OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
19

ขับรถเที่ยวเมืองลี้...เมืองในหุบเขาที่ถูกลืม

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนมิถุนายน พาเที่ยวเมืองลี้ เมืองในหุบเขาที่ถูกลืม ในอดีตก่อนที่จะมีการสร้างถนนเอเซีย เราอาจจะได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับเมืองลี้บ่อยๆ เพราะการเดินทางไปเชียงใหม่ต้องขับรถผ่านเมืองลี้ หรือนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปซื้อของพื้นเมืองและชมความงามของสาวป่าซางก็ต้องขับรถผ่านเมืองลี้เช่นกัน ถนนสายมรณะช่วงเถินและลี้เป็นที่กล่าวขวัญกันมากเพราะมีข่าวรถตกเขาบ่อยๆ แต่หลังจากที่สร้างถนนเอเซียเสร็จข่าวคราวเกี่ยวกับเมืองลี้ก็เงียบหายไป การเดินทางไปเชียงใหม่ในปัจจุบันไม่ต้องวิ่งผ่านเมืองลี้อีกต่อไป ใช้ถนนเอเซียจากกรุงเทพฯ-นครสวรรค์-ตาก-เถิน จากเถินก็ไม่ต้องวิ่งเข้าเมืองลี้ แต่วิ่งเข้าเมืองลำปาง ลำพูนและเชียงใหม่ได้เลย ลี้จึงเป็นเมืองในหุบเขาที่ถูกลืม ทั้งๆที่เมืองลี้มีของดีมากมาย ทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และศาสนา
     ในด้านประวัติศาสตร์ ลี้เป็นเมืองที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมาเก่าแก่ หากจะเล่าถึงตำนานเมืองลี้ก็ต้องย้อนไปตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยก่อนปีพ.ศ.1800 คนไทยที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรน่านเจ้าถูกศัตรูรุกราน จึงได้พากันอพยพหนีสงครามมาจากทางแคว้นหลวงพระบางลงมาสู่แคว้นล้านนา โดยมีพระนางจามรี( อย่าสับสนกับพระนางจามเทวี) ซึ่งเป็นราชธิดาของเจ้าเมืองหลวงพระบางเป็นหัวหน้า และพระนางจามรีได้บวงสรวงสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพาอารักษ์ขอให้ช่วยนำช้างทรงไปสู่สถานที่เหมาะแก่การสร้างเมืองด้วย ในที่สุดพญาช้างทรงก็ได้พาพระนางจามรีและไพร่พลมายังพื้นที่สูง มีลำน้ำไหลผ่าน มีแนวป่ากว้างใหญ่เหมาะแก่การตั้งเมืองใหม่ และตั้งชื่อเมืองนี้ว่า เมืองลี้ (เป็นเมืองสำหรับผู้ลี้ภัย)
     ในด้านศาสนา เมืองลี้ก็เป็นเมืองเกิดของครูบาเจ้าศรีวิชัย ซึ่งชาวบ้านทั่วไปเรียก ครูบาศรีวิชัย "นักบุญแห่งล้านนา" เป็นพระนักพัฒนามีลูกศิษย์มากมาย เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในฐานะผู้นำการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ นอกจากจะเป็นบ้านเกิดของครูบาศรีวิชัยแล้ว เมืองลี้ยังเป็นที่ตั้งของวัดที่มีชื่อเสียงของ 3 ครูบาชื่อดังของภาคเหนือ คือ
     วัดบ้านปาง บ้านเกิดและวัดของครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งล้านนาไทย
     วัดพระบาทห้วยต้ม วัดของครูบาชัยยะวงศาพัฒนา พระนักบุญที่อยู่ในหัวใจของชาวกระเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ)
     วัดพุทธบาทผาหนาม วัดของครูบาอภิชัยขาวปี ศิษย์เอกและทายาทธรรมของครูบาศรีวิชัย

     เราออกเดินทางจากกรุงเทพฯไปพักที่ลำปาง 1 คืน (ความจริงเราสามารถเดินทางจากกรุงเทพตรงไปเมืองลี้ได้เลยโดยเมื่อขับรถถึงเถินแล้วก็แยกซ้ายไปเมืองลี้อีกประมาณ 100 กิโลเมตร แต่เราเลือกที่จะพักที่ลำปาง เพราะพรรคพวกอยากนั่งรถม้าเที่ยวชมเมืองลำปางและไหว้พระธาตุลำปางหลวง วัดคู่บ้านคู่เมืองชาวลำปาง)  วันรุ่งขึ้นเราก็ออกเดินทางไปลี้แต่เช้า แวะไหว้พระที่วัดพระธาตุลำปางหลวง แล้วเดินทางผ่านอำเภอเสริมงาม ลำปางไปยังอำเภอลี้ ลำพูน

