OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
01

เที่ยวเกาะพะงันวันพระจันทร์ไม่เต็มดวงและชมความมหัศจรรย์ของหมู่เกาะอ่างทองที่สวยที่สุดในอ่าวไทย

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลเดือนกันยายน 2557  พาเที่ยวเกาะพะงันวันพระจันทร์ไม่เต็มดวงไม่มีฟูลมูนปาร์ตี้ และพาลงเรือจากเกาะพะงันไปชมความมหัศจรรย์ของหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งเป็นหมู่เกาะที่สวยที่สุดกลางอ่าวไทย
     เกาะพะงันนอกจากจะโด่งดังไปทั่วโลกในวันที่พระจันทร์เต็มดวงมีฟูลมูนปาร์ตี้แล้ว ในวันที่พระจันทร์ไม่เต็มดวงเกาะพะงันเป็นเกาะที่มีความเงียบสงบเป็นธรรมชาติ มีหาดทรายขาวสวยงาม ป่าไม้สมบูรณ์ มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่หลายชนิด เช่น กวางป่า หมูป่า ค่างแว่น ชะมดและนกต่างๆอีกเป็นจำนวนมาก มียอดเขาหราซึ่งสูง 627 เมตร สูงที่สุดในเกาะพะงัน และมีกล้วยไม้ที่ลำต้นใหญ่ที่สุดในโลกสูงกว่า 3 เมตรได้แก่ ว่านเพชรหึงหรือว่านหางช้าง เป็นกล้วยไม้ป่าที่หายากและเป็นกล้วยไม้พันธุ์พืชสงวน
     เกาะพะงันนอกจากจะมีความสมบูรณ์ทางธรรมชาติแล้ว ยังเป็นเกาะที่มีความสมบูรณ์ทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์ด้วยเพราะมีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีเสด็จประพาสเกาะพะงันถึง 4 พระองค์ เริ่มจากพระพุทธเจ้าหลวงหรือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ซึ่งทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงโปรดการเสด็จประพาสหัวเมืองต่างๆเพื่อเยี่ยมเยียนราษฎร บางครั้งพระองค์ท่านก็ปลอมตัวไม่ให้มีใครรู้จัก เพื่อให้ได้ใกล้ชิดกับประชาชนและทราบถึงความเดือดร้อนอย่างแท้จริงของราษฎร  การเสด็จประพาสที่เกาะพะงันครั้งแรกเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2431 เป็นการเสด็จประพาสเมืองสงขลาและแวะที่เกาะพะงันเป็นครั้งแรก เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2431
    
ด้วยเกาะพะงันมีป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ เป็นต้นธารน้ำหลายสาย ลำธารน้ำไหลผ่านเกาะแก่งและหน้าผาหิน กลายเป็นน้ำตกที่สวยงาม เมื่อพระองค์ท่านเสด็จประพาสมาพบลำธารนี้ เห็นเป็นแก่งน้ำและลำธารใหญ่ จึงทรงพระราชทานนามว่า "ธารเสด็จ" พระองค์ทรงโปรดน้ำตกธารเสด็จแห่งนี้มาก ทรงเสด็จประพาสน้ำตกธารเสด็จถึง 14 ครั้ง และโปรดให้จารึกอักษรพระปรมาภิไธยย่อ  จปร ไว้ที่โขดหินเพื่อเป็นการบันทึกการเดินทาง แต่เมื่อมองอีกมุมหนึ่งของการจารึกอักษรดังกล่าว ก็เท่ากับเป็นการประกาศพระราชอาณาเขตของพระองค์ด้วยอีกนัยหนึ่ง เพราะสมัยนั้นชาติตะวันตกออกล่าอาณานิคมมายังดินแดนตะวันออกโดยมีประเทศในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นเป้าหมาย
    
