OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
14

ขับรถเที่ยวเขาคิชฌกูฏและน้ำตกกระทิง 

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนเมษายนพาเที่ยวเขาคิชฌกูฏและน้ำตกกระทิงที่จันทบุรี และขึ้นไปดูฝูงเหยี่ยวแดงคอขาวที่ร้านอาหาร คนพลัดถิ่น ที่ตราด
     ถ้าพูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของสถานที่ต่างๆ ที่ผู้คนนิยมไปกราบไหว้สักการะบูชาแล้ว หนึ่งในนั้นจะต้องมี เขาคิชฌกูฏอยู่ด้วยอย่างแน่นอน โดยมีความเชื่อว่า ผู้ที่ขึ้นไปกราบไหว้รอยพระพุทธบาทบนเขาคิชฌกูฏซึ่งเป็นรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทยจะได้รับบุญสูง ผู้คนจำนวนนับล้านคนจึงขึ้นไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาททุกๆปี เมื่อปีที่ผ่านมามีประชาชนขึ้นไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏจำนวน 1,180,000 คน ในช่วงระยะเวลาประมาณ 2เดือนที่เปิดให้ประชาชนขึ้นไป หรือเฉลี่ยวันละประมาณ 20,000คน
     แม้ว่าเขาคิชฌกูฏจะเปิดให้ประชาชนขึ้นไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทปีละเพียง 2 เดือนเท่านั้น แต่ก็เปิดให้ขึ้นได้ตลอด 24 ชั่วโมง และประชาชนจำนวนมากก็นิยมขึ้นไปเวลากลางคืน เพราะอากาศเย็นสบาย โดยในปี 2557นี้ เปิดให้ประชาชนขึ้นไปได้ตั้งแต่วันที่ 31มกราคม 2557ถึง 31 มีนาคม 2557 โดยมีพิธีบวงสรวงเปิดป่าเปิดงานเมื่อวันที่29 มกราคม2557
     เราขับรถออกจากโรงแรมที่พักตั้งแต่เช้าเพื่อไปนั่งรถ 2 แถวขึ้นไปกราบสักการะรอยพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ

    
ถนนไปยังที่จอดรถเพื่อต่อรถ2แถวขึ้นไปบนเขาคิชฌกูฏเป็นถนนลาดยางสภาพดี
 
ลานจอดรถ (บางส่วนไม่ได้ลาดยาง พิกัด N12.80582 E102.14390 )กว้างขวาง มีรถเก๋งและรถบัสจอดกระจายอยู่ค่อนข้างมาก

     การขึ้นรถ 2 แถวไปบนยอดเขาคิชฌกูฏนั้นแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงแรก(ล่าง)ประมาณ 4 กิโลเมตร จ่ายค่าตั๋วคนละ 50 บาท ช่วงหลัง(บน)ก็มีระยะใกล้เคียงกับช่วงแรกคือประมาณ 4 กิโลเมตร และต้องจ่ายค่าตั๋วอีก 50 บาท สาเหตุที่แบ่งเป็น 2 ช่วงก็เพราะว่าทางขึ้นเขาชันมากและเป็นถนนลูกรัง เครื่องยนต์อาจได้รับความเสียหายได้ ถ้าขับขึ้นเขาชันในสภาพถนนที่ไม่ดีต่อเนื่องเป็นระยะทางไกลๆ และนานๆ เพราะรถ 2 แถวจะต้องวิ่งตลอด 24 ชั่วโมง (โดยแบ่งคนขับรถเป็น 2-3 รอบ )ตลอดระยะเวลาประมาณ 2 เดือน โดยมีรถ2แถวในช่วงแรก(ล่าง) จำนวน 56 คัน และช่วงหลัง(บน) 59 คัน วิ่งรับส่งผู้โดยสาร ตลอด 24 ชั่วโมงเป็นเวลาประมาณ2เดือน และรถ2แถวแต่ละคัน(ถ้าวิ่งตลอด24ชั่วโมงตลอดระยะเวลา2เดือน) จะมีรายได้ตลอด2เดือนนี้โดยเฉลี่ยประมาณคันละ 1ล้านบาทโดยยังไม่หักค่าใช้จ่ายต่างๆ

