OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
03

ขับรถเที่ยวเมืองเก่ากาญจนบุรี ไหว้พระที่วัดถ้ำพุหว้าและถ้ำกระแซ

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนกันยายนพาเที่ยวเมืองเก่ากาญจนบุรี อายุกว่า 180 ปีที่ถนนปากแพรก ถนนประวัติศาสตร์ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เป็นที่ตั้งของ บ้านบุญผ่องแอนด์บราเดอร์ที่มีความเกี่ยวข้องทางประวัติศาสตร์ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 โดยเป็นร้านค้าที่ขายสินค้าอุปโภคบริโภคให้ทหารญี่ปุ่นซึ่งมีนายบุญผ่อง สิริเวชภัณท์เป็นเจ้าของร้าน และนายบุญผ่องก็เป็นหนึ่งในเสรีไทยที่คอยช่วยทหารพันธมิตรและเชลยศึก จนนำไปสู่การทิ้งระเบิดที่สะพานข้ามแม่น้ำแควเพื่อยับยั้งทหารญี่ปุ่น เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลง รัฐบาลออสเตรเลียและอังกฤษได้มอบเครื่องราชอิสริยาภรณ์ให้นายบุญผ่องเพื่อตอบแทนนายบุญผ่องที่เสี่ยงชีวิตช่วยเชลยศึกและทหารพันธมิตรในการต่อต้านญี่ปุ่น นอกจากนี้อังกฤษยังได้ประดับยศพันโทให้แก่นายบุญผ่องในกองทัพอังกฤษและยกย่องให้เป็นวีรบุรุษสงครามทางรถไฟสายมรณะ
     ชุมชนปากแพรกหรือชุมชนบ้านเหนือตั้งอยู่ริมกำแพงเมืองกาญจนบุรี ใกล้พระบรมอนุเสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นชุมชนเก่าแก่อายุกว่า 180 ปี เริ่มก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2374 ในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยมีชาวจีนและชาวญวณได้เข้ามาตั้งรกรากค้าขายในครั้งนั้น อาคารบ้านเรือนที่พักอาศัยก่อสร้างด้วยภูมิปัญญาของคนในยุคนั้น โดยยังคงสภาพเดิมไว้ค่อนข้างมาก มีสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ในรูปแบบตะวันออกผสมตะวันตก สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 4 เป็นต้นมา
     กำแพงเมืองกาญจนบุรีสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวในปี พ.ศ. 2374 ผังกำแพงเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 210 เมตร ยาว 480 เมตร มีป้อมประจำมุม 4 ป้อม มีประตู 8 ประตู ซึ่งได้ชำรุดไปหมดแล้ว เหลือเพียงประตูเมืองด้านหน้าและกำแพงบางส่วนที่อยู่ติดกันซึ่งหันหน้าไปสู่แม่น้ำแควใหญ่ โดยได้มีการบูรณะเมื่อปี พ.ศ.2549 กรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นบัญชีกำแพงเมืองกาญจนบุรีเป็นโบราณสถานที่สำคัญของชาติเมื่อปี พ.ศ. 2478
     ประตูเมืองกาญจนบุรีสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2374 ในรัชกาลที่ 3 เมื่อครั้งที่ย้ายเมืองกาญจนบุรีเก่าจากตำบลลาดหญ้ามายังตำบลปากแพรกในปัจจุบัน เนื่องด้วยยุทธศาสตร์การรบที่เปลี่ยนไป โดยที่ปากแพรกมีชัยภูมิในการตั้งรับข้าศึกได้ดีกว่าเก่าเพราะตั้งอยู่บนที่สูงเป็นจุดรวมของแม่น้ำ 2 สาย คือแม่น้ำแควน้อยและแควใหญ่ซึ่งรวมกันเป็นแม่น้ำแม่กลอง และสถานที่ดังกล่าวสะดวกกับการค้าขายกับเมืองต่างๆอีกด้วย

  


พระบรมอนุเสาวรีย์สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งอยู่ใกล้ประตูเมืองกาญจนบุรี
  
