OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
07

ขับรถเที่ยวช่องเขาขาด แช่น้ำแร่ที่หินดาด และขึ้นเขาเยือนหมู่บ้าน 399 โค้ง
    
     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลประจำเดือนกรกฎาคม พาเที่ยวช่องเขาขาด แช่น้ำแร่ที่พุร้อนหินดาด และขึ้นเขาเยือนหมู่บ้าน 399 โค้งที่หมู่บ้านอีต่องกาญจนบุรี เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯช่วงเช้าปลายเดือนมิถุนายน แวะทานอาหารกลางวันที่ครัวอาสาปากทางเข้าประสาทเมืองสิงห์ เสร็จแล้วก็ขับรถต่อไปยังพิพิธภัณท์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด พิกัด N 14*21.182' E098*57.285'
     อนุสรณ์สถานช่องเขาขาดนี้สร้างอุทิศให้กับเชลยศึกและแรงงานชาวเอเซีย ที่ได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัสและเสียชีวิตเนื่องจากการที่ถูกทหารญี่ปุ่นบังคับให้สร้างทางรถไฟไปพม่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
     ธันวาคม 2484 สงครามในเขตแปซิฟิกเริ่มขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตี Pearl Harbour, Hawaii ของสหรัฐอเมริกา ต่อมาในปีพ.ศ.2485ญี่ปุ่นก็ได้บุกมาเลเซียและสู้รบกับทหารอังกฤษในพม่า โดยมีเป้าหมายสุดท้ายที่อินเดีย ญี่ปุ่นต้องการเส้นทางการส่งกำลังที่ปลอดภัย  จึงได้ตัดสินใจสร้างทางรถไฟที่มีความยาว 415 กิโลเมตรผ่านป่าและภูเขาจากบ้านโป่ง ราชบุรี ผ่านด่านเจดีย์ 3 องค์เพื่อไปพม่าที่เมือง Thanbyuzayat
     ในการสร้างทางรถไฟสายนี้ ญี่ปุ่นได้เกณท์แรงงานหลายชาติ ประกอบด้วยแรงงานเอเซีย 250,000 คน และเชลยศึกชาวออสเตรเลีย อังกฤษ ดัตช์และอเมริกันมากกว่า 60,000 คน โดยเริ่มต้นสร้างทางรถไฟในเดือนตุลาคม 2485 และเสร็จเชื่อมต่อฝั่งไทยและพม่าเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2486
     การก่อสร้างทางรถไฟครั้งนี้ไม่ได้ใช้เครื่องมือที่ทันสมัย แต่ใช้พลั่ว ชะแลงในการขุดดินและกะเทาะหิน ใช้กระบุง หรือกระสอบขนย้ายดินและหิน การถมรางรถไฟก็ใช้แรงงานคนเป็นหลัก เครื่องตอกหรือฆ้อนใหญ่ก็นำมาใช้ในการตัดหิน เจาะรูและขุดหลุมเพื่อวางระเบิด สะพานตลอดแนวรางรถไฟสร้างด้วยไม้ที่ตัดจากป่าตามแนวรางรถไฟนั้นแทบทั้งหมด
     เดือนเมษายน 2486 อากาศร้อน แรงงานถูกบังคับให้ทำงานทั้งวันและคืนโดยแบ่งเป็นกะๆ ที่บริเวณซึ่งมีการตัดภูเขาให้ขาดเพื่อวางรางรถไฟนั้น แสงวับๆจากประกายไฟที่สะกัดหินกระทบเรือนร่างที่ผอมโซของแรงงาน เป็นที่มาของชื่อ ช่องไฟนรก หรือ Hellfire Pass การก่อสร้างที่เร่งรีบให้เสร็จตามเวลาและการระบาดของโรคอหิวาตกโรคได้คร่าชีวิตเชลยศึกและแรงงานไปเป็นจำนวนมาก
     ในการก่อสร้างทางรถไฟครั้งนี้ มีเชลยศึกพันธมิตรเสียชีวิตประมาณ 14,000 คน และแรงงานเสียชีวิตประมาณ 70,000-90,000 คน ที่เสีียชีวิตมากก็เป็นเพราะทำงานหนัก อาหารไม่พอเพียง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นข้าว ผักและปลาแห้ง สภาพการขาดแคลนอาหารนำไปสู่โรคภัยต่างๆมากมาย ทำให้เสียชีวิตในที่สุด

