OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
16

ขับรถไปไหว้พระที่น่าน เที่ยวหอศิลป์ริมน่านและดอยเสมอดาว
      
     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนมีนาคมพาเที่ยวเมืองน่านต่อจากเดือนที่แล้ว ครั้งนี้จะพาไปเที่ยวและไหว้พระที่วัดสวยๆในเมืองน่าน วัดแรกที่จะพาไปก็คือวัดภูมินทร์ ตามด้วยวัดมิ่งเมือง วัดศรีพันต้น วัดพระธาตุแช่แห้ง และวัดพระธาตุเขาน้อย จากนั้นก็ไปเที่ยวหอศิลป์ริมน่าน และไปดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยเสมอดาว
     วัดภูมินทร์ เป็นวัดหลวงสร้างโดยเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ซึ่งครองนครน่านเมื่อ พ.ศ. 2139  และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ.2410 หลังจากที่สร้างมาได้ 271ปี โดยพระเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน โปรดให้ซ่อมแซมเป็นครั้งใหญ่ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2418 กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าภาพจิตรกรรม ฝาผนังคงจะวาดในสมัยที่ซ่อมแซมครั้งใหญ่นี้ สำหรับช่างผู้วาดภาพนั้นไม่ปรากฏประวัติ ทราบแต่ว่าเป็นศิลปกรรมแบบชาวไทลื้อ   จุดเด่นของวัดภูมินทร์ก็คือ พระอุโบสถจัตุรมุข ที่มีพระประธานจตุรทิศปางมารวิชัย 4 องค์หันหน้าออกประตูทั้ง   4 ทิศ ประดิษฐานอยู่ภายใน มีจิตรกรรมฝาผนังภายในวิหารที่มีคุณค่า สวยงามที่แตกต่างไปจากศิลปะสกุลช่างล้านนากลุ่มอื่น จัดเป็นสกุลช่างเมืองน่าน ทางกรมศิลปากรได้ประกาศขึ้นทะเบียนวิหารวัดภูมินทร์เป็นโบราณสถานแห่งชาติ 24 มกราคม 2523
 
 

   

     นอกจากพระอุโบสถทรงจัตุรมุขและพระประธานจตุรทิศปางมารวิชัย 4 องค์ที่สวยงามแล้ว วัดภูมินทร์ยังมีชื่อเสียงโด่งดังในภาพจิตกรรมฝาผนังที่ปรากฏอยู่บนผนังด้านในพระอุโบสถจัตุรมุขทั้ง 4 ด้าน โดยภาพจิตกรรมฝาผนังนี้จะแบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ส่วนที่แสดงถึงเรื่องราวและวิถีชีวิตตำนานพื้นบ้าน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพระเตมีราชชาดก และส่วนที่แสดงถึงความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต เช่นการแต่งกายด้วยผ้าซิ่นลายน้ำไหล การทอผ้าด้วยกี่ทอมือ และการค้าขายกับชาวต่างประเทศเป็นต้น ภาพจิตรกรรมฝาผนังที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงมากที่สุดก็คือภาพ เสียงกระซิบบันลือโลก หรือภาพปู่ม่าน ย่าม่าน ซึ่งเป็นคำเรียกผู้ชาย ผู้หญิงชาวไทลื้อสมัยโบราณ ในลักษณะกระซิบสนทนากัน

   

 

ภาพจิตรกรรมฝาผนังในพระอุโบสถจัตุรมุข วัดภูมินทร์ น่าน

 

   