    
ถนนจากอำเภอเสริมงาม ลำปางไปยังลี้ดีมาก ทิวทัศน์สวยงาม การเดินทางสะดวกเพราะรถไม่มาก  ถนนลัดเลาะไปตามไหล่เขา สวยงาม  มีวิวภูเขาให้เห็นตลอดทาง 
  
ถนนบางช่วงร่มรื่นมาก                                         นานๆจะเจอรถวิ่งผ่านไปมา

   
  เราขับรถชมวิวภูเขามาเรื่อยๆจากลำปางถึงลี้ก็ประมาณ 100 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆก็ถึงเมืองลี้

 
สัญญลักษณ์ของเมืองลี้คือ อนุสาวรีย์ 3 ครูบา          
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
   
ครูบาเจ้าศรีวิชัยหรือครูบาศรีวิชัย                           ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี

     จากตัวเมืองลี้เราก็ขับรถต่อไปยังวัดพระพุทธบาทห้วยต้ม (พิกัดN17.72643*E098.95518*) ซึ่งอยู่ห่างจากตัวอำเภอลี้ประมาณ 10 ก.ม. วัดพระพุทธบาทห้วยต้มเป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอลี้ มีเนื้อที่กว่า 53ไร่ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2444 เดิมเป็นวัดร้าง เจ้าคณะอำเภอลี้และผู้ศรัทธาในสมัยนั้นได้ประชุมกันและมีมติให้นิมนต์ ครูบาชัยยะวงศา จากวัดป่าพลู อำเภอบ้านโฮ่ง มาบูรณะปฏิสังขรเป็นวัดขึ้น เมื่อครูบาชัยยะวงศาหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าหลวงปู่ได้มาเป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดพระพุทธบาทห้วยต้มในปี พ.ศ.2489 จนกระทั่งมรณภาพในปี 2543 เป็นเวลาถึง 54ปี หลวงปู่ได้ร่วมกับชาวบ้านและชาวกระเหรี่ยงตลอดจนผู้มีจิตศรัทธาช่วยกันพัฒนาวัด จนสามารถพลิกสภาพจากวัดร้างให้เป็นวัดที่มีความเจริญ สวยงาม เป็นที่รู้จักของชาวไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวล้านนาและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ
     วัดพระพุทธบาทห้วยต้มเป็นศาสนสถานที่สำคัญ เป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในชุมชนห้วยต้ม ภายในมีสิ่งก่อสร้างที่สวยงามด้วยเอกลักษณ์ล้านนาทำจากศิลาแลงที่ขุดได้จากบ่อศิลาแลงด้านหลังของวัด ภายในวัดยังมีโบราณสถานที่ทรงคุณค่ามากมาย เช่น วิหารครอบรอยพระพุทธบาท เจดีย์ 84,000 พระธรรมขันธ์ วิหารพระเมืองแก้ว และบ่อน้ำทิพย์ เป็นต้น

   
เมื่อเดินเข้ามาในบริเวณวัดจะเห็นเจดีย์ทรงเหลี่ยมสีขาว และเจดีย์สีทองบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
 
ติดกับเจดีย์เป็นวิหารครอบรอยพระพุทธบาท

    
วิหารพระเมืองแก้ว เป็นวิหารที่ประดิษฐานพระสรีระทิพย์ของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศา เป็นศูนย์รวมจิตใจของชุมชนห้วยต้มชาวกระเหรี่ยงและศิษยานุศิษย์ จะมีพิธีแห่พระสรีระทิพย์ของหลวงปู่ทุกวันที่ 17 พฤษภาคมของทุกปี

 
ภายในพระวิหาร
    
พระสรีระทิพย์ของหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาไม่เน่าเปื่อยบรรจุในโลงแก้ว
   

 
วิหาร 5 ครูบา ครูบาเจ้าชัยยะลังก๋า ครูบาเจ้าศรีวิชัย ครูบาเจ้าอภิชัยขาวปี ครูบาเจ้าพรหมจักร และหลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา
 



 
พระเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปจำนวน 84,000 องค์

     หลังจากกราบสักการะพระเจดีย์ 84,000 พระธรรมขันธ์ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุแล้ว เราก็เดินไปที่วิหารครอบรอยพระพุทธบาทที่อยู่ใกล้ๆกัน

 
หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนาได้สร้างรอยพระบาทจำลองครอบของจริงไว้
 
รอยพระบาทจำลองอยู่ใต้ฐานพระพุทธรูป                ด้านหน้าของวิหารครอบรอยพระพุทธบาท