การเสด็จประพาสน้ำตกธารเสด็จนี้ นอกจากจะเพื่อสรงน้ำที่น้ำตกแห่งนี้แล้วก็ยังทรงใช้น้ำจากน้ำตกแห่งนี้เป็นแหล่งน้ำจืดในระหว่างเส้นทางการเดินเรือ ซึ่งพระองค์ท่านทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลสมกับการเป็นนักเดินทางและนักบุกเบิกผจญภัยอย่างแท้จริง นอกจากน้ำตกธารเสด็จแล้ว พระองค์ก็ยังได้ทรงสำรวจน้ำตกแห่งใหม่ที่อยู่ไม่ไกลจากน้ำตกธารเสด็จอีก 2 แห่ง ทรงพระราชทานนามว่า น้ำตกธารประพาสและน้ำตกธารประเวศ
     น้ำตกธารเสด็จถือเป็นน้ำตกประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง เพราะนอกจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้ทรงเสด็จประพาสน้ำตกนี้ถึง 14 ครั้งแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 6 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 7 และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ตลอดจนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ก็ล้วนแต่เคยเสด็จประพาสมายังน้ำตกธารเสด็จแห่งนี้ โดยมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้ง 4 รัชกาลจารึกไว้บนแผ่นหินบริเวณน้ำตกธารเสด็จ นับเป็นความภาคภูมิใจของชาวเกาะพะงันเป็นอย่างยิ่ง
    
วิธีไปเกาะพะงันที่สะดวกที่สุดก็คือ นั่งรถทัวร์หรือนั่งเครื่องบินไปลงสุราษฎร์ธานี แล้วนั่งเรือจากท่าเรือดอนสักไปที่ท่าเรือท้องศาลาเกาะพะงัน เรือราชาเฟอรี่ออกจากท่าเรือดอนสักเที่ยวแรก 07.00น 10.00น 13.00น 16.00น และเที่ยวสุดท้าย 18.00น ใช้เวลาเดินทางจากท่าเรือดอนสักไปเกาะพะงันประมาณ 2.30 ชั่วโมง ค่าเรือคนละ 220 บาท ถ้านำรถข้ามไปด้วยคิด 620 บาทต่อคัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ 077-372-800-2
     หลังจากถึงเกาะพะงันแล้ว เราก็เข้าพักที่โรงแรมสรีกันตังรีสอร์ทแอนด์สปา พิกัด N  09.67149* E 100.06853* ที่อยู่หาดศรีกันตังติดกับหาดริ้นนอกซึ่งเป็นสถานที่จัดงาน ฟูลมูนปาร์ตี้ โรงแรมสรีกันตังเป็นโรงแรมเก่าแก่ที่หาดศรีกันตัง บรรยากาศดีมาก บริการดีเป็นกันเอง ห้องพักสามารถเห็นวิวทะเลที่มีน้ำใสสะอาดสวยงาม ราคาห้องพักก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับโรงแรมอื่นๆที่มีทำเลติดทะเลคล้ายกัน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือจองห้องพักได้ที่โทร 077-375-055

 
ห้องพักสะอาด น่าพัก
  
บางห้องมีเปลให้นอนชมวิวทะเลด้วย

โรงแรมติดหาดทรายไม่มีถนนกั้น
 
ตึกหลังใหม่มี 10 ห้อง ติดสระว่ายน้ำสร้างใหม่                                    
ห้องพักเห็นวิวสระว่ายน้ำและวิวทะเล

วิวสระว่ายน้ำเมื่อมองจากห้องพัก
 
สระว่ายน้ำสระเก่าติดทะเล                                                                 เปิดประตูหน้าห้องพักตึกใหม่สามารถลงสระว่ายน้ำได้เลย
 
หาดทรายหน้าโรงแรมขาวละเอียด น้ำทะเลสีสวย                                 
นอนอ่านหนังสือบนเตียงผ้าใบหน้าโรงแรม

ที่พักผ่อนหน้าโรงแรม
  
น้ำทะเลใส สะอาด สวยมาก                                                               นั่งชมพระอาทิตย์ตกยามค่ำ

     วันรุ่งขึ้นหลังจากทานอาหารเช้าที่โรงแรมเสร็จแล้ว เราก็ขับรถไปเที่ยวน้ำตกธารเสด็จ ที่อยู่ที่บ้านท้องนาง ตำบลบ้านใต้ซึ่งรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จประพาสมาที่นี่ถึง 14 ครั้ง ระหว่างทางแวะสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์ท่าน

  
ชาวเกาะพะงันร่วมใจกันสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์นี้เนื่องในวโรกาสครบ ๑๑๑ ปี เสด็จประพาสเกาะพะงัน (พ.ศ.๒๔๓๑-๒๕๔๒)
  