     จากวัดภูมินทร์เราก็ขับรถไปวัดมิ่งเมืองที่ตั้งอยู่ที่ถนนสุริยพงศ์ (พิกัด N 18.774867 E 100.76915) วัดนี้เป็นที่ประดิษฐานเสาหลักเมืองของจังหวัดน่าน วัดมิ่งเมืองเดิมเป็นวัดร้าง มีเสาหลักเมืองที่เป็นท่อนซุงขนาดใหญ่พบที่ซากวิหารประมาณปี พ.ศ.2400 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าครองนครน่านได้สถาปนาวัดใหม่ ตั้งชื่อว่า วัดมิ่งเมือง ตามชื่อที่เรียกเสาหลักเมืองว่า เสามิ่งเมือง ต่อมาปี พ.ศ. 2527 ได้รื้อถอนและสร้างอุโบสถหลังใหม่เป็นแบบล้านนาร่วมสมัยแบบในปัจจุบัน

    

  

     ศาลหลักเมืองน่าน สร้างขึ้นโดย สมเด็จเจ้าฟ้าอัตถะวรปัญโญ เจ้าครองนครน่าน องค์ที่ 57 โปรดให้ฝังเสาหลักเมืองที่วัดมิ่งเมือง เมื่อวันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2333 เดิมมีลักษณะเป็นไม้สักทองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 60 เซ็นติเมตร สูงประมาณ 3 เมตร เป็นเสาทรงกลม ส่วนหัวเสาเกลาเป็นดอกบัวตูม ตัวเสาฝังลงกับดินโดยตรงไม่มีศาลาครอบ ในปี พ.ศ. 2506 ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ น้ำจากแม่น้ำน่านได้ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมถึงตัวเสาหลักเมือง ทำให้เสาหลักเมืองโค่นล้มลง เพราะฐานเสาผุกร่อนมากเนื่องจากฝังกับพื้นดินมานานกว่าร้อยปี  ต่อมาทางวัดมิ่งเมืองพร้อมด้วยชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างเสาหลักเมืองน่านจำลองขึ้นใหม่ด้วยอิฐและปูนในสถานที่เดิม ต่อมาในปีพ.ศ. 2514 ผู้ว่าราชการจังหวัดร่วมกับข้าราชการ พ่อค้า ประชาชนชาวน่าน ร่วมกันสร้างเสาหลักเมืองน่าน และสร้างศาลาไทยจัตุรมุขครอบเสาหลักเมืองขึ้นใหม่ โดยนำเอาเสาหลักเมืองน่านต้นเดิมที่โค่นล้มลงนั้นมาเกลาแต่งใหม่และสลักหัวเสาเป็นพรหมสี่หน้า
     ส่วนศาลหลักเมืองที่เห็นในปัจจุบันได้สร้างขึ้นใหม่ในปีพ.ศ.2548 แทนที่ศาลหลังเก่าที่ชำรุดทรุดโทรม ทางราชการรวมทั้งพ่อค้า ประชาชนชาวน่านได้ร่วมกันสร้างศาลหลักเมืองหลังใหม่นี้ขึ้นมา โดยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงยกยอดพุทธประทุมสวมเศียรท้าวมหาพรหมยอดศาลหลักเมืองน่าน เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2551

 
เสาหลักเมืองน่าน
    

     อุโบสถวัดมิ่งเมืองหลังนี้สร้างขึ้นใหม่แทนอุโบสถหลังเดิมที่ชำรุดทรุดโทรมในพื้นที่เดิม โดยท่านเจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง(ท่านพระครูสิริธรรมภาณี)และพ่อค้า ประชาชนชาวน่าน  วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2529 ออกแบบสร้างตามจินตนาการของเจ้าอาวาส ก่อสร้างตัวอาคารโดยฝีมือสล่า(ช่าง)พื้นบ้านเมืองน่าน ลวดลายปฏิมากรรมปูนปั้นโดย สล่า(ช่าง)เสาร์แก้ว เลาดี (สกุลช่างเชียงแสนโบราณ) ลักษณะเด่นคือ ลายปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระอุโบสถมีความสวยงามวิจิตรบรรจงมาก เป็นฝีมือช่างสกุลเชียงแสน ภายใน มีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของชาวน่าน ฝีมือช่างท้องถิ่น ในบริเวณวัดก็มีเสาหลักเมืองซึ่งอยู่ในศาลาจัตุรมุขด้านหน้าพระอุโบสถ เสาหลักเมืองสูงประมาณ 3 เมตร ฐานประดับด้วยไม้แกะลวดลายลงรักปิดทอง ยอดเสาแกะสลักเป็นรูป พรหม4 หน้า (เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา)