 

   

  รถ2 แถวแต่ละคันจะจุคนได้ 12 คน กะบะด้านหลังทำเป็นเบาะนั่ง2 ข้าง มีราวสเตนเลสสำหรับนั่งพิงและเกาะกันตก นั่งได้ข้างละ 5 คน อีก2 คนจะนั่งข้างหน้าคู่กับคนขับรถ สำหรับผู้สูงอายุแนะนำให้นั่งคู่กับคนขับเพราะติดแอร์เย็นสบาย ส่วนคนที่ชอบความตื่นเต้นให้นั่งด้านหลัง เพราะรถจะเอียงไปมาตามความลาดชันและความโค้งของถนนทุกๆ 30-40 เมตร สนุกตื่นเต้นมาก คนขับรถมีความชำนาญเส้นทางสูง บางครั้งก็ขับชิดซ้าย บางครั้งก็ต้องขับชิดขวาตามป้ายบอกเส้นทางที่ติดไว้ คนที่โดยสารอยู่ด้านหลังบนกะบะจะต้องเกร็งแขนเกาะราวให้แน่นตลอดเวลาเพราะรถจะโค้งไปมาตามถนน เมื่อนั่งไปได้ประมาณ 4 กิโลเมตรก็ถึงจุดเปลี่ยนรถ ต้องลงมาซื้อตั๋วแล้วนั่งรถคันใหม่ต่อขึ้นไปอีกประมาณ 4 กิโลเมตร ช่วงหลังจะชันกว่าช่วงแรก ตื่นเต้นพอกับช่วงแรกเพราะถนนขึ้นเขาคดเคี้ยวไปมาตลอด เมื่อถึงจุดหมายสุดทางแล้ว ต้องเดินขึ้นเขาต่ออีกประมาณ 1.2กิโลเมตร ทางเดินขึ้นเขาช่วงแรกเป็นคอนกรีตอย่างดีและค่อนข้างกว้าง
     หลังจากไหว้พระสิวลี พระแม่ธรณีบีบมวยผมแล้ว ก็เริ่มเดินขึ้นเขาไปอีก 1.2 กิโลเมตรเพื่อไปสักการะกราบไหว้รอยพระพุทธบาทบนยอดเขาคิชฌกูฏ

   

 

ทางขึ้นเขาเริ่มแคบลงและชันขึ้น บรรยากาศ2ข้างทางร่มรื่นสวยงาม มีพระพุทธรูปให้กราบไหว้ตลอดเส้นทางเดินขึ้น

 

   

เมื่อใกล้ถึงประตูสวรรค์สู่ยอดเขาคิชฌกูฏ ก็จะเริ่มมีร้านขายของมากขึ้นเพื่อให้ประชาชน ช็อปปิ้งคลายเหนื่อย

    

  

หลังจากเดินดูของที่พ่อค้านำมาขายจนหายเหนื่อยแล้วก็เดินต่อ เหลืออีกไม่ถึงครึ่งทางก็จะถึงประตูสวรรค์และรอยพระพุทธบาท

  

    

ระหว่างทางไปยังประตูสวรรค์เพื่อขึ้นไปสักการะบูชารอยพระพุทธบาทนั้น จะมีหินก้อนใหญ่ๆซ้อนกันอยู่ข้างทางเดินเป็นจำนวนมาก  2ข้างทางเดินวิวสวยมาก และจะได้ยินเสียงระฆังดังเป็นระยะๆ
 
    

  

ก่อนถึงประตูสวรรค์ เราแวะไปดูรอยเสือใหญ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายเท้าเสือขนาดใหญ่ฝังลึกลงไปในเนื้อหิน ระหว่าง ทางไปชมรอยเสือใหญ่ จะมีพระพุทธรูปให้กราบไหว้บูชาตลอดทาง
 