จากนั้นเราก็ขับรถไปน้ำตกธารเสด็จ ถนนยังอยู่ระหว่างก่อสร้าง   พลับพลาที่ประทับที่ได้มีการซ่อมแซมใหม่ให้สวยงาม
   
ทางขึ้นพลับพลาที่ประทับ                                     
ภายในพลับพลาที่ประทับ
 
                                                                         
ด้านหลังพลับพลาที่ประทับ
   
พลับพลาที่ประทับอยู่ริมทะเล
 
หาดทรายใกล้บริเวณพลับพลาที่ประทับเงียบสงบและสวยงาม

     จากหาดทรายริมทะเลใกล้พลับพลาที่ประทับ เราก็เดินไปที่ก้อนหินใหญ่ที่มีรอยจารึกอักษรจีน

 
จารึกอักษรจีนย่อ จปร รศ 119                                พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่5 ทรงจารึกอักษรพระปรมาภิไธยอักษรจีน(ย่อ) จปร และปีที่ทรงเสด็จประพาส รศ รัตนโกสินทร์ศก 119
   
จากนั้นเราก็เดินต่อไปยังน้ำตกธารเสด็จ                   หน้าแล้ง น้ำค่อนข้างน้อย                                     ป้ายบอกทางไปน้ำตก

     จากนั้นเราก็เดินไปชมพระจารึกของรัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 7 และ รัชกาลที่ 9

 
ป้ายแสดงสถานที่ทางประวัติศาสตร์
 

 
พระจารึก จปร รัชกาลที่ 5 พระจารึก ปปร รัชกาลที่ 7 และพระจารึก ภปร รัชกาลที่ 9

     หลังจากเทึ่ยวชมน้ำตกธารเสด็จที่อยู่ตำบลบ้านใต้เสร็จแล้ว เราก็ขับรถไปที่บ้านโฉลกหลำ เพื่อไปสักการะศาลเจ้าแม่กวนอิม พิกัด N 09.76775* E100.00677*

   
ประตูทางเข้าศาลเจ้าแม่กวนอิม
 
เจ้าแม่กวนอิมพันมือ

     ศาลเจ้าแม่กวนอิมเป็นวัดจีนสร้างขึ้นตามความฝันของคุณมลาวรรณ เมื่อครั้งที่คุณมลาวรรณไปทอดผ้าป่าที่เกาะพะงัน คืนนั้นได้ฝันว่า ต้องสร้างประภาคารส่องแสงให้คนเรือที่หาดโฉลกหลำ หลังจากนั้นคุณมลาวรรณได้เดินทางกลับกรุงเทพฯเพื่อไปหาเงินมาสร้างวัด จนกระทั่งสามารถสร้างวัดเสร็จในปี พ.ศ. 2535
    

เมื่อขึ้นไปถึงหน้าศาล จะสามารถมองเห็นทิวทัศน์อันงดงามของเกาะพะงันได้อย่างชัดเจน เป็นจุดชมวิวที่สวยงามแห่งหนึ่งของพะงัน
  
ศาลเจ้าแม่กวนอิม
 
ต้องตีกลอง 3 ครั้งเพื่อความโชคดี

     จากนั้นก็ไปทานอาหารกลางวันที่ร้าน ขาหมู กะเตี๋ยว ที่อยู่ที่ท้องศาลา พิกัด N09.70836* E099.99457*

 
ร้านนี้เป็นร้านเล็กๆริมถนน แต่ตกแต่งร้านได้ดี อาหารอร่อย ทั้งก๋วยเตี๋ยวและขาหมู
   
ขาหมูน่ากิน                                                         ร้านตกแต่งด้วยภาพและของเก่าๆ
 
มีทั้งข้าวขาหมู ก๋วยเตี๋ยวขาหมู ไก่ตุ๋นและก๋วยจั๊บ
   
เครื่องดื่มมีหลายประเภทให้เลือก                            นักท่องเที่ยวต่างชาติก็ชอบทานก๋วยเตี๋ยวร้านนี้       ใครชอบขาหมู ขอแนะนำร้านนี้ อร่อย ไม่มันมาก

     หลังจากทานขาหมูเจ้าอร่อยเป็นอาหารกลางวันแล้ว  เราก็ขับรถไปทานไอศกรีม ที่ร้าน PHANGAN HOME MADE ICE CREAM  ที่บ้านในสวน ใกลัที่ว่าการอำเภอเกาะพะงัน ถนนท้องศาลา-โฉลกหลำ พิกัด N 09.72879* E100.00339*