   
พระประธานในอุโบสถวัดมิ่งเมือง
 
อุโบสถวัดมิ่งเมือง เตรียมจัดงานพิธี

     จากวัดมิ่งเมืองเราก็ขับรถต่อไปที่วัดศรีพันต้น(พิกัด N18.77605 E100.766033) วัดศรีพันต้นเป็นวัดที่สร้างขึ้นโดยพญาพันต้น เจ้าผู้ครองนครน่านแห่งราชวงศ์ภูคา (ครองนครน่านระหว่าง พ.ศ.1960-1969) ชื่อวัดตรงกับผู้สร้าง คือพญาพันต้น ต่อมาได้มีการบูรณะใหม่ให้มีสีทองอร่าม มีจิตรกรรมปูนปั้นที่สวยงามโดยเฉพาะพระยานาคที่เฝ้าบันไดหน้าวัด ดูอ่อนโยนมีชีวิตชีวาปั้นแต่งโดยช่างชาวน่านชื่อ นายอนุรักษ์ สมศักดิ์ (สล่ารง) ภายในวิหารมีการเขียนภาพลายเส้นประวัติของพระพุทธเจ้าและประวัติการกำเนิดเมืองน่าน

 
อุโบสถวัดศรีพันต้น
    

   
พระประธานในอุโบสถวัดศรีพันต้น

ภาพจิตรกรรมฝาผนัง " พงศาวดารเมืองน่าน " ภาพ 1-3
     ภาพ 1 ราชวงศ์ภูคาสร้างเมืองปัว (วรนคร)
     ภาพ 2 สร้างเมืองภูเพียงแช่แห้งและเมืองน่าน
     ภาพ 3 เมืองน่านขึ้นเชียงใหม่

     ภาพ 4 เมืองน่านขึ้นพม่า
     ภาพ 5 เมืองน่านคราวเป็นจลาจล
     ภาพ 6 พระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์ต้นวงษ์เจ้านครเมืองน่าน
     ภาพ 7 เมืองน่านขึ้นกรุงรัตนโกสินทร์
     ภาพ 8 น้ำท่วมและย้ายเมืองน่าน
     ภาพ 9 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช
     ภาพ 10 พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ

   
พงศาวดารเมืองน่าน
ภาพที่ 1 ราชวงศ์ภูคาสร้างเมืองปัว (วรนคร)          
ภาพที่ 2 สร้างเมืองภูเพียงแช่แห้ง
   
ภาพที่3 เมืองน่านขึ้นเชียงใหม่                               ภาพที่ 4 เมืองน่านขึ้นพม่า                                       ภาพที่ 5 เมืองน่านคราวเป็นจลาจล

    
ภาพที่ 6 พระยาหลวงติ๋นมหาวงศ์ต้นวงษ์เจ้านครเมืองน่าน       
ภาพที่ 7 เมืองน่านข้ึนกรุงรัตนโกสินทร์              ภาพที่ 8 น้ำท่วมและย้ายเมืองน่าน
 
ภาพที่ 9 เจ้าอนันตวรฤทธิเดช                                ภาพที่ 10 พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ

