมกันถึง440ห้อง เสียดายที่ไม่มีเวลาเที่ยวปราสาทนี้เพราะมืดเสียก่อน ถ้ามีโอกาสคราวหน้าต้องไปดูให้ได้ขับรถจากParis ไม่เกิน 3 ชั่วโมงนับว่าใกล้มาก

 

 

 

 

 

Saint- Emilion :  ไวน์อร่อย หมู่บ้านสวย มรดกโลกแห่งUnesco
     ถ้าพูดถึงSt.Emilion คอไวน์ทุกคนจะคุ้นเคยกับชื่อนี้ดีว่าไวน์อร่อย เพราะที่นี่อากาศดี ดินดี ความชื้นพอเหมาะ แสงแดดพอเพียงทำให้องุ่นที่นี่คุณภาพดี St.Emilion เป็นแหล่งปลูกองุ่นและผลิตไวน์ที่เก่าแก่ที่สุดของ Bordeauxห่างจากเมือง Bordeaux ประมาณ 30กิโลเมตร ขับรถครึ่งชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว เมื่อเข้าเขตSt.Emilion จะเห็นไร่องุ่นเต็มไปหมด ระหว่างทางก็จะมี Wine Chateau ยี่ห้อดังๆมากมาย บางแห่งเขาก็เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมและชิมไวน์ได้ ส่วนใหญ่ต้องโทรนัดล่วงหน้า อาจมีบางแห่งที่เปิดรับทัวร์เป็นประจำ
     Saint-Emilion แตกต่างจากแหล่งผลิตไวน์อื่นๆในฝรั่งเศสหรือในโลกก็ว่าได้เพราะ St.Emilion มีหมู่บ้านที่สวยงามมากไม่เหมือนที่ไหนในโลก  บ้านในหมู่บ้านนี้จะมีเอกลักษณ์ของตัวเองคือมีกำแพงอิฐสีเหลืองอ่อนๆหลังคาสีชมพูอ่อนๆดูสวยงามเป็นระเบียบ ตั้งลดหลั่นกันไปตามไหล่เขาโดยมีทางเดินระหว่างตึกเป็นถนนแคบๆ หมู่บ้านนี้ห้ามรถเข้าต้องเดินอย่างเดียว จุดเด่นของหมู่บ้านนี้ก็คือมีโบสถ์อยู่ใต้ดินที่แกะสลักจากหินก้อนใหญ่ๆสร้างเป็นโบสถ์ใช้เวลาก่อสร้าง40ปีจึงเสร็จ นอกจากนี้ยังมีหลุมฝังศพเป็นห้องๆอยู่ใต้ดิน หมู่บ้านนี้มีทางเดินใต้ดินที่กว้างใหญ่มาก บางห้องในใต้ดินนี้ก็ใช้เก็บไวน์ซึ่งอุณหภูมิในใต้ดินนี้ก็ค่อนข้างคงที่ เมื่อเก็บไวน์ในนี้ทำให้ไวน์มีคุณภาพดี ความสวยงามและหลากหลายของSaint-Emilion ทำให้ Unesco จัดให้เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ 1999
     ภายในหมู่บ้านนี้มีร้านขายไวน์มากมายราคาก็ไม่แพง ยี่ห้อดังๆที่ขายในไทยขวดละหลายแสนที่นี่ราคาขายเป็นหมื่นเท่านั้น ราคาถูกกว่ากันเป็นแสนคุ้มค่าเครื่องบินค่าเที่ยวถ้ามาซื้อไวน์ที่นี่ไปขายในไทย (ถ้าเข้าไปในร้านคาร์ฟูหรือโอชองในฝรั่งเศสจะเห็นราคาไวน์ถูกกว่าราคาน้ำดื่ม ไวน์บางยี่ห้อราคาขวดละไม่ถึงร้อยบาทแต่น้ำดื่มขวดละร้อยกว่าบาท) นอกจากร้านขายไวน์แล้วก็มีร้านกาแฟ ร้านอาหาร ร้านขายของที่ระลึกเต็มไปหมด การเดินเที่ยวหมู่บ้านนี้ค่อนข้างเหนื่อยเพราะเป็นหมู่บ้านที่ตั้งอยู่เชิงเขาค่อนข้างชัน

    

  

  

    

     ทิตย์และเพื่อนๆ ถ้าหารูปเจอจะส่งไปให้ดูจะได้เก็บรวบรวมไว้ในเรื่องเดียวกัน งวดหน้าตอนต่อไป จะเล่าเรื่องการขับรถเที่ยวในเยอรมัน ออสเตรีย สวิส เนเธอร์แลนด์และเบลเยี่ยมครับ

พิศาล





Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80