OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
05

ขับรถเที่ยวจันทบุรี ชมโบสถ์สวย เยือนชุมชนริมน้ำจันทบูร และเที่ยวสวนผลไม้ระยอง
 

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนมิถุนายน พาเที่ยวจันทบุรี ชมโบสถ์ที่สวยและใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เยือนชุมชนเก่าแก่ริมแม่น้ำจันทบุรี เที่ยวน้ำตกพลิ้ว แวะดูตึกแดงและคุกขี้ไก่ ก่อนที่จะไปเที่ยวสวนผลไม้ที่ระยอง
     เราออกจากกรุงเทพฯเช้ามืดต้นเดือนมิถุนายน 2556 แวะทานอาหารเช้าที่จุดพักรถที่ถนน มอเตอร์เวย์ เรามาถึงอาสนวิหารพระนางมารีอาปฏิสนธินิรมลหรือโบสถ์วัดแม่พระปฏิสนธินิรมลเวลาประมาณ 10.00น พิกัด N 12* 36.525' E102*07.054'
     ประวัติการสร้างโบสถ์นี้เริ่มต้นเมื่อกว่า 300ปีที่ผ่านมา เมื่อชาวคาทอลิกเวียตนามที่ลี้ภัยจากเวียตนามมาทางเรือ ได้มาตั้งรกรากอยู่ที่เมืองจันทบุรี  ชาวญวนที่นับถือศาสนาคริสต์นี้ได้สร้างชุมชนของตนขึ้น ได้สร้างอาสนวิหารหลังแรกขึ้นเป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจเมื่อปี พ.ศ. 2253 ใช้ชื่อว่าวัดน้อย ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจันทบุรี และได้มีการตกแต่งซ่อมแซมหลายครั้ง ต่อมาในปีพ.ศ. 2377ก็ได้ย้ายมาสร้างโบสถ์ใหม่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำจันทบุรีซึ่งนับเป็นโบสถ์หลังที่ 3 และในปี พ.ศ. 2449 ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่โดยมีการก่อสร้างโบสถ์ให้ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมเพื่อรองรับคริสตศาสนิกชนที่เพิ่มมากขึ้นทุกที อาสนวิหารที่สร้างขึ้นใหม่ในครั้งนี้นับเป็นโบสถ์หลังที่ 5 มีลักษณะสถาปัตยกรรมตะวันตกแบบโกธิค เชื่อกันว่าจำลองแบบมาจากวิหารน็อตเตอร์ดามของฝรั่งเศส ทางตอนหน้าของอาสนวิหารฯเป็นหอคอยสูงคู่กัน ติดตั้งระฆังขนาดใหญ่และนาฬิกาบอกเวลา เมื่อแรกสร้างมียอดโดมแหลม แต่ได้ถูกรื้อออกเมื่อปี พ.ศ. 2483 ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เนื่องจากเกรงว่าจะเป็นเป้าหมายการโจมตีทางอากาศ แต่ต่อมาก็ได้นำยอดโดมแหลมกลับมาติดตั้งใหม่ในรูปแบบที่เห็นในปัจจุบัน ตัวอาคารยาว 60 เมตร กว้าง 20เมตร สวยงามมาก

   
ภายในโบสถ์ตกแต่งด้วยกระจกสี สเตนกลาส สวยงาม 
โบสถ์ภายนอกสวยงาม เด่นสง่าด้วยยอดโดมคู่

 
เพดานโบสถ์สร้างคล้ายใต้ท้องเรือเพื่อระลึกถึงเรือที่่ชาวเวียตนามใช้อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่จันทบุรี
 
รูปปั้นนักบุญและพระแม่ในโบสถ์                                รูปปั้นนักบุญภายในโบสถ์

องค์พระแม่และฐานหล่อด้วยเงินบริสุทธิ์ 100% ประดับองค์ด้วยทองคำและพลอยชนิดต่างๆกว่า 200,000เม็ด องค์พระแม่ยืนเหยียบอยู่บนตัวงูซึ่งเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายต่างๆ