     จากวัดศรีพันต้น เราขับรถต่อไปยังวัดพระธาตุแช่แห้ง พิกัด N18.7591 E100.789733 วัดพระธาตุแช่แห้งเป็นวัดประจำจังหวัดน่านและเป็นวัดประจำของคนเกิดปีเถาะ เป็นที่เคารพสักการะบูชาของคนเมืองน่านและคนต่างถิ่น เป็นอย่างมาก ตามพงศาวดารเมืองน่านกล่าวว่า พญาการเมือง เจ้าผู้ครองนครปัวหรืออำเภอปัวในปัจจุบัน สร้างขึ้นเมื่อพ.ศ.1896 อายุกว่า (600ปี )เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากกรุงสุโขทัย
     ตามตำนานกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับสรงน้ำที่ริมฝั่งแม่น้ำน่านทางทิศตะวันออก ที่บ้านห้วยไค้ และเสวยผลสมอแห้งที่พระยามลราชนำมาถวาย แต่ผลสมอนั้นแห้งมาก พระพุทธเจ้าทรงนำผลสมอนั้นไปแช่น้ำก่อนเสวย และทรงพยากรณ์ว่า ต่อไปที่นี่จะมีผู้นำพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐาน จึงเรียกพระสถูปที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแห่งนี้ว่า พระธาตุแช่แห้ง

  

  



     รูปแบบของพระธาตุแช่แห้ง สันนิษฐานว่าได้รับอิทธิพลจากเจดีย์พระธาตุหริภุญไชยที่ลำพูน โดยรอบองค์บุด้วยทองจังโก(ทองดอกบวบ ทองเหลืองผสมทองแดง) ทางขึ้นสู่องค์พระธาตุเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าพระวิหารเป็นปูนปั้นลายนาคเกี้ยวซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์ของศิลปกรรมเมืองน่าน
    
ภายในวิหาร มีพระพุทธรูปประดิษฐานน่าสนใจอยู่หลายองค์ เช่น พระเจ้าล้านทอง องค์พระประธานปางมารศรีวิชัยศิลปะล้านนา ที่สร้างขึ้นในปีพ.ศ.2056 มีพุทธลักษณะงดงาม เป็นหนึ่งในพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองน่าน ร่วมด้วยพระพุทธรูปปางประทับยืนและพระอุ่นเมืองในศิลปะสกุลช่างน่านอันงดงาม

    

  

     จากนั้นเราก็ขับรถไปที่วัดพระธาตุเขาน้อยพิกัด N18.7693 E100.75105 วัดพระธาตุเขาน้อยตั้งอยู่บนยอดดอยเขาน้อยซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของเมืองน่าน สร้างในสมัยเจ้าปู่แข็งเมื่อปีพ.ศ.2030 มีอายุกว่า520ปี องค์พระธาตุเป็นเจดีย์ก่ออิฐถือปูนทั้งองค์ เป็นศิลปะพม่าผสมล้านนา ภายในบรรจุพระเกศาธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์ครั้งใหญ่ในสมัย พระเจ้าสุริยพงศ์ผริตเดชาระหว่างปีพ.ศ.2449ถึงพ.ศ.2454โดยช่างชาวพม่า  กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปีพ.ศ.2523

  

    

  
อุโบสถวัดพระธาตุเขาน้อย
   
พระประธานวัดพระธาตุเขาน้อย

 
พระพุทธมหาอุดมมงคลนันทบุรีศรีเมืองน่าน
   
ทิวทัศน์เมืองน่านถ่ายจากวัดพระธาตุเขาน้อย

     จากวัดพระธาตุเขาน้อยเราก็ขับรถเข้าเมืองน่าน ไปทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารพื้นเมืองเก่าแก่ชื่อ ร้านเฮือนฮอมใกล้วัดมิ่งเมือง หลังจากนั้นเราก็เดินทางต่อไปยังหอศิลป์ริมน่านพิกัด N18.940935* E100.766439*

 