     อนุสรณ์สถานช่องเขาขาดตั้งอยู่ใน กองการเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานทหารพัฒนา หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ประตูทางเข้าจะมีทหารเฝ้าและบอกทางให้ เข้าประตูไปก็เลี้ยวซ้ายไปตามทางก็จะเจอป้ายบอกทาง

   

 
ภายในร่มรื่น มีต้นไม้ใหญ่ปลูก 2 ข้างทาง

 
ก่อนเข้าไปต้องถอดรองเท้า เข้าไปข้างในมี VDO ให้ชม                       จุดชมวิวด้านหลัง
 
นิทรรศการเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟ

ห้องนั่งชม VDO เกี่ยวกับประวัติการสร้างทางรถไฟสายมรณะไทย-พม่า

    

  
นิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะ

  


ภาพความทุกข์ทรมานของเชลยศึกและแรงงาน
 
ญี่ปุ่นแพ้สงคราม                                                     จุดชมวิวด้านหลังของอนุสรณ์สถานช่องเขาขาด

    
หลังจากชม VDO และชมนิทรรศการเกี่ยวกับการสร้างทางรถไฟสายมรณะแล้ว เราก็เดินลงไปดูช่องเขาขาดที่อยู่ด้านล่าง

 
ทางเดินลงไปดูช่องเขาขาด                                   ทางเดินลงเป็นไม้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม
 


ทางเดินบางช่วงค่อนข้างชัน แต่ไม่อันตรายเพราะมีราวจับเพื่อความปลอดภัย

   

 
สภาพแวดล้อมของทางเดินลงไปดูช่องเขาขาด

  
สุดบันไดก็จะเป็นทางเดินกรวดและหินเล็กๆดูสวยงามแต่เดินลำบาก ควรใส่รองเท้าผ้าใบจะเดินสะดวก
 
ช่องเขาขาด เห็นแต่ไม้หมอนรถไฟ
 
ต้นไม้ขวางเชิงเขาขาด
  

    

 

 

     J G Tom morris ชาวออสเตรเลียเป็นหนึ่งในเชลยศึกและแรงงานนับหมื่นคนที่ทำงานในการก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะไทย-พม่าแห่งนี้ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทอมสมัครเข้าเป็นทหารในเดือนกุมภาพันธ์ 2484 เมื่ออายุได้ 17 ปี เขาปฏิบัติหน้าที่ในสังกัด บก กองพลน้อยที่ 22 เขาถูกจับเป็นเชลยศึกที่สิงคโปร์และถูกกักกันในค่ายต่างๆ งานส่วนใหญ่ที่ทำในช่วงที่เป็นเชลยศึกก็คือการก่อสร้างทางรถไฟไทย-พม่าสายนี้
     หลังสงครามสิ้นสุดลง ทอมได้เดินทางมาประเทศไทยเพื่อหาจุดที่ตั้งของ ช่องเขาขาด ( Hellfire Pass) โดยมีความประสงค์ที่จะบูรณะพื้นที่สำคัญนี้เพื่อระลึกถึงความหลังที่เพื่อนเชลยศึกและตัวเขาเองได้รับความทุกข์ทรมาน และเพื่อนเชลยศึกจำนวนมากก็เสียชีวิตที่นี่ในระหว่างการก่อสร้างทางรถไฟสายนี้ หลังจากค้นหามาหลายปี จนในที่สุดปี พ.ศ. 2527 เขาก็หาจุดที่ตั้งของช่องเขาขาดพบ
     ทอมได้นำข้อมูลเสนอต่อรัฐบาลออสเตรเลียเพื่อขอทุนสร้าง "อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด" เพื่อให้เป็นแหล่งประวัติศาสตร์และเพื่อเป็นการระลึกถึงเชลยศึกและแรงงานที่ต้องทนทุกข์ทรมานและบางคนก็มาเสียชีวิตที่นี่ ในปี 2530 รัฐบาลออสเตรเลียก็ให้ทุนมาก้อนหนึ่งเพื่อสร้างอนุสรณ์สถานและทางเดินเข้าสู่ช่องเขาขาด และในปี พ.ศ. 2537 ก็ได้รับเงินทุนจากรัฐบาลออสเตรเลียอีกก้อนหนึ่งเพื่อสร้างพิพิธภัณท์ และห้องแสดงนิทรรศการ ตลอดจนการปรับปรุงทางเดินลงไปช่องเขาขาดให้ปลอดภัยและสวยงามมากขึ้น
     พิพิธภัณท์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาดได้เปิดให้เข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 25 เมษายน พ.ศ.2542 และในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยว(ส่วนใหญ่ชาวต่างประเทศ)เข้าเยี่ยมชมปีละประมาณกว่า 80,000คน