   
ผนังโบสถ์ประดับด้วย กระจกสีสเตนกลาสที่นำเข้ามาจากฝรั่งเศสสวยงามมาก 
กระจกสีนำมาตกแต่งเป็นรูปนักบุญ
   
มัคคุเทศก์สมัครเล่นเชื้อสายเวียตนามกำลังอธิบายประวัติโบสถ์ให้ผู้สนใจฟัง    รูปนักบุญตกแต่งด้วยกระจกสีสวยงาม

 
สะพานนิรมลข้ามแม่น้ำจันทบุรีเพื่อไปยังชุมชนริมน้ำจันทบูร                      
หลังจากเยี่ยมชมโบสถ์เสร็จแล้ว เราก็เดินข้ามสะพานไปยังชุมชนริมน้ำจันทบูร
 
แม่น้ำจันทบุรี                                                                                        ชุมชนริมน้ำจันทบูรที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโบสถ์

แผนผังแสดงบ้านเรือนและร้านค้าในชุมชนริมน้ำจันทบูร

    
ชุมชนริมน้ำจันทบูรมีประวัติความเป็นมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชที่ทรงย้ายเมืองจันทบูรจากบ้านหัววังมายังบ้านลุ่ม และชุมชนริมน้ำแห่งนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านลุ่มที่อยู่บริเวณริมฝั่งแม่น้ำจันทบุรี คลุมพื้นที่ท่าสิงห์ ท่าหลวง ตลาดเหนือ ตลาดกลาง และตลาดใต้ ในย่านนี้ถือเป็นแหล่งรวมวัฒนธรรมของคนหลายเชื้อชาติที่มาอยู่รวมกัน ทั้งญวน จีน และไทย เกิดเป็นชุมชนสามวัฒนธรรมผสมผสานกันอยู่ทั่วไปซึ่งเห็นชัดในอดีต แต่ปัจจุบันได้ผสมกลมกลืนจนแทบไม่เห็นความแตกต่างแล้ว จะคงอยู่ก็เป็น ศาสนสถานของแต่ละเชื้อชาติ เช่น ศาลเจ้าตั้วเล่าเอี้ย ศาลเจ้าแม่กวนอิม ศาลเจ้าที่ตลาดล่างของชาวจีน ส่วนชาวญวนที่นับถือคริสต์ก็มีอาสนวิหารแม่พระปฏิสนธินิรมล ชาวญวนที่นับถือพุทธก็ได้สร้างวัดซกฮั่งยี่หรือวัดญวนขึ้น และชาวไทยก็มีวัดโบสถ์และวัดจันทนาราม เป็นต้น ต่อมาในช่วงรัชกาลที่ 5 เมืองจันท์ก็มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ช่วงที่ฝรั่งเศสยึดครองเมืองจันทบุรีถึง 11 ปี ส่งผลให้สถาปัตยกรรมเมืองจันทบุรีและชุมชนริมน้ำจันทบูรบางส่วนรับอิทธิพลเข้าไปด้วย เกิดเป็นย่านที่มีประวัติวัฒนธรรมที่หลากหลาย และมีงานสถาปัตยกรรมที่ผสมผสาน แต่น่าเสียดายที่ชุมชนนี้ขาดการอนุรักษ์ดูแล มีการรื้อถอนบ้านเรือนสมัยเก่าที่เสื่อมโทรมออกไปแทนที่จะซ่อมแซม อนุรักษ์ให้คงสภาพเดิมโดยไม่มีหน่วยงานราชการมาดูแลเท่าที่ควร



 

 

 



 
บ้านเก่าและร้านค้าในชุมชนริมน้ำจันทบูร



 
บ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร
 
ตึกเก่าสวยพอมีเหลืออยู่บ้าง

 
บ้านเรือนในชุมชนริมน้ำจันทบูร
 


เมื่อเยี่ยมชมชุมชนริมน้ำจันทบูรเสร็จแล้ว เราก็เดินข้ามสะพานกลับมาที่โบสถ์ รูปนี้ถ่ายจากสะพานนิรมล