 
ร้านเป็นเรือนไม้ มีต้นไม้ใหญ่ล้อมรอบ ร่มรื่นดี
   
มีไอศกรีมให้เลือกหลายรส                                      ไอศกรีมทำเองอร่อย ไม่หวานมาก                        ซุ้มนั่งทานอาหารร่มรื่นดีมาก

     จากนั้นเราก็ขับรถไปดูสถานที่กำลังก่อสร้างสนามบินเกาะพะงันซึ่งตั้งอยู่ระหว่างน้ำตกธารเสด็จและน้ำตกธารประพาส พิกัด N09.73977* E100.07482*


สนามบินเป็นสนามบินเอกชน
 
พยายามเร่งสร้างให้เสร็จภายในอีก 2-3ปี                สนามบินเริ่มก่อสร้างมาได้ 2ปีแล้วคาดว่าจะเสร็จใช้งานได้ในปี พ.ศ. 2559-2560
 
                                                                                                      ทางไปสนามบินยังเป็นดิน ต้องใช้รถ 4WD

     ผู้รับเหมาก่อสร้างพาขึ้นไปดูบ้านพักที่สร้างอยู่บนยอดเขา

 
                                                                         บ้านผู้รับเหมาก่อสร้าง
   
ห้องรับแขก                                                          วิวถ่ายจากห้องรับแขก

     จากสนามบินที่กำลังสร้าง เราแวะไปเที่ยวหาดแม่หาดที่ตั้งอยู่บ้านโฉลกหลำเพื่อดูทะเลแหวก

 
หาดแม่หาดมีร้านอาหารและรีสอร์ทอยู่หลายแห่ง

ช่วงน้ำลง  เราสามารถเดินตามเนินทราย (ทะเลแหวก) ไปยังเกาะม้าได้เลย
  
จากร้านอาหารที่หาดแม่หาด สามารถมองเห็นเกาะม้าได้ชัดเจน  นักท่องเที่ยวกำลังเดินข้ามเนินทราย (ทะเลแหวก) ไปยังเกาะม้า

   
  หลังจากชมวิวทะเลแหวกที่หาดแม่หาดแล้ว เราก็ขับรถไปจุดชมวิวบนวัดเขาถ้ำซึ่งอยู่ที่ตำบลบ้านใต้ ขับรถเลี้ยวเข้าตลาดบ้านใต้ จะมีป้ายบอกทาง เข้าไปทางถนนคอนกรีตประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะถึงวัดเขาถ้ำ  วัดเขาถ้ำตั้งอยู่บนยอดเขาข้าวแห้ง ตำบลบ้านใต้ เดิมเป็นสำนักเขาข้าวแห้ง ต่อมาในปี พ.ศ. 2505 ท่านอาจารย์ประเดิม โกมะโล พระอาจารย์วิปัสสนา กรรมฐาน วัดสร้อยทองพร้อมพระภิกษุ 3 รูปและพระภิกษุนิกายเซ็น อีมานูเอล เชอร์แมน เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิว เคยศึกษาพุทธศาสนานิกายเซ็นที่ญี่ปุ่น ได้มาพำนักที่นี่ และอาจารย์ประเดิมได้จัดฝึกอบรม วิปัสสนากรรมฐาน และสอนธรรมะแก่บุคคลทั่วไปที่สนใจ พระภิกษุอีมานูเอล เชอร์แมนก็เป็นผู้หนึ่งซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้บุกเบิกการฝึกอบรมดังกล่าว นับเป็นชาวต่างชาติคนแรกบนเกาะพะงันที่ได้มีส่วนร่วมในการสอนวิปัสสนากรรมฐานแก่ชาวบ้านที่สนใจ
     ปัจจุบัน วัดเขาถ้ำเป็นสำนักสงฆ์ที่ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาตินิยมมานั่งวิปัสสนาเป็นอย่างมาก โดยมักจะมีการรวมกลุ่มกันนั่งวิปัสสนาเดือนละ 1 ครั้งๆละประมาณ 7-10 วัน เพราะบริเวณโดยรอบของวัดนี้ร่มรื่นเย็นสบาย

