OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล
ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาล เป็นการขับรถเที่ยวเพื่อแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆที่สวยงามทั่วไทย(และต่างประเทศ)  โดยเน้นการเที่ยวที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น ภูเขา น้ำตก ถ้ำ ทะเล น้ำพุร้อน   ตลอดจนวัดต่างๆที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ  การเที่ยวสไตล์พิศาลนี้ นอกจากจะเน้นความสนุก ความเพลิดเพลิน ความสวยงามและเนื้อหาสาระของสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว  ยังเน้นถึงความปลอดภัย  ความสะอาดของสถานที่พักและร้านอาหารอร่อยๆราคาไม่แพง  เพื่อให้เป็นการท่องเที่ยวที่ครบถ้วน อิ่มตา อิ่มใจ สบายกายและอิ่มอร่อยท้อง  ขณะเดียวกันก็จะให้ข้อมูลการเดินทาง  โดยบรรยายถึงลักษณะสภาพถนน  ทิวทัศน์และความปลอดภัยของสองข้างทาง  ตลอดจนพิกัดของแหล่งท่องเที่ยว  พิกัดของร้านอาหารอร่อยและเบอร์โทรศัพท์  เพื่อให้ผู้อ่านที่สนใจจะเที่ยวแต่ขาดข้อมูล  สามารถตามรอยการเที่ยวสไตล์พิศาลได้สะดวกขึ้น

                                                                                                พิศาล มโนลีหกุล

DnnForge - NewsArticles
26

ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลพาชมเหมยขาบ และการเลี้ยงปลาเทร้าท์ดอยอินทนนท์

     ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลต้อนรับเทศกาลคริสมาสต์ ด้วยการพาเที่ยว Nimman Snow Festival เทศกาลหิมะเทียมกลางเมืองเชียงใหม่  ขึ้นดอยอินทนนท์ดูเหมยขาบ ชมการเลี้ยงปลาเทร้าท์แห่งเดียวในประเทศไทย และชิมไข่คาเวียร์คุณภาพดีของไทย
     เราขับรถออกจากกรุงเทพฯตั้งแต่เช้ามืด ไปถึงเชียงใหม่ก็เป็นช่วงบ่ายแก่ๆ เช็คอินที่โรงแรมเสร็จแล้ว เราก็ขับรถไปที่สี่แยกรินคำเพื่อดู Nimman Snow Festival หรือเทศกาลหิมะเทียม ที่จัดขึ้นที่โครงการThink Park หน้าโรงแรมEastin เชียงใหม่ การจัดงานครั้งนี้นอกจากจะเป็นมาตรการทางการตลาดของผู้จัด ที่ต้องการให้คนมาเที่ยว มารู้จักโรงแรมและโครงการThink Park แห่งนี้มากขึ้นแล้ว ก็เป็นการสร้างสีสันให้แก่เมืองเชียงใหม่ในช่วงคริสต์มาสและปีใหม่นี้ด้วย

     ผู้จัดจะนำเกลือป่นละเอียดขาวสะอาด Refined Salt นับพันกระสอบ มาโรยรอบบริเวณที่จัดงานให้ขาวโพลนเหมือนหิมะ  และมีการพ่นหิมะเทียมรอบบริเวณงาน ร้านอาหารก็จะตั้งโต๊ะและเก้าอี้ให้เหมือนกับนั่งทานอาหารท่ามกลางพื้นหิมะ



  

  
ทุกซอกมุมระหว่างตึกจะถูกโรยด้วยเกลือขาวสะอาดให้ดูเหมือนหิมะ  ดูไกลๆคล้ายกับพื้นที่นี้ปกคลุมไปด้วยหิมะเป็นบริเวณกว้าง สามารถสร้างจุดเด่นและดึงดูดความสนใจของนักท่องเที่ยวได้เป็นอย่างดี

     นักท่องเที่ยวและคนเชียงใหม่ก็มาเที่ยวและถ่ายรูปกันมาก ทำให้มีเกลือติดรองเท้ากระจายออกไปตามฟุตบาทด้านนอก นอกจากนี้หิมะเทียมที่พ่นอยู่ในบริเวณบางส่วน อาจจะโดนลมพัดกระจายไปยังดินใต้ต้นไม้ และบางส่วนก็อาจจะตกลงไปในท่อระบายน้ำ ได้รับคำวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากจากคนเมืองเชียงใหม่ว่าจะเกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม

     สื่อมวลชนแขนงต่างๆก็มีการเสนอข่าวอย่างกว้างขวางจนผู้จัดงานต้องออกมาแถลงว่า หิมะเทียมที่ใช้คือ "refined salt" เกลือบริสุทธิ์ที่ใช้เป็นปกติในงานถ่ายโฆษณาไม่มีอันตราย ใต้เกลือในพื้นที่จัดงานก็รองด้วยพลาสติกเพื่อปิดฝาท่อระบายน้ำทั้งหมดมิดชิดมั่นใจได้ การจัดงานครั้งนี้ก็ควบคุมโดยทีมงานมืออาชีพ หลังใช้งานเสร็จจะจัดเก็บเกลือทั้งหมดส่งคืนกลับไปให้ผู้ขายเอาไปกำจัดอย่างถูกวิธี

     ทางสาธารณสุขเชียงใหม่ก็ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบ พบว่าเกลือที่ใช้ในงานนี้เป็นเกลือบริสุทธิ์แบบแห้ง ที่ปกติใช้ในอุตสาหกรรมและทางยา แนะว่าควรเล่นด้วยความระมัดระวังครั้งละไม่เกิน1 ชั่วโมง เลี่ยงการให้สัมผัสกับผิวหนังและระวังอย่าให้เข้าสู่ร่างกาย ชี้ไอระเหยอาจมีผลกระทบต่อระบบหายใจ ผู้ป่วยภูมิแพ้และความดันไม่ควรเล่น

     หลังจากที่เป็นข่าวออกไป ก็มีนักท่องเที่ยวมาเที่ยวงานนี้มากขึ้นเรื่อยๆ

     หลังจากนั้นเราก็ขับรถไปดอยอินทนนท์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ประมาณเกือบ110 กิโลเมตร ขับจากเชียงใหม่ ผ่านหางดง สันป่าตอง ขับไปทางเส้นเชียงใหม่-จอมทองถึงหลักกิโลเมตรที่57ก่อนถึงอำเภอจอมทอง1 กิโลเมตร ก็จะมีทางแยกเลี้ยวขวาขึ้นดอยอินทนนท์ไปประมาณ48กิโลเมตรก็ถึงยอดดอยอินทนนท์

     แต่เราขับตรงไปยังอำเภอจอมทอง เพื่อไหว้พระธาตุศรีจอมทองก่อนขึ้นดอยอินทนนท์ วัดนี้มีความสำคัญ เพราะเป็นสถานที่ประดิษฐานของพระทักษิณโมลีธาตุ หรือพระธาตุส่วนที่เป็นพระเศียรเบื้องขวาของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีขนาดโตประมาณเมล็ดข้าวโพดและวัดนี้ก็เป็นวัดประจำปีเกิดของผู้ที่เกิดปีชวดด้วย

     หลังจากไหว้พระเสร็จ พรรคพวกก็บอกว่าแถวนี้มีร้านอาหารฝรั่งกำลังฮิตและพูดถึงใน social media มากชื่อ ร้านอาหารต้นไม้ ทางเข้าร้านนี้ค่อนข้างหายาก ต้องถามทางไปตลอด ในที่สุดก็หาเจอ เป็นร้านแบบชนบท พื้นไม้ มุงหลังคาด้วยสังกะสี อยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ด้านหน้าเป็นบ่อน้ำใหญ่ คนแน่นมาก ส่วนใหญ่เป็นนักท่องเที่ยวที่มากันเป็นกลุ่มด้วยรถตู้ หรือนักท่องเที่ยวที่ขี่รถ มอเตอร์ไซด์ขนาดใหญ ที่นี่ขายอาหารฝรั่งประเภท Pizza  Spaghetti และไส้กรอก เป็นอาหารฝรั่งสไตล์ไทยๆ ราดหน้าด้วยซอสต่างๆ ค่อนข้างหวาน หลายๆคนคงจะชอบเพราะมีลูกค้าแน่นร้าน บรรยากาศเป็นชนบทดี แต่ผมว่าราคาอาหารค่อนข้างแพงและไม่คุ้มที่จะขับรถเข้ามา

     หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จ เราก็ขับรถขึ้นดอยอินทนนท์  เข้าพักที่ โครงการหลวงอินทนนท์ ทานอาหารค่ำอร่อยๆที่โครงการหลวงแล้ว ก็พักผ่อนเตรียมตัวตื่นแต่เช้าเพื่อไปดูทะเลหมอกและดูพระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปานวันรุ่งขึ้น

     วันรุ่งขึ้นตื่นตั้งแต่ตี 5 แต่งตัวกันหนาวอย่างดี ทั้งเสื้อหนาว ผ้าพันคอ ถุงเท้ารองเท้าและหมวก ขับรถขึ้นดอยไปถึงกิ่วแม่ปานก็เกือบ 06.00น. นักท่องเที่ยวมารอเต็มไปหมด  อากาศหนาว ลมแรง เสียดายไม่ได้เตรียมถุงมือมา  ท้องฟ้ายังมืดอยู่ก็เลยยืนรอนั่งรอ จนท้องฟ้าเริ่มสว่างแต่ก็ยังมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ มีแต่แสงสว่าง เข้าใจว่าท้องฟ้ามีเมฆหมอกมากเลยมองไม่เห็นดวงอาทิตย์ ก็เลยคิดว่าจะขับรถขึ้นไปดูบนยอดดอยสูงสุดแดนสยาม ก็พอดีเห็นพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาสว่างจ้า เลยถ่ายรูปไว้ ดังที่เห็นในรูป


พระอาทิตย์ขึ้นที่กิ่วแม่ปาน

     จากที่ได้มีโอกาสดูทะเลหมอกและพระอาทิตย์ขึ้นมาหลายแห่งทางภาคเหนือ ผมยกให้ที่ภูชี้ฟ้าสวยที่สุด เพราะดวงอาทิตย์ค่อยๆแทรกตัวผ่านทะเลหมอกขึ้นมา แสงอาทิตย์ตัดกับสีขาวของทะเลหมอกโดยมียอดเขาภูชี้ฟ้าอยู่ข้างๆ สวยงามสุดจะบรรยาย(ถ้าสนใจดูรายละเอียดใน ท่องเที่ยวสไตล์พิศาลพาชมทะเลหมอกสุดสวย 1ภู 2 ดอย 3 จังหวัด ใน. Sanook.com)

     หลังจากดูพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว เราก็ขับรถขึ้นไปที่จุดสูงสุดแดนสยาม 2,565เมตรจากระดับน้ำทะเล ปรากฏว่าที่ยอดดอยวันที่เราขึ้นไปมีอุณหภูมิตอนเช้า เวลา 06.00น อยู่ที่ 5 องศาเซลเซียส  พอเห็นว่าอุณหภูมิลดลงอยู่ที่ระดับ 5 องศา เราก็พยายามมองหาว่าจะมีน้ำค้างแข็งหรือเหมยขาบอยู่ตรงยอดดอยตรงไหน ปรากฏว่าหาไม่เจอ เลยขับรถลงจากยอดดอยลงมา ระหว่างทางก่อนถึงกิ่วแม่ปานจุดที่เราชมพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้า เราก็เห็นรถจอดอยู่ข้างทาง5-6 คัน นั่งถ่ายรูปยอดหญ้าอยู่ เราเลยจอดรถลงไปดู ปรากฏว่าเป็นน้ำค้างแข็งบนยอดหญ้าหรือเหมยขาบนั่นเอง เราจึงถ่ายรูปไว้ ตอนนั้นแดดเริ่มออก น้ำแข็งบนยอดหญ้าเริ่มละลายแล้ว โชคดีที่เราลงมาทันได้เห็นก่อนที่น้ำแข็งจะละลายหมด

 