 
ร้านอาหารเวียตนามที่ขายอยู่ข้างๆโบสถ์ แต่งร้านสวยงามดูสะอาดดี มีจักรยานให้เช่าขี่ไปเที่ยวชุมชนริมน้ำจันทบูรด้วย     
ทางเข้าชมโบสถ์ด้านข้าง ใครใส่กางเกงสั้นน่าเกลียดก็จะมีผ้าให้ใส่คลุมด้วย

หลังจากชมโบสถ์เสร็จเราก็ไปกินเย็นตาโฟร้านเจ๊เพ็ญ พิกัด N 12*36.970' E 102* 06.334' ร้านคนแน่นมาก ถ้ามาหลังเที่ยงไม่มีที่นั่ง
 
เราสั่งเย็นตาโฟใส่ทุกอย่าง ทั้งกุ้ง กั้งและก้ามปู ราคาชามละ100 บาท เดิมตั้งใจจะสั่งสองชามกินให้หายอยาก ปรากฎว่าชามเดียวอิ่ม ถ้าสั่งพิเศษใส่ก้ามปูใหญ่ กั้ง กุ้งใหญ่ คิดราคาชามละ 200 บาท    เต้าหู้ทอดที่นี่ก็อร่อย สั่งกินระหว่างรอเย็นตาโฟ

     ทานอาหารกลางวันที่ร้านเพ็ญเสร็จแล้ว เราก็ขับรถผ่านตลาดพลอยเพื่อไปน้ำตกพลิ้ว

 
พ่อค้า แม่ค้า ขายพลอยอยู่ในร้านค้าในตึกแถว
 


เราก็มาถึงที่จอดรถในน้ำตกพลิ้ว


จุดจำหน่ายบัตรผ่านประตูเข้าชมน้ำตกพลิ้ว
 
ทางเดินเข้าน้ำตก ร่มรื่นมาก
 
ที่ลำธารน้ำตกมีปลาพวงหินเป็นจำนวนมาก                                              เด็กและผู้ใหญ่เล่นน้ำท่ามกลางปลาฝูงใหญ่

 
ที่ไหนมีน้ำที่นั่นมีปลาพวงหิน เยอะจริงๆ                                                  
ถั่วฝักยาวสำหรับเลี้ยงปลาพวงหิน กำละ 20 บาท
 
ทางเดินศึกษาธรรมชาติ                                                                         ป้ายบอกทางไปแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ

ข้อห้ามและค่าปรับสำหรับความผิดต่างๆ



 
ทางขึ้นน้ำตก
 
พระราชานุเสาวรีย์ สมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์พระบรมราชเทวี จัดสร้างขึ้นโดยชาวจันทบุรีเพื่อระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อจังหวัดจันทบุรี และเพื่ออนุรักษ์อนุสรณ์สถานแห่งความรักที่พระองค์ทรงโปรดเกล้าให้สร้างขึ้น

 



 
อลงกรณ์เจดีย์ สร้างด้วยศิลาแลง ปี พ.ศ. 2419 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดให้สร้างขึ้น เพื่อเป็นที่ระลึกในการเสด็จประภาสน้ำตกพลิ้ว และทรงโปรดปรานน้ำตกพลิ้วเป็นอย่างยิ่ง



 

 

   

 

    
หลังจากชมน้ำตกพลิ้วแล้ว เราก็เดินกลับมาที่จอดรถซึ่งมีร้านขายทุเรียนเต็มไปหมด ราคาไม่แพง แต่ถ้าจะซื้อกลับบ้านต้องระวังทุเรียนอ่อน กินไม่ได้

   

 
ทุเรียน นกกะจิบ กำลังเป็นที่นิยม ราคาค่อนข้างสูงประมาณกิโลละ 100-150 บาท และหายาก