 

   

ในที่สุดเราก็เดินมาถึงประตูสวรรค์เขาคิชฌกูฏซึ่งเป็นทางเดินแคบๆระหว่างหินใหญ่มาก2 ก้อนเอนเข้าหากัน เราต้องก้มหัวค่อยๆเดินลอดเข้าไป ก่อนจะลอดผ่านประตูสวรรค์ก็จะกราบพระปางป่าเลไลย์ที่อยู่ข้างๆประตูสวรรค์ก่อนเพื่อเป็นสิริมงคล

    

  

เมื่อเดินลอดประตูสวรรค์ออกไปก็จะเจอบันไดทางข้ึนไปยังรอยพระพุทธบาทซึ่งอยู่ใกล้ๆกับหินบาตรคว่ำขนาดใหญ่

  

    

     ประชาชนหลั่งไหลมานมัสการสักการะรอยพระพุทธบาทเป็นจำนวนมากทั้งกลางวันและกลางคืน  รอยพระพุทธบาทอยู่ใกล้กับหินขนาดใหญ่ที่มีลักษณะคล้ายบาตรที่คว่ำไว้อยู่บนยอดเขามาช้านานแล้ว ดูเหมือนว่าจะกลิ้งหล่นถล่มลงไปแต่กลับต้ังอยู่ได้อย่างน่าอัศจรรย์ยิ่ง
      รอยพระพุทธบาทพลวงหรือรอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏถูกค้นพบเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2397 ตำนานกล่าวไว้ว่า นายติ่งหรือสมุนติ่งกับพวกซึ่งมีอาชีพหาของป่า อยู่มาวันหนึ่งขณะที่นั่งพักอยู่บนลานหินบนยอดเขาแห่งหนึ่ง พอหายเหนื่อยก็จะเดินกลับที่พัก แต่เดินกันไปมาก็ปรากฏว่าได้วกกลับมาที่เดิม จึงได้พากันนั่งพักบนลานหินนั้นอีก ขณะที่เพื่อนของสมุนติ่งคนหนึ่งกำลังถอนหญ้าอยู่ ก็พบแหวนนาคขนาดใหญ่วงหนึ่ง ทุกคนก็เข้าใจว่าที่ตรงนี้น่าจะมีทรัพย์สมบัติอื่นๆอยู่ จึงช่วยกันถางหญ้าหาสมบัติ แต่ก็ไม่พบอะไรอีกนอกจากลานหินที่มีรอยเท้าขนาดใหญ่ยาวประมาณ 5 ฟุตเศษ และกว้างกว่า2 ฟุต และรอบเท้าก็มีลวดลายเป็นกงจักรและก้นหอย หลังจากนั้นพวกเขาก็กลบรอยพระบาทแล้วก็กลับที่พักโดยไม่ได้เล่าให้ใครฟัง
     ต่อมาที่วัดพลับ ตำบลบางกะจะซึ่งเป็นเมืองเก่าของจังหวัดจันทบุรี ได้มีงานเทศกาลปิดทองรอยพระพุทธบาท นายติ่งได้ไปปิดทองรอยพระพุทธบาทกับพี่ชาย นายติ่งแปลกใจมากที่เห็นรอยพระพุทธบาทนี้คล้ายกับที่เห็นอยู่บนลานหินบนยอดเขาคิชฌกูฏ จึงเล่าให้พี่ชายฟัง ทั้งสองจึงพากันไปเล่าให้หลวงพ่อเพ็ชรเจ้าคณะจังหวัดจันทบุรีซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดทราบ เจ้าอาวาสพร้อมพระภิกษุติดตามนายติ่งไปดู พิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นรอยพระพุทธบาทจริง
     ต่อมาหลวงพ่อเขียน (เขียน ขันธสโร) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังเจ้าอาวาสวัดกระทิง ได้บุกเบิกเปิดตำนานรอยพระพุทธบาทแห่งนี้ให้คนรู้จัก โดยในปี พ.ศ. 2515 หลวงพ่อเขียนได้บุกเบิกทางขึ้น และได้นำรถยนต์ขึ้นเขาครั้งแรก และค่อยๆพัฒนาเส้นทางขึ้นยอดเขาให้ดีและปลอดภัยยิ่งขึ้นมาจนทุกวันนี้
     รอยพระพุทธบาทเขาคิชฌกูฏขึ้นชื่อในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ อีกทั้งยังมีความพิเศษตรงที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง1,050 เมตร นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย ซึ่งปรากฏอยู่บนก้อนหินขนาดใหญ่ โดยใกล้กันนั้นมีหินลูกพระบาทหรือหินลูกบาตรก้อนใหญ่มากตั้งตระหง่านอยู่ และในบริเวณใกล้เคียงกันก็มีปฏิกรรมหินแปลกตามากมาย บางก้อนก็คล้ายกับในตำนานทางพุทธศาสนา เช่น ถ้ำฤาษี หินคล้ายช้างใหญ่และเต่า หินพระนอน เป็นต้น
     อย่างไรก็ดี แม้ว่าหลวงพ่อเขียนจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของศิษยานุศิษย์  แต่ตำนานผู้บุกเบิกรอยพระพุทธบาทพลวงแห่งเขาคิชฌกูฏจะยังคงอยู่คู่เมืองจันทบุรีตลอดไปและตลอดกาล