วิหารครอบรอยพระพุทธบาทอยู่ด้านหน้าของพระเจดีย์ 84,000 พระธรรมขันธ์

    
จากวิหารครอบรอยพระพุทธบาท เราก็เดินต่อไปยังบ่อน้ำทิพย์ชึ่งเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานกล่าวว่า เมื่อครั้งพระพุทธองค์เสด็จมาโปรดเทศนาแก่พวกละว้า พญาละว้าได้ทูลขอรอยพระพุทธบาทของพระองค์ พระพุทธองค์ทรงตรัสให้พวกละว้าไปเอาก้อนหินมาเพื่อที่จะประทับรอยพระพุทธบาทบนก้อนหินนั้น และให้ไปหาน้ำมาล้างก้อนหินก่อน พญาละว้าได้ทูลว่าไม่มีน้ำในบริเวณนี้ พระพุทธองค์เลยเอาไม้ทิ่มลงพื้นดินและมีน้ำพุ่งขึ้นมา พระพุทธองค์ทรงตรัสให้พวกละว้าไปตักน้ำมาล้างก้อนหิน เพื่อประทับรอยพระพุทธบาท สถานที่นี้จึงเป็นบ่อน้ำทิพย์ในปัจจุบัน

 
บ่อน้ำทิพย์อยู่ด้านในมีประตูเหล็กปิดไว้หนาแน่น

มีเครื่องปั๊มน้ำสูบน้ำทิพย์ขึ้นมาให้ประชาชนดื่ม
 
สาวกระเหรี่ยง (ปกาเกอะญอ) กำลังจะดื่มน้ำทิพย์

    
จากบ่อน้ำทิพย์ เราก็เดินต่อไปยัง มลฑปพระเจ้าเก้าตื้อ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา สร้างขึ้นเพื่อเป็นการร่วมเฉลิมฉลองพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการครองราชย์ที่นานที่สุดมากกว่าพระมหากษัตริย์องค์อื่นใดในโลก ภายในประดิษฐานพระพุทธเจ้าเก้าตื้อ (จำลองมาจากอุโบสถวัดสวนดอกในเชียงใหม่) เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย เนื่องด้วยพระพุทธรูปหนักเก้าตื้อ(ตัน) ชาวบ้านจึงเรียก พระเจ้าเก้าตื้อ

   
ภายนอกมณฑป                                                    พระเจ้าเก้าตื้อ
 
ภายในทำเป็นห้องกระจก
 
     จากนั้นเราก็เดินต่อไปยัง มณฑปพระเขี้ยวแก้วและหอพระไตรปิฎก

 
มณฑปพระเขี้ยวแก้ว ภายในบรรจุพระธาตุเขี้ยวแก้ว พระแก้วตาและพระธาตุข้อพระหัตถ์ของพระพุทธองค์ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา ได้อัญเชิญมาจากประเทศ ศรีลังกา อินเดียและพม่า
   
หอพระไตรปิฎก ภายในบรรจุพระไตรปิฎกฉบับโบราณ

     จากนั้นเราก็ขับรถไปที่พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัยที่อยู่ใกล้ๆกัน ก่อนที่จะสร้างพระมหาเจดีย์ หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศาได้พบมูลโคองค์สัมมาสัมพุทธเจ้าในสมัยที่ ทรงมาใช้ชาติเป็นโคพระโพธิสัตว์ และมูลโคนี้ก็ได้กลายมาเป็น พระบรมธาตุ หลวงปู่จึงออกแบบและร่วมกับชาวบ้านและสานุศิษย์ผู้มีจิตศรัทธา สร้างพระมหาเจดีย์ธาตุครอบทับสถานที่นี้ไว้ ด้วยเกรงว่าถ้าไม่ทำอะไร สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้จะมีชาวบ้านมาสร้างบ้านเรือนทับด้วยความไม่รู้

   
ประตูทางเข้าพระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย
 
ขับรถตามถนนเข้าไปจอดรถที่ด้านหน้าของพระมหาธาตุเจดีย์     พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย

     พระมหาธาตุเจดีย์ศรีเวียงชัย ออกแบบและริเริ่มให้มีการก่อสร้างโดย หลวงปู่ครูบาชัยยะวงศา ลักษณะองค์พระมหาเจดีย์เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่ ศิลปะล้านนาที่ก่อสร้างด้วยศิลาแลงทั้งองค์ โดยมีพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่เป็นองค์ประธานอยู่ตรงกลาง และมีพระเจดีย์องค์เล็กอยู่เป็นบริวารล้อมรอบอยู่ 48 องค์ตามแบบพระสถูปเจดีย์ศิลปะลังกา ความหมายของพระมหาเจดีย์องค์ใหญ่ตรงกลาง เป็นพระเจดีย์ประจำปีเกิดของคนเกิดปีมะเมีย พระเจดีย์องค์เล็ก 10 องค์เป็นเจดีย์ประจำปีเกิด 10 ปีนักษัตร พระเจดีย์องค์เล็ก 28 องค์หมายถึงพระพุทธเจ้า 28 พระองค์ที่ล่วงมาแล้ว พระเจดีย์องค์เล็กที่เหลือ 10 องค์หมายถึงพระพุทธเจ้า 10 องค์ที่จะมาตรัสรู้ในอนาคต
ฐานพระมหาเจดีย์รวมบริวารทั้งหมดมีขนาด 40x40เมตร พระมหาเจดีย์สูง 71 เมตร