ถนนปากแพรกที่ตั้งของชุมชนเก่าแก่ของเมืองกาญจนบุรี
  

  

    
บรรยากาศเมืองเก่ากาญจนบุรีที่ถนนปากแพรก


  

  

    

  



  

  



  



  

  

  



  

     เราแวะทานก๋วยเตี๋ยวร้านแจ๋วโภชนาที่ถนนปากแพรก เสร็จแล้วก็เดินทางต่อไปไหว้พระที่วัดถ้ำพุหว้า

 

   
ทิวทัศน์ระหว่างทางไปวัดถ้ำพุหว้า

     วัดถ้ำพุหว้า พิกัด N13*59.146' E099*24.173' ตั้งอยู่ในภูมิประเทศที่โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้ บรรยากาศโดยรอบเงียบสงบ สะอาดและร่มรื่น เหมาะสำหรับผู้ที่จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมเจริญศีลภาวนา มีถ้ำเป็นอุโบสถ ภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยตามธรรมชาติ สวยงาม เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่อัญเชิญมาจากสหภาพเมียนมาร์ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะบูชา
     พระอธิการสุรพจน์ ธมมรโต เจ้าอาวาสเป็นพระนักพัฒนา ได้สร้างอุโบสถคลุมหน้าถ้ำ ซุ้มประตูทางเข้ามีลักษณะเป็นศิลาทรายสมัยขอมเพื่อเพิ่มความสง่าของสถานที่ หินที่ก่อสร้างใช้หินทรายแดงอำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เห็นครั้งแรกก็ทึ่งในความสวยงามที่แตกต่างจากวัดอื่นๆ หลวงพ่อตั้งใจสร้างให้แปลกแตกต่างจากวัดอื่นๆเพื่อดึงดูดความสนใจให้คนหันมาหาธรรมในวัดกันมากขึ้น
     เมื่อเดินเข้าไปในตัวโบสถ์กลับทึ่งมากยิ่งขึ้น ภายในโบสถ์กลับเป็นถ้ำที่มีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาติ เมื่อเดินลงไปในถ้ำก็มีแต่ความสงบ สะอาด มีพระพุทธรูปสร้างไว้ให้กราบไหว้หลายมุม มีไฟฟ้าและทางเดินที่สะอาดและเดินสะดวก

 

 
บรรยากาศด้านนอก

  

  


บรรยากาศภายในถ้ำมีหินงอกหินย้อยสวยงามตามธรรมชาติ

 



 
ภายในถ้ำสะอาดและเงียบสงบมีหินงอกหินย้อยสวยงาม และมีพระพุทธรูปตามมุมต่างๆเพื่อให้สักการะบูชา
 

   

  

    
ด้านนอกพระอุโบสถ สะอาด สวยงาม
 
    
จากวัดถ้ำพุหว้าเราก็ขับรถต่อไปยังวัดเมตตาธรรมโพธิญาณซึ่งอยู่ใกล้ๆกัน

 


ขับรถผ่านปากทางเข้าวัดถ้ำพุหว้าที่มีรูปปั้นเสืออยู่ทางซ้ายมือ แล้วเลี้ยวซ้ายไปยังวัดเมตตาธรรมโพธิญาณ
  

 
    เมื่อ 18 ปีที่แล้ว พระภิกษุชรินทร์ฉายา เย็นหมง ธุดงค์ผ่านไปเจอที่ดิน มีหุบเขาล้อมรอบ เป็นรูปน้ำเต้า มีป่าไม้ ไร่อ้อยรกร้างล้อมรอบ ที่ๆเคยรกร้างขนาด 242ไร่กลางหุบเขา ได้กลายมาเป็นศาสนสถานนิกายจีน วัดเมตตาธรรมโพธิญาณ  โดยพระภิกษุเย็นหมงที่รวบรวมผืนดิน ท่อนซุงไม้และปัจจัยจากที่ต่างๆก่อสร้างเป็น วิหาร ศาลา พระพุทธรูปปางต่างๆเพื่อสักการะบูชา ตามจิตอธิษฐานและคำปวารณาของท่านที่จะสร้าง วัดนิกายจีนมหายาน ให้เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เพื่อเป็นสถานที่พึ่งทางใจ เป็นสถานที่ศึกษา ค้นคว้า เผยแพร่พุทธศาสนานิกายจีนในประเทศไทย
     ศาลาโพธิญาณเฉลิมพระเกียรติได้ประทานนามจาก สมเด็จพระณาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก พระพุทธรูปต่างๆในศาลานี้ล้วนเป็นไม้แกะสลัก เช่นไม้แดง ไม้สัก ไม้พยุง ไม้เกาลัด โดยใช้ช่างแกะสลักจากจีน