     หลังจากแวะชมพิพิธภัณท์อนุสรณ์สถานช่องเขาขาดแล้ว เราก็ออกเดินทางไปพักที่โรงแรมกรีนเวิล์ดซึ่งอยู่เยื้องๆกับทางเข้าพุร้อนหินดาด อำเภอทองผาภูมิ กาญจนบุรี
     วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าที่โรงแรม เราก็เดินทางไปแช่น้ำแร่ที่พุร้อนหินดาด พิกัด N14*37.505' E098*43.489' เราไปถึงที่พุร้อนเวลาประมาณ 08.30 น. ก็เป็นช่วงเวลาที่นักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางมาแช่น้ำแร่พอดี
     พุร้อนหินดาดค้นพบโดยทหารญี่ปุ่น ขณะที่มาคุมการสร้างทางรถไฟสายมรณะ ไทย-พม่า ที่ค้นพบเดิมเป็นบ่อเล็กๆสำหรับนายทหารอาบ แต่ต่อมาหลังสงครามทาง อบต หินดาดก็ได้มีการปรับปรุง ขยายและขุดบ่อเพิ่ม เป็นบ่อเด็ก(ตื้น) บ่อผู้ใหญ่(ลึก)2บ่อ และบ่อสำหรับพระสงฆ์ ข้างๆบ่อน้ำแร่ก็จะเป็นลำธารน้ำเย็นที่ไหลมาจากน้ำตกผาตาด ทำให้สามารถแช่น้ำแร่ร้อนสลับกับแช่น้ำเย็นในลำธารได้อย่างสะดวก


นักท่องเที่ยวลงแช่น้ำเย็นที่ไหลมาจากน้ำตกผาตาดก่อนจะแช่น้ำแร่
 
นักท่องเที่ยวต่างประเทศกำลังเดินข้ามสะพานมาแช่น้ำแร่ โดยส่วนใหญ่จะใส่ชุดว่ายน้ำมาเรียบร้อยพร้อมลงแช่น้ำได้เลย
 
ทางเข้าไปแช่น้ำแร่ คนไทยเสียคนละ 10 บาท ต่างชาติเสียคนละ 40 บาท   นักท่องเที่ยวเดินลงมาจากรถบัสใหญ่เพื่อมาแช่น้ำแร่ ในแต่ละวันจะมีรถบัสใหญ่และรถตู้กว่า20 คัน พานักท่องเที่ยวที่ส่วนใหญ่เป็นชาวรัสเซียมาแช่น้ำแร่

 
หลังจากแช่น้ำเย็นในลำธารแล้ว นักท่องเที่ยวจะขึ้นมาแช่น้ำแร่ซึ่งมีอุณหภูมิประมาณ 36-38 องศาเซลเซียส


 
ทุกเย็นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ เวลาประมาณ 20.00น เจ้าหน้าที่จะดูดน้ำเก่าในบ่อน้ำแร่ทิ้งเพื่อขัดบ่อให้สะอาด    น้ำแร่ใต้ดินจะผุดขึ้นมาเต็มบ่อในเวลาประมาณ2-3 ชั่วโมง น้ำที่ผุดขึ้นมาจะมีอุณหภูมิประมาณ 36-38 องศาเซลเซียส สามารถอาบได้โดยไม่ต้องผสมน้ำเย็นเลย
 
    
หลังจากล้างบ่อเสร็จแล้ว น้ำแร่ก็จะผุดขึ้นมาจากใต้ดินจนเต็มบ่อ โดยใช้เวลาประมาณ 2-3 ชั่วโมง น้ำแร่ที่ผุดขึ้นมาจะมีอุณหภูมิ 36-38 องศาเซลเซียส สามารถแช่ได้เลยโดยไม่ต้องผสมน้ำเย็น น้ำจะใสแจ๋วจนเห็นก้นบ่อ น้ำแร่จะผุดขึ้นมาตลอดเวลาทำให้น้ำเก่าในบ่อไหลล้นออกไปสู่ลำธารน้ำเย็น น้ำในบ่อน้ำแร่ก็จะถ่ายเทหมุนเวียนตลอดเวลา
 