    

  

จากนั้นเราก็เดินขึ้นไปยังจุดชมวิว มองเห็นหินบาตรคว่ำต้ังเด่นสง่าอยู่ท่ามกลางหินขนาดใหญ่รอบข้างและประชาชนกำลังกราบไหว้สักการะบูชารอยพระพุทธบาท
 
 

   

หลังจากชมวิวบนยอดเขาคิชฌกูฏแล้ว เราก็เดินลง 1.2 กิโลเมตรมาซื้อตั๋วรถสองแถวขาลงมายังที่จอดรถ เพื่อไปทานอาหารเย็นต่อไป

     เรามาทานอาหารเย็นที่ร้าน เรือนริมน้ำ พิกัด N12*33.061' E101*57.364' โทร 089-541-4841 ร้านอยู่ริมน้ำ อาหารอร่อย สดและไม่แพง ขอแนะนำปลาเก๋าที่นี่สดจากกระชังตัวใหญ่ ส่วนหัวให้ทำต้มยำ  ตัวปลาให้ทำปลาเก๋าสามรส

   
กุ้งผัดซ๊อสมะขาม
  

หลังจากทานอาหารเสร็จแล้วเราก็ขับรถกลับโรงแรม New Travel Beach ที่หาดเจ้าหลาว ระหว่างทางกลับโรงแรมผ่านสวนสาธารณะเชิงสะพานเฉลิมพระเกียรติเลยลงไปถ่ายรูป เดินชมวิวย่อยอาหาร

  

    

     หลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว เราก็ขับรถไปเที่ยวน้ำตกกระทิงพิกัด N12.83928* E102.12046* น้ำตกกระทิงอยู่ในอุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏและต้นน้ำของน้ำตกกระทิงก็เกิดจากเทือกเขาคิชฌกูฏ น้ำตกกระทิงเป็นน้ำตกขนาดใหญ่มีถึง 13 ชั้น แต่ละชั้นก็มีความสวยงามแตกต่างกันไป บางชั้นก็มีแอ่งน้ำให้เล่นน้ำได้ ชั้นที่สวยที่สุดคือชั้น8และ9 ที่มีชื่อว่า ผากระทิง มีน้ำตกจากผาสูงประมาณ 100 เมตร ทางขึ้นน้ำตกแต่ละชั้นค่อนข้างชัน ยิ่งสูงทางขึ้นก็ยิ่งชัน ขึ้นลำบากมากในชั้นสูงๆ



  

  