 

 



   
ศาลาไฉ่ซิงเอี้ย มีทั้งเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ย (เทพเจ้าโชคลาภ) และพระพิฆเนศองค์เล็กที่แกะสลักจากไม้เพื่อให้ประชาชนกราบไหว้ขอโชคขอพร
 
ถัดจากศาลาไฉ่ซิงเอี้ยก็เป็นศาลาที่ประดิษฐานของพระพิฆเนศไม้องค์ใหญ่ให้คนกราบไหว้บูชา

ไม้ที่ใช้ในการแกะสลัก
 
     ทางวัดกำลังก่อสร้างวิหาร ศาลา โบสถ์ พระพุทธรูปปางต่างๆ รวมทั้งหมด 5 หลังตาม5 ธาตุคือ ธาตุดิน น้ำ ไฟ ไม้ ทองตามศาสตร์ความเชื่อจากจีนที่ว่า ธาตุทั้ง5เมื่ออยู่รวมกันก็จะช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกัน ทางวัดเชื่อว่าพระทำจากไม้ไม่ว่าประเทศไหนจะมีความศักดิ์สิทธิ์เพราะสะสมบารมี พอแกะเป็นพระพุทธรูป ปักธูปไปก็จะเกิดพลัง ทางวัดใช้ช่างจีนเป็นคนแกะสลักทั้งหมดเพื่อให้ได้ศิลปะจีนที่แท้จริง
 
 

 



     จากนั้นเราก็ขับรถไปเที่ยวถ้ำกระแซ เพื่อไปดูสะพานไม้ทางรถไฟเลียบหน้าผาที่ยาวที่สุดในประเทศไทย และไปไหว้พระที่ถ้ำกระแซ ทางไปถ้ำกระแซไปได้2 ทาง ทางที่เราเลือกที่จะไปอยู่ที่สวนไทรโยค พิกัด N14*05.969' E099*10.185' ตรงนี้เราต้องเดินบนรางรถไฟที่สร้างอยู่บนสะพานไม้เลียบหน้าผายาวประมาณ 450 เมตรเพื่อไปที่ถ้ำกระแซ การเดินบนสะพานไม้ทางรถไฟทำให้เราสามารถเห็นวิวแม่น้ำแควที่ชัดเจนและเห็นรางรถไฟที่โค้งสวยงามเลียบหน้าผาไปยังถ้ำกระแซ ถ้าไปอีกทางก็จะสะดวกเพราะที่จอดรถอยู่ใกล้ถ้ำมาก เราไม่ต้องเดินบนทางรถไฟเลียบหน้าผา สะดวกกว่าแต่ไม่ตื่นเต้น ไม่เห็นวิวสวยๆของแม่น้ำแควและทางรถไฟทีโค้งเลียบหน้าผาสวยงาม
 
 



 



 
ก่อนเดินทางไปถ้ำกระแซต้องเช็คตารางเดินรถไฟให้ดี ให้แน่ใจว่าเราไม่เดินอยู่บนรางรถไฟช่วงเวลาเดียวกับที่รถไฟจะเทียบสถานีถ้ำกระแซ  
ทางเดินไปถ้ำกระแซมี2ทาง เดินด้านล่างใต้ทางรถไฟหรือเดินบนรางรถไฟ
 