 

   

     บ้านห้วยต้มเป็นหมู่บ้านของชาวเขาเผ่าปกาเกอะญอหรีอกระเหรี่ยงทั้งหมด 600 หลังคาเรือน มีคนอาศัยอยู่เกือบ 3,000 คน ชาวเขาเหล่านี้ได้อพยพมาตั้งถิ่นฐานเมื่อปี 2514 หลังจากที่ทางการได้สร้างเขื่อนภูมิพลขึ้น ชาวเขาเหล่านี้ไม่มีที่ทำกินเลยอพยพมาที่บ้านห้วยต้ม ความเป็นอยู่ในช่วงแรกลำบากมาก เพราะพื้นที่บางส่วนเป็นหินศิลาแลง ชาวเขาเลยขอพึ่งใบบุญขออยู่กับหลวงปู่ชัยยะวงศา หลวงปู่ได้ตั้งกฎให้พวกกระเหรี่ยงว่าจะต้องนำมีดไม้ที่เคยล่าสัตว์มาถวายวัด และให้สาบานว่าจะไม่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตและจะกินมังสวิรัติตลอดไป เพื่อให้เป็นคนดี ลดการเบียดเบียน มีศีลธรรม จะได้มีความสุขทั่วทางโลกและทางธรรม กระเหรี่ยงบางคนรับไม่ได้ก็ต้องอพยพออกไป แต่ส่วนใหญ่ปฏิบัติตามกฎที่หลวงปู่ตั้งไว้อย่างเคร่งครัด วัดพระบาทห้วยต้มและหมู่บ้านชาวเขาปกาเกอะญอรอบๆวัดจึงเป็นหมู่บ้านมังสวิรัติปลอดเนื้อสัตว์ ชาวเขาเหล่านี้ได้ช่วยกิจกรรมต่างๆของวัดเป็นอย่างดี แม้กระทั่งตอนหลวงปู่บูรณะวัดพระบาทห้วยต้มก็อาศัยแรงงานชาวเขาเหล่านี้ในการสร้างวัด หลวงปู่ชัยยะวงศาจึงเป็นที่เคารพนับถือของชาวเขาเหล่านี้มาก

 

 



     จากนั้นเราก็ขับรถไปร้านขายสินค้า OTOP มีสินค้าหลายประเภทที่เป็นฝีมือชาวเขาปกาเกอะญอ เช่นเครื่องเงินทำมือ ฝ้าฝ้ายทอมือ ผ้าซิ่น กระเป๋าย่าม ฯลฯ
เครื่องเงินทำมือ สินค้าเด่นของชุมชนมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน ผ่านการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ลวดลายของเครื่องเงินมีลักษณะโดดเด่น สวยงาม ประณีต ออกแบบลวดลายจากคนในชุมชนเอง
หัตถกรรมผ้าทอ สินค้าฝ้ายทอมือจากคนในชุมชนเอง มีการประยุกต์ลายผ้าแบบดั้งเดิมให้เป็นลายผ้าร่วมสมัย เหมาะสำหรับใส่ในปัจจุบัน ทำให้สินค้าหัตถกรรมผ้าทอเป็นที่นิยมเป็นสินค้าขายดีของชุมชนห้วยต้มไม่แพ้เครื่องเงินทำมือ

   
ถนนหน้าร้านขายสินค้า OTOP                              สินค้าส่วนใหญ่เป็นหัตถกรรมทอมือ                        ของที่ระลึก
 
กำไลเงินเป็นสินค้าเด่นของชุน                                                            สร้อยเงินสินค้าเด่นของชุมชน

    
จากนั้นเราก็ขับรถไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน กะลาอินเลิฟ ซึ่งอยู่ห่างจากวัดพระบาทห้วยต้มประมาณ 500 เมตร เดิมร้านนี้ขายอยู่ข้างกำแพงวัด ขายก๋วยเตี๋ยวเจใส่ในกะลา ราคาจานละ10 บาท ต่อมาได้ย้ายออกนอกเขตวัดเพื่อที่จะขายก๋วยเตี๋ยวหมู และอาหารตามสั่ง เพราะบริเวณวัดเป็นเขตปลอดเนื้อสัตว์