 
ป้ายบอกทางขึ้นเขาไปยังวัดเขาถ้ำ                         จอดรถแล้วก็เดินขึ้นไปยังจุดชมวิว

ป้ายบอกทางไปสถานที่ต่างๆ
 
วัดเขาถ้ำมีจุดชมวิวที่สวยงาม เพราะตั้งอยู่บนยอดเขา  เป็นจุดชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามจุดหนึ่งของเกาะพะงัน

    
เราขับรถลงจากวัดเขาถ้ำไปทานอาหารป่าที่ร้านนายชา อยู่ที่ถนนท้องศาลา-หาดริ้น โทร 084-770-6800  เป็นร้านอาหารบรรยากาศชาวบ้านๆ อาหารอร่อย

   
                                                                          นายชา เจ้าของร้าน                                              ร้านนี้นักท่องเที่ยวไม่ค่อยรู้จัก แต่อาหารป่าอร่อยมาก
 
หมูป่าผัดเผ็ด เนื้อนุ่ม กรอบ อร่อย ไม่เหนียว            สะตอผัดกุ้งและน้ำพริก รสชาติเข้มข้นอร่อย

    
จากนั้นเราก็ขับรถไปทานกาแฟชมวิวหาดริ้น (สถานที่จัดฟูลมูนปาร์ตี้) ที่ Amaresa Resort and Sky Bar

 
หาดริ้นที่เห็นไกลๆ
   
รีสอร์ทนี้อยู่บนเขาไม่ไกลจากหาดริ้น

     รีสอร์ทอยู่บนเขาสูง ใกล้หาดริ้น มองไปเห็นหาดริ้น สถานที่จัดฟูลมูนปาร์ตี้อยู่ด้านล่าง ใครชอบพักบนเขา ดูวิวสวยๆ ใกล้สถานที่จัดงานฟูลมูนปาร์ตี้ก็ขอแนะนำให้พักที่นี่ คุณอ๋อยแม่ครัวทำอาหารไทยอร่อยโดยเฉพาะปลาจาระเม็ดราดพริกแกง

 
                                                                         
ที่พักเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น สไตล์เนเธอแลนด์ เจ้าของเป็นคนซูรินามแต่อาศัยอยู่ประเทศเนเธอแลนด์
   
มีบ้านไม้ลักษณะนี้หลายหลัง                                  ทางเดินลงไปยังจุดชมวิว                                      ที่นั่งชมวิวและพักผ่อน

    
ตอนกลางคืนเราก็ขับรถไปเที่ยวตลาดพันธ์ทิพย์ พิกัด N 09.71204 E099.98717 ซึ่งเป็นตลาดขายอาหารสดและอาหารสำเร็จรูปตอนกลางคืนใกล้ตลาดท้องศาลา

 
อาหารทะเลสดสำหรับแม่บ้านและร้านอาหาร
   
มีร้านอาหารอิตาเลียนสำหรับนักท่องเที่ยว                ร้านโรตี เป็นที่นิยมของไทยและเทศ                         นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าคิวซื้อโรตีเจ้าอร่อย

เยื้องๆตลาดพันธ์ทิพย์ ตรงแถวถนนตลาดเก่า จะเป็นแหล่งรวมร้านอาหารและบาร์ที่เจ้าของเป็นคนต่างชาติ มาเปิดบริการที่นี่

   

 

     จากนั้นเราก็ขับรถไปที่ร้าน Fisherman's restaurant and Bar พิกัด N09.70041* E100.02038* ซึ่งเป็นร้านยอดนิยมของคนต่างชาติที่นี่มาก ร้านคนแน่นมาก ต้องโทรจองล่วงหน้า

   
เจ้าของเป็นแหม่มอังกฤษแต่งงานกับสามีคนไทย      คนแน่นมากต้องจอง                                            ส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ
 
นั่งในเรือชมวิวทะเลทานอาหาร                               เน้นความเป็นธรรมชาติเข้ากับบรรยากาศริมทะเล