    
หลังจากซื้อทุเรียนแถวที่จอดรถน้ำตกพลิ้วเสร็จแล้ว (ซื้อกินที่นั่นได้ไม่แนะนำให้ซื้อกลับบ้าน ซื้อกลับจะเจอทุเรียนอ่อน ต้องโยนทิ้ง)เราก็เดินทางต่อไปยังตึกแดง
     ตึกแดงเดิมเป็นที่ตั้งของป้อมพิฆาตปัตตามิตรซึ่งสร้างขึ้นในรัชกาลที่ 3 เพื่อป้องกันศัตรูบุกเข้ามาในดินแดนไทย ต่อมาเมื่อฝรั่งเศสเข้ายึดเมืองจันทบุรีโดยอ้างเหตุการณ์พิพาทเรื่องดินแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง ฝรั่งเศสได้รื้อป้อมแห่งนี้ลงและสร้างตึกแดง ซึ่งมีลักษณะเป็นตึกชั้นเดียวทาสีแดง มุงหลังคาด้วยกระเบื้องแดง เพื่อให้เป็นที่พักและกองบัญชาการในขณะนั่น
     ปัจจุบันทางการได้ปรับปรุงให้เป็นห้องสมุด ให้บริการแก่ประชาชนทั่วไป



 

 

     ภายในตึกแดงมีมัคคุเทศก์อาสาสมัครเล่าประวัติตึกแดงให้นักท่องเที่ยวฟัง



 

 

     ใกล้ๆกับตึกแดง ฝรั่งเศสได้สร้างคุกขี้ไก่ไว้กักขังคนไทยที่ต่อต้านฝรั่งเศส คุกขี้ไก่สร้างด้วยอิฐมีลักษณะเป็นหอสี่เหลี่ยมจัสตุรัส กว้างยาวเท่ากันด้านละ 4.40เมตร สูงประมาณ 7 เมตร มีช่องระบายอากาศ 2 แถว หลังคาโปร่ง เล่ากันว่าเป็นคุกที่ทรมานมาก ชั้นบนใช้เป็นที่เลี้ยงไก่ซึ่งจะถ่ายมูลรดศีรษะนักโทษตลอดเวลา



 

 

     หลังจากชมตึกแดงและคุกขี้ไก่แล้ว เราก็ขับรถเลียบทะเลเพื่อไปเที่ยวสวนผลไม้ที่ระยอง

 



 

     เราถึงสวนผลไม้ เพื่อนจรูญโรจน์ ที่แกลง พิกัด N 12* 45.139'  E 101* 37.406' ค่อนข้างเย็น เพราะฝนตกตลอดทาง  แต่ก็มีเวลาอยู่ในสวนเกือบชั่วโมง ลองกอง และทุเรียนกำลังออกผลเต็มที่ เจ้าของสวนเตรียมผลไม้มากมายไม่ว่าจะเป็น เงาะ ลองกอง มังคุด และทุเรียนให้เราทานไม่อั้น โดยคิดค่าใช้จ่ายคนละ 100 บาทเท่านั้น ที่สวนนี้มีนักศึกษาแลกเปลี่ยนจาก มหาวิทยาลัยโตเกียวประเทศญี่ปุ่นมาดูงานด้วย

 

 



     หลังจากชมสวนและชิมผลไม้แล้ว เราก็ขับรถไปทานอาหารที่ร้านครัวเรนโบว์ พิกัด N 12* 40.051' E 101* 39.207' อาหารร้านนี้สดและอร่อยมาก ร้านนี้เพิ่งเปิดใหม่ เจ้าของร้านเดิมมีอาชีพค้าขาย กุ้ง ปู ปลาฯลฯ ทั้งปลีกและส่ง อาหารในร้านจึงสดมาก



  

  

     หลังจากทานอาหารแล้วก็กลับถึงกรุงเทพเกือบ 23.00 น.









 

 






 

 

 


 

 

 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80