   
สถานที่ดี ตกแต่งเข้ากับบรรยากาศชนบท               บรรยากาศดีแต่ค่อนข้างร้อนในตอนกลางวัน       ลูกค้าส่วนใหญ่ชอบนั่งในซุ้มอาหาร
 
ก๋วยเตี๋ยวในกะลา พร้อมน้ำดื่มในขันเงินฟรี              
ร้านติดถนนใหญ่

     หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ เราก็ขับรถไปพักที่โรงแรม Baan Pailyn ซึ่งเป็นโรงแรมใหม่ล่าสุดในเมืองลี้ พิกัดของโรงแรมคือ N17.78921* E098.95300*เจ้าของชื่อคุณไพลิน เป็นคนเมืองลี้ เคยเปิดร้านขายวัตถุโบราณที่ River City ที่กรุงเทพฯ ต่อมาได้เลิกกิจการมาเปิดโรงแรมนี้ นับว่าเป็นโรงแรมที่ดีที่สุดในเมืองลี้ในขณะนี้

  
ด้านหน้าโรงแรมเพิ่งปลูกต้นไม้ใหม่ๆ                      ชั้นบนของโรงแรมหน้าห้องพัก
   
ด้านข้างเป็นร้านกาแฟของโรงแรม                        โรงแรมมี2ชั้น มีห้องพักเพียง 17 ห้อง

    
หลังจาก check in ที่โรงแรมแล้ว เราก็ขับรถประมาณ 40 ก.ม.ไปยัง วัดบ้านปาง (N18.10971*E098.88643*) ซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา ครูบาศรีวิชัยนอกจากจะเป็นนักบุญแล้วยังเป็นพระนักพัฒนา ในช่วงที่ท่านมีชีวิตอยู่ได้ช่วยบูรณะและพัฒนาวัดในภาคเหนือกว่า 100  วัด เช่น วัดพระธาตุหริภุญชัย วัดจามเทวี วัดพระพุทธบาทตากผ้า วัดสวนดอก วัดพระสิงห์ วัดพระธาตุช่อแฮ และวัดพระธาตุดอยตุงเป็นต้น แต่งานชิ้นที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายคือ การเป็นผู้นำในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ครูบาศรีวิชัยสามารถนำผู้คนร่วมกันสร้างถนนความยาวประมาณ 11 กิโลเมตรขึ้นเขาสูงไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพได้สำเร็จในเวลา 5 เดือนโดยไม่ได้ใช้เงินทางราชการเลย การสร้างถนนขึ้นเขาสูงเพื่อไปยังวัดพระธาตุดอยสุเทพเมื่อ 80 ปี ที่ผ่านมาไม่มีเครื่องทุ่นแรงอันทันสมัยเลย แต่ก็สามารถสร้างทางขึ้นเขาได้สำเร็จก็เพราะความศรัทธาที่มีต่อครูบาศรีวิชัย ชาวเมืองเหนือจากทุกสารทิศ มาจากพิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง เชียงรายและเชียงใหม่ต่างเดินทางมาช่วยกันพร้อมหน้า แม้กระทั่งชาวเขาเผ่าต่างๆก็ได้มาช่วยกันสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพด้วยความศรัทธาแน่วแน่และเชื่อมั่นในนักบุญแห่งล้านนา บ้างถือจอบถือเสียมมุ่งหน้ามาลงแรงสร้างถนน บ้างช่วยเหลือด้านเงินทอง หรือส่งเสบียงข้าวปลาอาหาร ถนนศรีวิชัยที่มุ่งหน้าขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพจึงถือเป็นตัวแทนความสามัคคีและพลังแห่งศรัทธาของชาวล้านนาที่มีต่อครูบาศรีวิชัยอย่างแท้จริง


วันคล้ายวันเกิดครูบาศรีวิชัยทุกปี จะมีงานวันกตัญญูครูบาศรีวิชัย
 
พิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัยถ่ายจากที่จอดรถ                 เขตพุทธาวาสวัดบ้านปาง
 
ด้านหน้าพิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัย                              แผนผังวัดบ้านปาง
 
ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัย                        
รูปครูบาศรีวิชัย
   
รอยมือและรอยเท้าครูบาศรีวิชัย                              ปราสาทและหีบศพที่ใช้บรรจุศพครูบาศรีวิชัย

ชั้นล่างของพิพิธภัณฑ์ครูบาศรีวิชัย

 
ทางเข้าพิพิธภัณฑ์                                                 จักรยานขนของ
   
เสลี่ยงครูบา                                                          แท่นอัดผ้าไตร                                                       รถยนต์คันแรกขึ้นดอยสุเทพ
   