 

 



     หลังจากแช่น้ำแร่เสร็จแล้ว เราก็ขับรถขึ้นเขาไปยังหมู่บ้าน 399 โค้งที่หมู่บ้านอีต่องบนเหมืองปิล๊อก กาญจนบุรี  ถนนช่วงแรกจากตัวเมืองทองผาภูมิไปหมู่บ้านอีต่องค่อนข้างดี ขับเลียบเขื่อนวชิราลงกรณ์ไป

   
วิวอ่างเก็บน้ำจากเขื่อนวชิราลงกรณ์
 
ถนนดีมาจนถึงทางแยกขึ้นเขาไปหมู่บ้านอีต่อง

    
ถนนขึ้นเขาไปยังหมู่บ้านอีต่องเริ่มแคบ รถสวนกันลำบาก
 
                                                                              ถนนบางช่วงไหล่ทางชำรุดเป็นเหวลึก

 

 


เราแวะพักที่จุดชมวิวถ่ายรูป

     ออกจากจุดชมวิว เราก็ขับรถต่อไปยังหมู่บ้านอีต่อง

        เหมืองสมศักดิ์เป็นเหมืองใหญ่มากในอดีต เจ้าของชื่อสมศักดิ์ไปเรียนหนังสือออสเตรเลีย พบรักกับหม่อมเกล็นลูกสาวเจ้าของเหมืองทองในออสเตรเลีย แต่งงานกันแล้วแหม่มเกล็นตามมาทำเหมืองถ่านหิน กับวุลแฟรมที่เหมืองสมศักดิ์ ต้องขี่ช้างเข้ามาที่เหมืองสมศักดิ์เพราะไม่มีทางรถยนต์เข้ามาที่เหมืองในช่วงนั้น ต่อมาราคาถ่านหินและวุลแฟรมตกต่ำทั่วโลก เหมืองต่างๆที่ปิล๊อกต้องปิดกิจการลง และคุณสมศักดิ์สามีแหม่มเกล็นเสียชีวิตด้วยโรคมะเร็ง ก่อนเสียชีวิตได้ขอร้องให้แหม่มเกล็นรักษาเหมืองสมศักดิ์ไว้ เพราะคุณสมศักดิ์รักเหมืองนี้มาก แหม่มเกล็นก็เลยดัดแปลงเหมืองสมศักดิ์ให้เป็นรีสอร์ทให้นักท่องเที่ยวพัก โดยทางเหมืองจะมีรถ 4WD มารับนักท่องเที่ยวที่ปากทางเข้า นั่งรถบุกป่าข้ามหลายเขาเข้าไปในรีสอร์ทกลางหุบเขาที่ปลูกไม้ดอกไว้อย่างสวยงาม แหม่มเกล็นจะเตรียมเค๊กหลายชนิดที่ทำเองพร้อมกาแฟต้อนรับนักท่องเที่ยวเมื่อมาถึงและเช็คอิน ตอนเย็นแหม่มเกล็นก็จะทำ BBQ เลี้ยง ปิ้งย่างกินกับไวน์(ที่เราเอาไปเอง)ในบรรยากาศที่ล้อมรอบไปด้วยดอกไม้และขุนเขา แหม่มเกล็นชอบไวน์ขาวมาก นั่งคุยกับเราทานอาหารร่วมกันแล้วก็เล่าความหลังให้ฟัง เล่าถึงความแตกต่างของการทำเหมืองที่ออสเตรเลียกับความล้าหลังของการทำเหมืองที่นี่ เล่าถึงความยากลำบากในการเดินทางและการทำธุรกิจที่นี่ แหม่มบอกว่าที่สามารถทนความลำบากอยู่ได้ก็เพราะความรักอย่างลึกซึ้งที่มีต่อคุณสมศักดิ์

   
ป้ายต้อนรับของหมู่บ้านอีต่อง
 
นักท่องเที่ยวสามารถจอดรถที่สถานีตำรวจปิล๊อกและทางเหมืองสมศักดิ์จะนำรถ 4WD มารับเข้าไปค้างแรมที่รีสอร์ทกลางหุบเขา    ในที่สุดก็เห็นป้ายหมู่บ้าน 399 โค้ง การขับรถบนถนนแคบมาก รถสวนกันแทบไม่ได้ในระยะทาง 60กว่ากิโลเมตร 399 โค้งไม่เหมาะสำหรับคนที่ขับรถไม่แข็ง ถ้ามีรถสวนมาบางจุดต้องจอดรถให้รถฝั่งตรงข้ามขับผ่านไปได้