     หลังจากนั้นเราก็กลับโรงแรมที่พัก รุ่งเช้าหลังจากทานอาหารเช้า ที่โรงแรมเสร็จแล้ว บริษัททัวร์ก็ได้มารับเราไปที่ท่าเรือท้องศาลา เพื่อลงเรือไปเที่ยวหมู่เกาะอ่างทอง ซึ่งเป็นหมู่เกาะในอ่าวไทยในท้องที่ตำบลอ่างทอง อ.เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี หมู่เกาะอ่างทองประกอบด้วยเกาะต่างๆ 42 เกาะ มีเกาะวัวตาหลับเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติ และมีเกาะแม่เกาะซึ่งเป็นที่ตั้งของทะเลในหรือทะเลสาบกลางทะเลที่สวยงาม เป็นจุดดึงดูดใจที่สำคัญ (Highlight) ของการเที่ยวหมู่เกาะอ่างทองในครั้งนี้

 
เรามาถึงท่าเรือแต่เช้ารอเรือมารับ
   
จุดแรกที่แวะคือ ดำน้ำดูปะการังที่เกาะม้า ปะการังที่นี่ไม่สวย ที่เกาะเต่าสวยกว่ามาก

     หลังจากดำน้ำดูปะการังที่เกาะม้าแล้ว เราก็ไปที่เกาะวัวตาหลับซึ่งเป็นที่ตั้งของที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เพื่อทานอาหารกลางวัน

 
ด้านหน้าของที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองเป็นหาดทรายขาวเหมาะสำหรับการเล่นน้ำทะเล
   
นักท่องเที่ยวเดินขึ้นฝั่งเพื่อไปทานอาหารกลางวัน     บริษัททัวร์ต่างๆจัดเตรียมอาหารแบบบุฟเฟ่ต์

     หลังจากทานอาหารเสร็จเราก็เดินไปที่จุดชมวิว ไกด์สั่งห้ามขึ้นเพราะกลัวไปเที่ยวจุดอื่นไม่ทัน และทางขึ้นจะลื่นมากถ้าฝนตก

 
                                                                          
ที่ทำการอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทองตั้งอยู่ที่เกาะวัวตาหลับ
   
ป้ายบอกทางไปจุดชมวิว                                        ทางขึ้นจุดชมวิวมีป้ายเตือน ฝนตกทางลื่น

     เราเดินไปถามเจ้าหน้าที่อุทยานว่าจะขึ้นไปจุดชมวิวได้ไหม เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่ทางขึ้นแล้วบอกให้ระวังลื่น ถ้าฝนตกต้องรีบลง  
    
ไกด์ไม่ให้เราขึ้น เพราะกลัวลื่นและลงมาไม่ทัน แต่เรารู้ว่าจุดชมวิวนี้สวยมากอยากจะขึ้นไปดู เราจึงตัดสินใจขึ้นไปจุดชมวิว คิดว่าจะพยายามทำเวลาให้ทันเรือออกไปเที่ยวจุดอื่น ทางขึ้นเป็นหินค่อนข้างลื่นและชัน เราต้องดึงเชือกเพื่อเดินขึ้น  ทั้งเดินทั้งโหนเชือกขึ้นไปประมาณ 100 เมตรก็เจอจุดพักชมวิว สลัดได ขาดอีก 400 เมตรก็จะถึงยอดเขา แต่ท้องฟ้าเริ่มมืด ฝนทำท่าจะตก เราตัดสินใจเดินขึ้นต่อไป

 
เดินขึ้นได้ประมาณ 50 เมตรก็หยุดถ่ายรูป
   
วิวถ่ายจากจุดชมวิว สลัดได

     จากจุดพัก 100 เมตร เราก็เดินต่อไปยังจุดชมวิว ที่250 เมตร ทางขึ้นก็ยิ่งลำบากมากขึ้นไม่เหมาะสำหรับคนมีปัญหาเรื่องข้อเข่าเสื่อม หรือคนสูงอายุ เพราะต้องดึงเชือกช่วยตลอดทาง ฟ้าเริ่มมืด คาดว่าฝนคงจะตก เราพยายามขึ้นให้ถึงจุดชมวิวจุดที่ 2  เหนื่อยมากกว่าจะถึงจุดชมวิวจุดที่ 2 แต่เมื่อมาถึงแล้ว หายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพราะวิวสวยมากๆ

   