   
ทางเข้าห้องแสดงภาพวาดต่างๆ

     หอศิลป์ริมน่าน ดำเนินงานโดยคุณ วินัย ปราบริปู ศิลปินชาวน่าน มีประสบการณ์ทำงานด้านศิลปะมาหลายสิบปี กลับมาสร้างหอศิลป์ขึ้นที่บ้านเกิดของตนเอง หวังที่จะถ่ายทอดความงามของศิลปะให้แก่ผู้คนและเยาวชนของจังหวัดน่าน โดยใช้เวลา 5 ปีตั้งแต่ปี 2541-2545 ในการปรับปรุงพื้นที่และใช้เวลาออกแบบและก่อสร้างอีก 2 ปี หอศิลป์เปิดเป็นทางการเมื่อวันที่ 20เมษายน 2547 โดยศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีเป็นประธานในพิธี

   

 
ภาพวาดต่างๆบริเวณชั้นล่าง
 
ทางขึ้นชั้น 2                                                     
อาจารย์วินัย ปราบริปู จิตรกรและเจ้าของหอศิลป์ริมน่าน
   
ถ่ายรูปคู่กับอาจารย์วินัย เจ้าของหอศิลป์ริมน่าน
   

 
ภาพวาดบางส่วนที่จัดแสดงที่ชั้น 2

     หลังจากชมหอศิลป์ริมน่านเสร็จ เราก็กลับที่พัก ตอนเย็นก็ออกไปทานข้าวต้มร้าน ปุ้ม 3 ร้านเก่าแก่ขายมา 3 รุ่นแล้ว  รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 3 หรือรุ่นหลาน ร้านนี้อยู่ในเมืองไม่ไกลจากโรงแรมพูคาน่านฟ้า อาหารอร่อย ราคาไม่แพง
     จากร้านข้าวต้มก็ไปทานโรตีเจ้าอร่อย เก่าแก่ขายมากว่า 30 ปี ลูกสาวขายที่นี่หน้าร้านเซเว่น ใกล้วัดภูมินทร์ ส่วนพ่อไปขายที่หัวตลาด แม่ขายที่ท้ายตลาด โรตีอร่อยและขายดีมาก ต้องรอคิวนานพอสมควร
    
เสร็จจากทานโรตีก็กลับโรงแรม วันรุ่งขึ้นต้องตื่นแต่เช้าไปดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่ดอยเสมอดาวในอุทยานแห่งชาติศรีน่าน

   

 

     วันรุ่งขึ้นเราออกจากโรงแรมแต่เช้าประมาณ 05.00 น ขับรถจากโรงแรมที่อยู่ในตัวเมืองน่านเพื่อไปดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่ ดอยเสมอดาว อุทยานแห่งชาติศรีน่านซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านประมาณ60-70กิโลเมตร อุทยานแห่งชาติศรีน่าน มีเนื้อที่ 6 แสนกว่าไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 3 อำเภอ คืออำเภอนาหมื่น นาน้อยและเวียงสาจังหวัดน่าน คลุมพื้นที่สองฝั่งริมน้ำน่านไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำสิริกิตติ์ พื้นที่เป็นป่าอุดมสมบูรณ์ เป็นเทือกเขาสลับซับซ้อน ทิวทัศน์สวยงาม สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ได้แก่ ดอยเสมอดาว ผาหัวสิงห์ ผาชู้ เสาดินนาน้อยและคอกเสือ
    
ดอยเสมอดาวเป็นจุดที่ชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้าที่มองเห็นได้รอบทิศทาง เห็นทิวทัศน์ของแม่น้ำน่านที่ทอดยาวในหุบเขา และเห็นยอดผาชู้ที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างหน้า ในตอนเย็นสามารถเห็นพระอาทิตย์ตกอีกด้านหนึ่งได้ด้วย

 

   
พระอาทิตย์กำลังขึ้น เห็นทะเลหมอกสวยงาม
    

  
วิวถ่ายจากดอยเสมอดาว
  
ผาหัวสิงห์ถ่ายจากดอยเสมอดาว

     นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งทางอุทยานเพื่อขอขึ้นไปชมพระอาทิตย์ขึ้นบนยอดผาหัวสิงห์ได้ ทางขึ้นเขาค่อนข้างชันและอันตราย
    