ขาไปเราตกลงที่จะใช้ทางเดินด้านล่างใต้ทางรถไฟและขากลับจะเดินบนทางรถไฟกลับ  ทางเดินด้านล่างใต้สะพานไม้รางรถไฟปกคลุมด้วยหญ้า คนส่วนใหญ่จะเดินไป-กลับบนทางรถไฟไปที่ถ้ำมากกว่าที่จะมาเดินด้านล่าง

  
ทางเดินด้านล่างบางช่วงเราต้องเดินบนกำแพงเขื่อนกั้นน้ำ  สิ้นสุดทางเดินด้านล่าง ต้องขึ้นไปเดินต่อบนรางรถไฟเพื่อไปถ้ำกระแซ
   
ขึ้นจากทางเดินด้านล่างมาด้านบนก็หันไปถ่ายรูปทางที่เดินมาด้านล่าง  เดินตามทางรถไฟเพื่อไปถ้ำกระแซที่อยู่ด้านหน้า
   
ทางเดินบนทางรถไฟเลียบหน้าผาไปถ้ำกระแซ
 
                                                                                                           ทางเข้าถ้ำกระแซ
 
 

 
ถ้ำกระแซเป็นถ้ำขนาดเล็ก ในถ้ำมีหลวงพ่อถ้ำกระแซซึ่งเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่ชาวบ้านในเขตพื้นที่ใกล้เคียงให้ความนับถือ รวมทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและเทศที่แวะเวียนเข้ามาไหว้ขอพรกัน
 
นักท่องเที่ยวไทยไหว้พระขอพรหลวงพ่อถ้ำกระแซ           นักท่องเที่ยวต่างประเทศถ่ายรูปเป็นที่ระลึก
 
                                                                                                          นักท่องเที่ยวยืนบนรางรถไฟถ่ายรูปเป็นที่ระลึก

    
ออกจากถ้ำกระแซ เราก็เดินไปดูร้านอาหารและร้านขายของที่ระลึกที่อยู่ใกล้ถ้ำกระแซ



 
ร้านขายของที่ระลึก                                                                                    นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมาก
 
ร้านขายสินค้าที่ระลึก

     สถานีรถไฟถ้ำกระแซมี 2 แห่งอยู่คนละด้านถูกกั้นด้วยหน้าผาที่สวยงาม สถานีถ้ำกระแซด้านที่อยู่ใกล้ถ้ำมีร้านขายของที่ระลึก ร้านอาหาร ส่วนอีกด้านหนึ่ง(ด้านสวนไทรโยค)จะมีเพียงตู้สถานีและชานชาลาเล็กๆเท่านั้น

 

 
ที่จอดรถกว้างขวางสำหรับนักท่องเที่ยว
 
บริเวณสถานีรถไฟ
 
 
    หลังจากเที่ยวถ้ำกระแซเสร็จแล้วก็เดินบนรางรถไฟกลับไปที่เราจอดรถที่อยู่อีกด้านหนึ่งของหน้าผาที่สวนไทรโยค

 
วิวเลียบแม่น้ำสวยมาก
 
เดินไปก็คอยระวังรถไฟไป ถ้ารถไฟมาไม่รู้จะหลบอย่างไร เรารีบเดินกลับประมาณ 450เมตรจนถึงที่จอดรถสวนไทรโยค

     ความน่าสนใจของสถานีรถไฟถ้ำกระแซที่เป็นส่วนหนึ่งของทางรถไฟสายมรณะ คือความสวยงามของทางรถไฟที่คดเคี้ยวลัดเลาะไปตามหน้าผา อีกด้านถูกขนาบด้วยความสวยงามของแม่น้ำแคว นอกจากนี้ยังได้รับความตื่นเต้นและหวาดเสียวที่ได้เดินบนทางรถไฟที่เลียบเลาะไปตามหน้าผายาวประมาณ450เมตร โดยที่ด้านล่างเป็นแม่น้ำ แต่ละก้าวที่เดินไปตามรางรถไฟ ก็ชวนให้ระลึกถึงความยากลำบากของผู้ที่สร้างขึ้นมาในอดีต









 




 

 





 

 







 
 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80