     เนื่องจากหมู่บ้านอีต่องค่อนข้างแคบเป็นถนนคนเดิน เราต้องจอดรถด้านนอกแล้วเดินเข้าไป 

 

 




ชาวบ้านในหมู่บ้านอีต่อง
 

 
แหล่งท่องเที่ยวและเบอร์โทรศัพท์ที่สำคัญบ้านอีต่อง                      เหมืองปิล๊อกที่เคยเฟื่องฟูในอดีต ปัจจุบันปล่อยทิ้งร้างไว้

     หมู่บ้านอีต่องที่เคยเฟื่องฟูในอดีต ปัจจุบันกลับค่อนข้างเงียบเหงา หลังจากที่เหมืองแร่ต่างๆปิดกิจการลง แรงงานก็จะลงไปหางานทำในเมือง เหลือแต่เด็กและคนแก่อยู่บ้าน
      ในอดีตที่เหมืองแร่เฟื่องฟู ราคาวุลแฟรมเคยขึ้นไปถึงกิโลกรัมละ 100 บาท ในขณะที่ทองคำราคาบาทละไม่ถึง 400 บาท ตำบลปิล๊อกเป็นที่ชุมนุมของนักเสี่ยงโชค ผู้คนคึกคัก มีชีวิตชีวา ร้านค้าสารพัดประเภทเต็มไปหมดเหมือนอำเภอใหญ่ มีโรงหนังโรงละคร ร้านเบียร์ร้านเหล้าคึกคัก แต่ต่อมาเมื่อราคาแร่ตกต่ำ เหมืองแร่ทยอยปิดกิจการ ร้านค้าต่างๆเริ่มปิดตัวลง ผู้คนกระกระจายกันไปหางานในเมืองและจังหวัดอื่นๆ หมู่บ้านอีต่องจึงเงียบเหงา วันเสาร์และอาทิตย์จึงจะมีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวแต่ไม่มากเพราะถนนขึ้นมายังหมู่บ้านอีต่องแคบ อันตราย รถสวนกันแทบไม่ได้

  



  

 
ร้านอาหารเจ๊ณีเก่าแก่คู่อีต่อง บางวันมีปูตัวใหญ่จากพม่ามาขาย
  

   
  
    
จากหมู่บ้านอีต่อง เราก็ขับรถไปยังเนินเสาธงซึ่งเป็นจุดรับก๊าซที่ส่งมาจากพม่า

 
ท่อก๊าซจากพม่าขึ้นมาทางนี้


 
ทหารพม่าประจำชายแดนตรงท่อส่งก๊าซ

 
จากนั้นเราก็เดินขึ้นไปบนเนินเสาธง เห็นธงไทยและธงพม่าปักอยู่คนละด้าน  
ตรงเนินเสาธงมองไปฝั่งพม่าเห็นที่จอดเฮลิคอปเตอร์ของโรงงานแยกก๊าซฝั่งพม่า
   
จากเนินเสาธงเห็นโรงแยกก๊าซของพม่าอย่างชัดเจน                                                                        ทางเดินขึ้นไปเนินเสาธง



 
จากเนินเสาธง เราก็ขับรถต่อไปยังช่องมิตรภาพซึ่งเป็นชายแดนไทย-พม่า
 
มีทางเดินไปยังฝั่งพม่าถึงโรงงานแยกก๊าซ นักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินผ่านจุดนี้ได้เพราะมีทหารพม่าเฝ้าอยู่
 
     จากช่องมิตรภาพ เราก็ขับรถลงเขากลับทองผาภูมิ ระหว่างทางก็แวะไหว้พระวัดเหมืองปิล๊อก
 
 

 



 
วิวหมู่บ้านอีต่องถ่ายจากวัดเหมืองปิล๊อก


  
หมู่บ้านอีต่อง

     หลังจากแวะไหว้พระที่วัดเหมืองปิล๊อกเสร็จแล้วก็ขับรถกลับทองผาภูมิ
 







 

 

 





 

 


  

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80