รถยนต์คันแรกที่เปิดทางขึ้นดอยสุเทพ
 
                                                                         ที่นอนครูบาศรีวิชัย

เครื่องใช้ต่างๆที่ครูบาศรีวิชัยเคยใช้ขณะมีชีวิต

   
โต๊ะอาหารครูบาศรีวิชัย                                          หีบกำปั่นใส่เงินบริจาคสร้างวัดพระธาตุดอยสุเทพ
 
อ่างซักผ้าที่ครูบาศรีวิชัยเคยใช้
   
เครื่องไม้เครื่องมือในการสร้างทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ
 
เตียงหวายครูบาศรีวิชัย

จากพิพิธภัณฑ์เราก็เดินมาที่วิหาร

 
วิหารด้านข้าง                                                      พระประธานในวิหาร ด้านหลังพระประธาน เป็นภาพเขียนตอน ตรัสรู้
   
ภาพเขียนในวิหาร ประสูติ                                      ภาพเขียนในวิหาร ปรินิพพาน                                  วิหารด้านหน้า

จากวิหารเราก็เดินไปที่ศาลาพระใหญ่

   

 
พระนอนองค์ใหญ่สีขาวอยู่ในห้องกระจก

จากนั้นเราก็เดินไปที่รูปเหมือนครูบาศรีวิชัย

 
วิวถ่ายจากบริเวณลานหน้ารูปเหมือนครูบาศรีวิชัย       พระประธาน
   
รูปเหมือนครูบาศรีวิชัย

    
จากวัดบ้านปาง เราก็ขับรถกลับโรงแรม แวะทานอาหารเย็นร้านครัวน้ำพุที่อยู่ในตัวเมืองลี้ ห่างจากอนุสาวรีย์ 3 ครูบาประมาณเกือบ 2 ก.ม. ร้านอาหารในตัวเมืองลี้ส่วนใหญ่เป็นร้านเล็กๆติดถนน อาหารราคาไม่แพง ร้านอาหารส่วนใหญ่จะปิดเร็ว หลังจากทานอาหารเสร็จ เราก็แวะทานกาแฟที่ร้าน Cafe' De Lyn ซึ่งเป็นร้านกาแฟของโรงแรมที่เราพัก

   
ร้านกาแฟของโรงแรม
 
โรงแรม Baan Pailyn                                           ร้านกาแฟของโรงแรม Cafe' De Lyn
 
ร้านกาแฟ                                                           
วิวถ่ายจากในร้าน
   
ที่นั่งด้านนอกมี 2 ระดับ                                         มองเห็นภูเขาอยู่ไกลๆ                                             วิวโรงแรมถ่ายจากร้านกาแฟ

วันรุ่งขึ้นเราตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูตลาดเช้าในตัวเมืองลี้

 
ตอนเช้าถนนเงียบ รถน้อย                                     ร้านขายข้าวเหนียว ไก่ทอด หมูยอ ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่ม ร้านนี้คนแน่น 08.00น ก็หมดแล้ว ร้านนี้อยู่ใกล้อนุสาวรีย์ 3 ครูบา
   
ร้านขายโจ๊ก                                                          ตลาดสด

จากตลาดเช้า เราก็ขับรถกลับโรงแรมเพื่อทานอาหารเช้า


เราขอให้เสิร์ฟอาหารเช้าที่ร้านกาแฟเพื่อชมวิว แต่ในช่วงเช้าแสงแดดส่องตรงเข้ามาในร้าน เลยย้ายไปทานอาหารเช้าที่โรงแรม
 