ที่น้ำตกกระทิงมีบ้านพักสะดวกสบาย หลายขนาด พักได้ตั้งแต่ 2-8คนต่อหลัง ราคาก็แล้วแต่ขนาดของห้องพัก มีราคาตั้งแต่600-2,400 บาทต่อห้อง

  

  



เดินไปประมาณ 200 เมตรก็ถึงน้ำตกชั้นที่ 1 น้ำน้อยเพราะอยู่ในช่วงหน้าแล้ง



  

  

จากน้ำตกชั้นที่1 เราก็เดินต่อไปยังน้ำตกชั้นที่ 2 ทางเดินเป็นป่าครึ้มเป็นธรรมชาติมาก

  


  



น้ำตกชั้น 3 มีแอ่งน้ำเล็กๆให้แช่น้ำคลายร้อน ทางเดินในช่วงชั้น 1-3 ยังไม่ชันมาก เดินได้ไม่ลำบากนัก



  

  

น้ำตกชั้น 4 ทางเดินเริ่มชันขึ้นและแคบ แต่ก็ยังเดินได้ไม่ลำบากนัก น้ำตกเริ่มมีน้ำเยอะขึ้น

  

  



น้ำตกชั้นที่ 5 เป็นหินขนาดใหญ่ซ้อนกัน น้ำไหลลงมาระหว่างซอกหินที่ซ้อนทับกันสวยงามแปลกตา จากชั้นนี้เป็นต้นไป ทางเดินเริ่มชันมากขึ้น เดินลำบากเพราะมีต้นไม้ กิ่งไม้ขวางทางเดิน



  

  

น้ำตกชั้น 6 เริ่มมีน้ำมากขึ้น เห็นเป็นสายน้ำไหลพุ่งลงมาจากชั้น 7 จากชั้นนี้เป็นต้นไปต้องเดินและปีนไปตามก้อนหินเพื่อขึ้นไปชั้น 7 และ 8 ทางเดินสบายๆไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ต้องเดินขึ้นด้วยความระมัดระวังลัดเลาะไปตามก้อนหินที่ตั้งอยู่ตามธรรมชาติ ชั้นนี้มีแอ่งน้ำใสมีปลาพลวงว่ายน้ำเล่นอยู่เป็นจำนวนมาก

  

  



น้ำตกชั้นที่ 7 มีแอ่งน้ำให้แช่คลายร้อนและนั่งพักเหนื่อย จากชั้น7 จะขึ้นต่อไปชั้น8 ค่อนข้างชัน แต่ก็ยังพอเดินลัดเลาะขึ้นไปได้



  

  

จากน้ำตกชั้น8 ไปชั้น9และ10 ขึ้นลำบากมาก ต้องปีนไปตามเขาที่ค่อนข้างชัน ไม่มีทางเดินหรือก้อนหินใหญ่ให้เหยียบขึ้นเหมือนชั้นอื่น เราเลยหยุดแค่ชั้น 8ครึ่ง เดินย้อนกลับลงมาถ่ายรูปจากชั้น8 ขึ้นไปยังชั้น9 -10ที่เป็นหน้าผาสูง เรียกผากระทิง

  



  

จากนั้นเราก็เดินกลับลงมาที่จอดรถ เหงื่อท่วมตัวจากการขึ้นน้ำตกกระทิงในครั้งนี้

  

    

วันรุ่งขึ้นหลังอาหารเช้าก็ออกเดินทางไปตราด เพื่อทานอาหารกลางวันและดูฝูงเหยี่ยวแดงคอขาวที่ร้านอาหารและบ่อตกปลา "คนพลัดถิ่น" พิกัด N 12.19986* E102.53422* ร้านค่อนข้างหายากเพราะไม่มีป้ายบอกทางจนกระทั่งถึงปากซอยเข้าร้าน ถ้าเห็นป้ายร้านก็แสดงว่าถึงปากซอยทางเข้าร้านแล้ว การเดินทางก็ออกจากจันทบุรี ขับรถเข้าเมืองตราด ตรงเข้าเมืองไปประมาณ3-4ก.ม. มองหาป้ายที่ไปทางแหลมศอกทางซ้ายมือ เลี้ยวซ้ายไปตามป้ายไปแหลมศอกประมาณ4-5ก.ม. ขับช้าๆดูป้ายร้านที่อยู่ปากซอยทางเข้าร้านซ้ายมือ แล้วขับเข้าซอยที่เป็นถนนลูกรังประมาณ 1ก.ม.ก็ถึงร้าน คนพลัดถิ่น ถ้าหาร้านไม่เจอก็ให้โทรไปถามทางที่ร้านที่ 039-542-431, 087-135-7423