 
วิวจากจุดชมวิวที่ 2

     หลังจากนั้นเราก็ต้องรีบลง เพราะฝนเริ่มตกพรำๆ ทางลงจะลื่นมาก เราค่อยๆไต่ลงมาจนถึงด้านล่าง เปียกฝนไปตามๆกัน พอดีได้เวลาเรือออกไปยังหมู่เกาะแม่เกาะ เพื่อชมทะเลใน ซึ่งเป็น Highlight ของทัวร์ครั้งนี้ที่พลาดไม่ได้โดยเด็ดขาด

     จากเกาะวัวตาหลับซึ่งเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง เราก็ไปชม ทะเลใน ที่อยู่ที่เกาะแม่เกาะ

 
ท่าเทียบเรือที่เกาะแม่เกาะเป็นทุ่นลอยน้ำ นักท่องเที่ยวไม่ต้องเดินลุยน้ำขึ้นฝั่ง

นักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ขึ้นไปจุดชมวิวก็สามารถมาพายเรือเล่นได้
 
ป้ายทางขึ้นไปชมวิวทะเลใน หรือทะเลสาบกลางทะเล     ทางขึ้นไปจุดชมวิว เป็นบันไดขึ้นชันมาก แต่ก็ยังดีกว่าทางขึ้นจุดชมวิวที่เกาะวัวตาหลับมาก เพราะผู้สูงอายุยังสามารถจับราวบันไดเดินขึ้นไปยังจุดชมวิวได้ แต่บันไดชันมากต้องขึ้นด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง
 
วิวถ่ายจากจุดหยุดพักเหนื่อยก่อนถึงจุดชมวิว
   
หลังจากหยุดพักเหนื่อยแล้วก็เดินขึ้นบันไดต่อไป       วิว 2 ข้างบันไดทางขึ้นเป็นเขาสูง

     ในที่สุดเราก็เดินขึ้นมาถึงจุดชมวิวทะเลใน เห็นภาพแล้วหายเหนื่อย ภาพที่เห็นคือผืนน้ำสีมรกตที่ถูกโอบล้อมด้วยขุนเขาสูงชัน เกิดเป็นทะเลสาบขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการยุบตัวของหินปูน คล้ายปล่องภูเขาไฟที่มีน้ำสีมรกตขังอยู่ด้านใน ระดับน้ำในทะเลสาบนี้จะขึ้นลงทุกวันเพราะมีช่องอุโมงค์ใต้น้ำเชื่อมต่อกับทะเลด้านนอก

 

   
น้ำทะเลด้านนอกเป็นสีน้ำทะเลปกติ แต่ทะเลสาบด้านในหรือ ทะเลใน มีน้ำเป็นสีมรกต

     หลังจากชมวิวทะเลในและพักหายเหนื่อยแล้วเราก็เดินลงไปที่ชายหาดเพื่อเดินทางกลับ

เดิมหมู่เกาะอ่างทองเป็นพื้นที่หวงห้ามของกองทัพเรือซึ่งมีโครงการจะสร้างฐานทัพเรือ เพื่อควบคุมความปลอดภัยของประเทศทางด้านอ่าวไทย แต่ด้วยที่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม ทะเลสาบ หน้าผา ถ้ำทะลุ เกาะรังนกนางแอ่น นกนานาชนิดและแนวปะการังเป็นแหล่งอาศัยและเพาะพันธุ์ปลานานาชนิด คุณ สมบูรณ์ วงศ์ภักดี นักวิชาการป่าไม้ตรี กองอุทยานแห่งชาติในขณะนั้น ได้จุดประกาย เขียนเสนอแนะในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐวันที่29 มิถุนายน 2518 ให้จัดหมู่เกาะอ่างทองเป็นอุทยานแห่งชาติ จนคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติในการประชุมครั้งที่1/2520เมื่อวันที่3 กุมภาพันธ์ 2520 เห็นชอบให้เป็นอุทยานแห่งชาติได้ และได้มีพระราชกฤษฎีกากำหนดที่ดินบริเวณหมู่เกาะอ่างทอง รวมเนื้อที่ 102 ตารางกิโลเมตรให้เป็นอุทยานแห่งชาติลำดับที่21 ของประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2523 ก็ต้องขอขอบคุณ คุณสมบูรณ์ วงศ์ภักดี ที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสเห็นความมหัศจรรย์ของหมู่เกาะอ่างทองที่สวยที่สุดในอ่าวไทย

 

 




 

 

 

 
















 

 

 

 

 

 

 

 




 

 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80