ย้ายจากร้านกาแฟมาที่โรงแรม                             อาหารเช้า
 
คุณไพลิน เจ้าของโรงแรมเสิร์ฟอาหารเอง

     หลังอาหารเช้า เราก็ขับรถออกจากโรงแรมเพื่อไปเที่ยว วัดพระพุทธบาทผาหนามซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองประมาณ 10 กิโลเมตร ขับรถไปทางวัดบ้านปางวัดอยู่ซ้ายมือ พิกัดN17.83738*E098.92839* วัดนี้สร้างโดย ครูบาเจ้าอภิชัย (ขาวปี) อภิชัยโย หรือที่ชาวบ้านเรียกครูบาขาวปี
     ครูบาอภิชัยมีชื่อว่า จำปี นับเป็นศิษยเอกของ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา เมื่อเด็กชายจำปีอายุได้ 16 ปี แม่ก็พาไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ท่านครูบาศรีวิชัย ครูบาศรีวิชัยเห็นลักษณะเด็กชายจำปีก็รับเป็นลูกศิษย์ทันที เหมือนมีตาทิพย์รู้ว่าเด็กคนนี้ในอนาคตจะต้องยิ่งใหญ่ ในฐานะนักบุญแทนตัวท่าน หลังจากที่เด็กชายจำปีอ่านเขียน สวดมนต์ภาษากลางและภาษาพื้นเมืองได้แล้ว ครูบาศรีวิชัยจึงให้เด็กชายจำปีบรรพชาเป็นสามเณร ด้วยสามเณรได้ปรนนิบัติรับใช้อาจารย์เป็นอย่างดี เป็นที่รักของอาจารย์มาก ครูบาศรีวิชัยจึงตั้งชื่อให้เหมือนอาจารย์คือ สามเณรศรีวิชัย ครูบาศรีวิชัยได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆตลอดจนความรู้ด้านการก่อสร้างให้สามเณรศรีวิชัยและให้สามเณรติดตามไปก่อสร้างวัดวาอารามต่างๆมิได้ขาด จนสามเณรมีความเชี่ยวชาญทางด้านการก่อสร้างและทางด้านการปฏิบัติธรรมมาก จนอายุได้ 22 ปี ครูบาศรีวิชัยจึงอุปสมบทให้และตั้งฉายาใหม่ว่า อภิชัย อภิชัยโย
     พระอภิชัยเริ่มงานก่อสร้างและพัฒนาวัดตั้งแต่อายุ 24 ปีจนถึงอายุ 35 ปี ก็โดนจับสึก เพราะไม่ไปเกณฑ์ทหาร พระอภิชัยบอกว่าท่านไม่ผิดเพราะไม่ได้รับหมายเกณฑ์และอายุก็ 35 ปี เกินอายุที่ต้องถูกเกณฑ์ทหารแล้ว แต่ในที่สุดก็โดนจับสึกโดยท่านมาครองผ้าขาวแทน ระหว่างอยู่ในคุกท่านก็ช่วยสมทบทุนสร้างโรงพยาบาลลำพูนจนสำเร็จ เมื่อวันพ้นโทษ นักโทษในคุกมาส่งท่านด้วยความอาลัยรัก และจากประตูคุกจนถึงวัดพระธาตุหริภุญชัย ก็มีประชาชนมายืนเรียงรายถวายทานเป็นจำนวนมาก ท่านก็ได้เดินทางไปบวชกับครูบาศรีวิชัยที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ โดยมีครูบาเป็นเป็นพระอุปัชฌาย์
     ต่อมาพระอภิชัยก็โดนจับสึกต้องครองผ้าขาวอีกเป็นครั้งที่ 2 ในระหว่างที่เรี่ยไรเงินชาวบ้านมาสร้างวิหารที่วัดแม่ระมาดทั้งๆที่ชาวบ้านยินยอมบริจาคเงินสร้างวิหาร ระหว่างที่ครองผ้าขาว ท่านก็ยังช่วยสร้างและพัฒนาวัดอย่างต่อเนื่อง และได้นำชาวกระเหรี่ยง 500 คนมาช่วยครูบาศรีวิชัยก่อสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ หลังจากนั้นครูบาศรีวิชัยก็อุปสมบทให้ท่านเป็นพระอีกครั้งเป็นครั้งที่ 3 ที่วัดพระสิงห์
     แต่ดูเหมือนว่าท่านจะไม่มีบุญพอที่จะอยู่ในผ้าเหลืองได้นาน พอท่านครูบาศรีวิชัยเกิดคดีต่างๆต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2478 ทิ้งให้ท่านรักษาการที่วัดพระสิงห์ ระหว่างที่การสอบสวนครูบาศรีวิชัยที่กรุงเทพนั้น คณะสงฆ์เชียงใหม่ก็ได้มีการสอบสวนภิกษุเจ้าอาวาสต่างๆที่ไม่ยอมขึ้นกับคณะสงฆ์แต่ขอมาขึ้นกับครูบาศรีวิชัยแทน จนมีการสึกเจ้าอาวาสหลายวัด พระอภิชัยมีความเป็นห่วงอาจารย์ครูบาศรีวิชัยมาก โดนพระผู้ใหญ่หลอกขู่ให้พระอภิชัยสึก หลอกว่าถ้าพระอภิชัยไม่สึกจะเอาครูบาศรีวิชัยติดคุก พระอภิชัยจึงสึกมาเป็นชีปะขาวอีกครั้งหนึ่งเป็นครั้งสุดท้าย  และท่านก็ได้กลับไปอยู่ที่วัดบ้านปางซึ่งเป็นวัดบ้านเกิดของครูบาศรีวิชัย และได้สร้างเมรุหลังหนึ่งกับปราสาทพร้อมหีบศพของครูบาศรีวิชัย (หลังจากที่ครูบาศรีวิชัยพ้นจากมลทินที่ถูกกล่าวหาก็กลับวัดพระสิงห์ และต่อมาก็อาพาธหนักและถึงแก่มรณภาพที่วัดบ้านปางวันที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2481 อายุ 60ปีเศษ)
     เมื่อสิ้นครูบาศรีวิชัยแล้ว ผู้คนก็หลั่งไหลมาหาท่านในฐานะทายาททางธรรมของครูบาศรีวิชัย ท่านอดีตพระอภิชัยแม้จะสึกแล้วและครองผ้าขาวก็ยังคงปฏิบัติธรรมและสร้างวัดต่อไป จนชาวบ้านเรียกท่านว่า ครูบาขาวปี เพราะครองผ้าขาว จนเมื่อท่านอายุได้ 76 ปี ท่านก็อยากจะสร้างสถานที่สักแห่งเพื่อเป็นที่ปฏิบัติธรรมในช่วงปัจฉิมวัย เห็นว่าทำเลที่ตั้งของวัดผาหนามเหมาะที่จะเป็นสถานที่สุดท้ายสำหรับพักปฏิบัติธรรม ท่านครูบาขาวปีจึงร่วมกับสานุศิษย์และผู้ศรัทธาช่วยกันสร้างวัดผาหนามขึ้นมา และในที่สุดครูบาขาวปีก็จากไปด้วยความสงบเมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2520 นับว่าท่านเป็นทายาททางธรรมและนักพัฒนาที่ยิ่งใหญ่สืบทอดเจตนารมณ์ของพระอาจารย์ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาได้อย่างดีเยี่ยม