   

 
ป้ายร้านอาหารที่ปากซอยทางเข้าร้าน                     ซอยเข้าร้านเป็นถนนลูกรัง

ร้านนี้เป็นสวนอาหารและบ่อตกปลา เจ้าของที่เดิมขุดหน้าดินขายเป็นบ่อน้ำขนาดใหญ่ เจ้าของร้านอาหารก็เลยไปซื้อปลามาเลี้ยงทำเป็นสวนอาหารและบ่อตกปลา

  

    

   
ทางเข้าร้านอาหาร                                   
ที่จอดรถมีรถลูกค้าหลายคันจอดดูเหยี่ยวแดงและทานอาหาร    เดินผ่านครัวเพื่อไปที่โต๊ะอาหารริมน้ำ
 
เหยี่ยวแดงคอขาวกำลังบินวนเพื่อกินอาหาร


ถ่ายรูปกับเจ้าของร้าน คุณ ละเอียด เจริญวิวรรธนะ ซึ่งเป็นคนราชบุรีญาติๆชวนมาเปิดร้านอาหารที่ตราดเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว
  
อาหารที่นี่รสชาติเข้มข้น ราคาไม่แพง
 
บริเวณร้านอาหารและซุ้มสำหรับนั่งตกปลาและทานอาหาร

คุณละเอียดเจ้าของร้านกำลังให้อาหารปลาและให้อาหารนกเหยี่ยวแดงคอขาว อาหารปลาและนกได้แก่ไส้ไก่และหมูบดละเอียด เหยี่ยวแดงนับร้อยตัวจะบินโฉบลงมากินอาหารที่ลอยอยู่เหนือน้ำ คุณละเอียดเล่าว่า แรกเริ่มก็มีนกเหยี่ยวแดงอยู่เพียง 4-5ตัว อาศัยอยู่ตามป่าชายเลนซึ่งอยู่ใกล้กับบ่อปลาที่นี่ เวลาให้อาหารปลา เหยี่ยวแดง4-5ตัวนี้ก็จะบินมากินอาหารปลาด้วย ต่อมาจำนวนนกเหยี่ยวแดงคอขาวก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆบินมาเป็นฝูงมากินอาหารที่บ่อนี้ จนขณะนี้มีนกเหยี่ยวแดงคอขาวกว่า200 ตัว หลังอาหารเหยี่ยวแดงก็จะบินกลับรังที่อยู่ในป่าชายเลนซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ่อปลานี้ ทุกวันที่คุณละเอียดให้อาหารปลา เวลา 10.00-12.00น. นกเหยี่ยวแดงคอขาวฝูงนี้ก็จะบินมากินอาหารที่บ่อปลานี้เป็นประจำ

 
คุณละเอียดพายเรือให้อาหารปลาและนกเหยี่ยวแดงคอขาวทุกวัน เวลาประมาณ 11.00-12.00น.
   

ถ้าอยากเห็นนกเหยี่ยวแดงคอขาว 200กว่าตัวบินลงมากินอาหาร ควรไปที่ร้านเวลาประมาณ11.00-12.00น ช่วงนั้นเป็นเวลาที่ให้อาหารปลาและให้อาหารนก เราจะเห็นตากล้องนั่งถ่ายรูปนกเหยี่ยวแดงคอขาวบินลงมากินอาหารเต็มไปหมด

 

 



 
 
 
 
  
 
 
   
  

  

    


  




   

 


 

 



 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80