นักท่องเที่ยวกางเต็นท์นอนบนดอยเสมอดาวเพื่อชมทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้น ถ้าใครไม่ชอบนอนเต็นท์ก็สามารถไปนอนโรงแรมในเมืองน่าน แล้วขับรถออกมาแต่เช้าเพื่อมาดูพระอาทิตย์ขึ้นและทะเลหมอกยามเช้าที่นี่ได้

   

     จากดอยเสมอดาว เราก็ขับรถไปที่ผาชู้ซึ่งมีลักษณะเป็นโขดหินและหน้าผาหินขนาดใหญ่ ตั้งตระหง่านท่ามกลางขุนเขาและสายน้ำน่าน
    
ผาชู้เป็นสถานที่ตั้งของสายธงชาติที่ยาวที่สุดในประเทศไทย ยาวประมาณ 200 เมตร จากพื้นถึงเสาธงที่อยู่บนยอดผาชู้
    
หน้าผาสูงที่เห็นไกลๆคือผาชู้ที่เจ้าจ๋วง เจ้าจันทร์และเอื้อง สามผัวเมียกระโดดหน้าผาฆ่าตัวตายสังเวยความรัก ตามตำนานกล่าวว่า เจ้าจ๋วงกลายร่างเป็นต้นไม้ชื่อต้นจ๋วง เจ้าจันทร์กลายร่างเป็นต้นไม้ชื่อ ต้นจันทน์ผา ส่วนเอื้องกลายร่างเป็นกล้วยไม้ชื่อดอกเอื้อง
     นักท่องเที่ยวบางคนหนีความแออัดที่ดอยเสมอดาวมากางเต็นท์ดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นที่ผาชู้
 
 

   

จากนั้นเราก็เดินทางไปเที่ยวเสาดิน นาน้อย พิกัด N 18* 18.218' E100*45.184' ห่างจากดอยเสมอดาวเล็กน้อยประมาณ6-7กิโลเมตร
     เสาดินนาน้อยเป็นเสาดินที่มีลักษณะแปลกตาคล้ายแพะเมืองผีที่จังหวัดแพร่ เสาดินนาน้อยเกิดจากการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกและการกัดเซาะของลมและน้ำ นักธรณีวิทยาสันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ10,000-30,000ปี สถานที่นี้เคยเป็นก้นทะเลมาก่อน และอาจจะเคยเป็นแหล่งอาศัยของมนุษย์ยุคหินเก่าเพราะพบกำไลหินและขวานโบราณที่นี่

 



  

 

   
เสาดินนาน้อย

     จากเสาดินนาน้อยเราก็ขับรถไปคอกเสือที่อยู่ใกล้กัน แต่ต้องขับรถลึกเข้าไปในถนนลูกรังแคบๆ รถสวนกันแทบไม่ได้ ถนนไปคอกเสือแย่มาก เป็นหลุมเป็นบ่อไปตลอดทาง รถเก๋งเข้าไปลำบาก 
พิกัดของคอกเสือ N 18.29729* E100.75207*
    
คอกเสือสวยกว่าเสาดินนาน้อย แต่นักท่องเที่ยวน้อย มาลำบากเพราะถนนไม่ดี

 

 

 

   
คอกเสือ
  

  



บริเวณนี้เรียกว่าคอกเสือ เพราะ เสือไปกัดกินสัตว์เลี้ยงชาวบ้าน ชาวบ้านจึงรวมตัวกันตามล่าเสือมาถึงบริเวณนี้ แล้วช่วยกันเอาหินทุ่มจนเสือตาย จึงเรียกสถานที่นี้ว่า คอกเสือ

หลังจากเที่ยวคอกเสือแล้ว เราก็ขับรถกลับกรุงเทพฯ

 

  

 

 

 



  
 




 

 
 

 


 



 

 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80