   
วัดพระพุทธบาทผาหนาม                                      ครูบาอภิชัยขาวปี
 
ประวัติครูบาอภิชัยขาวปี                                       ประวัติการก่อสร้างรูปเหมือนครูบาอภิชัยขาวปี

จากรูปเหมือนครูบาอภิชัยขาวปี เราก็เดินเข้ามาในตัววัด

 
วิหารวัดพระบาทผาหนาม

ภายในมีรูปเหมือน ครูบาอภิชัยขาวปียืนอยู่ ถัดลงมาเป็นรูปเหมือน 3 ครูบา โดยที่มีรูปเหมือนครูบาศรีวิชัยอยู่ตรงกลาง รูปเหมือนครูบาอภิชัยขาวปีอยู่ด้านซ้าย และรูปเหมือนครูบาชัยยะวงศาพัฒนาวัดพระบาทห้วยต้ม ซึ่งเป็นศิษย์ครูบาศรีวิชัยและครูบาอภิชัยขาวปีอยู่ด้านขวา

   
                                                                         สรีระครูบาอภิชัยขาวปีอยู่ในโลงแก้ว
   
สรีระครูบาอภิชัยขาวปีไม่เน่าเปื่อย
 
เครื่องใช้ต่างๆของครูบาขาวปี

จากนั้นเราก็เดินไปที่พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง 3 ครูบา

 
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง                                                หุ่นขี้ผึ้ง 3 ครูบา
   
หุ่นขี้ผึ้ง ครูบาศรีวิชัย ครูบาอภิชัยขาวปีและครูบาชัยยะวงศาพัฒนา                                                      หอพระไตรปิฎก

จากนั้นเราก็เดินขึ้นไปกราบพระบรมธาตุเจดีย์ศรีวิชัยยาอนุสรณ์

   

 

   

 
พระธาตุเจดีย์ศรีวิชัยยานุสรณ์                                  
ประวัติการสร้างพระธาตุเจดีย์ศรีวิชัยยานุสรณ์

จากวัดผาหนามเราก็ขับรถเข้าเมืองลี้เพื่อทานอาหารกลางวัน เห็นร้านเจ๊ติ๊กที่อยู่ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทยคนแน่นดี ก็เลยแวะทานอาหารร้านนี้

 
ร้านอยู่ติดถนนใหญ่ ที่นั่งค่อนข้างน้อย                     ผัดพริกไก่ใส่เห็ด และต้มยำปลาคังน่าทาน รสชาติเข้มข้น
   
ร้านอาหารอยู่ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย                 ร้านอาหารถ่ายจากธนาคารกสิกรไทย                      ร้านเจ๊ติ๊กเปิดถึงบ่าย 3 โมงก็ปิดร้าน
 
ซื้อกาแฟร้านโกบี สวัสดีกาแฟมาดื่มที่ร้านอาหาร     
กาแฟใส่ในถุงพลาสติก แล้วนำถุงกาแฟใส่ในถุงกระดาษอีกครั้ง

มีเมนูกาแฟให้เลือกหลากหลาย
 
สาขานี้เป็นสาขาที่ 24                                                                       แม่ค้ากาแฟกำลังนำกาแฟใส่ถุงกระดาษ

     หลังจากทานอาหารกลางวันและกาแฟเสร็จแล้ว เราก็กลับที่พัก

 

 

 








 
 

 



 


 

 









 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

     


 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80