 
น้ำแข็งบนยอดหญ้าบางแห่งเริ่มละลาย เวลาตอนนั้นประมาณ07.00น

     หลังจากชมพระอาทิตย์ขึ้นและชมเหมยขาบแล้ว เราก็ขับรถลงไปที่พักเพื่อทานอาหารเช้า อาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟ่ต์มีหลากหลาย มีทั้งอาหารไทยและฝรั่ง ข้าวต้ม แกงจืดร้อนๆ ผัดผักสดน่าทานมาก หลังจากทานอาหารแล้ว เราก็เช็คเอาท์ออกจากที่พัก ขับรถไปดูการเลี้ยงปลาเทร้าท์ ที่งานวิจัยประมงบนที่สูง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ ซึ่งอยู่ใกล้ๆกับโครงการหลวงอินทนนท์

     เมื่อประมาณ41ปีที่แล้วในปี พ.ศ. 2516 งานวิจัยประมงบนที่สูง ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ เริ่มทดลองเลี้ยงปลาเทร้าท์ตามพระราชดำริเป็นครั้งแรก โดยนำไข่ปลาเทร้าท์จากประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศเยอรมันมาทดลองเพาะเลี้ยงบนดอยอินทนนท์ ได้ลองผิดลองถูกพยายามเพาะเลี้ยงปลาเทร้าท์มาเป็นเวลาหลายปี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเจ้าหน้าที่ขาดความรู้และขาดประสบการณ์ จนกระทั่งได้มีการส่งทีมงานไปศึกษาวิธีการเลี้ยงปลาเทร้าท์ที่ประเทศเยอรมันนี จบกลับมาแล้วสามารถเพาะเลี้ยงปลาเทร้าท์ได้สำเร็จในปีพ.ศ. 2541

     ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่มีบ่อเลี้ยงปลาเทร้าท์กลางแจ้ง หรือเรียกว่า บ่ออนุบาล13 บ่อ แต่ละบ่อมีปลาประมาณ 5,000-6,000ตัว และมีบ่อเลี้ยงปลาเทร้าท์ด้านในซึ่งเรียกว่า บ่อขุน อยู่ 6 บ่อ แต่ละบ่อมีปลาประมาณ 1,500-2,000 ตัว น้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเทร้าท์เป็นน้ำจากน้ำตกสิริภูมิซึ่งอยู่ใกล้กับสถานที่เพาะเลี้ยง การเลี้ยงเป็นระบบเปิดให้น้ำไหลผ่านบ่อปลาตลอดเวลาทำให้ปลาโตเร็ว เพราะได้น้ำที่สะอาดจากน้ำตกตลอดเวลา และอากาศบนดอยอินทนนท์ก็เหมาะสมกับการเลี้ยงปลาเทร้าท์มาก ทำให้ปลาเทร้าท์ที่นี่โตเร็วกว่าที่เลี้ยงในต่างประเทศ

     แม่พันธุ์ ปลาเทร้าท์1ตัว จะให้ไข่ประมาณ2,000-5,000ฟอง หลังเพาะฟัก ประมาณ 20 วันแล้ว ก็จะนำปลาที่ได้มาเพาะเลี้ยงในที่ร่ม เมื่อปลาแข็งแรงแล้วก็จะนำไปเลี้ยงต่อในบ่อกลางแจ้ง



 
ปลาเทร้าท์ในบ่ออนุบาลกลางแจ้ง

     หลังจากนั้นก็นำปลาเทร้าท์จากบ่อกลางแจ้งมาเร่งให้อาหารบำรุง( ขุน) ในบ่อขุนด้านในเพื่อให้ได้ปลาโตตามต้องการที่ขนาดประมาณ 250-300กรัมต่อตัว หรือ 3-4ตัวต่อกิโลกรัม ปกติจะเลี้ยงประมาณ 8 เดือนก็จะได้ปลาตามขนาดที่ต้องการ
     เมื่อได้ปลาขนาดที่ต้องการแล้วก็จะใช้ตาข่ายจับปลาในบ่อขุนขึ้นมาขายให้แก่โครงการหลวงทุกวันจันทร์ พุธ และเสาร์เวลาประมาณ 08.30 น ที่นี่จะไม่ขายปลาเทร้าท์ให้เอกชนทั่วไป จะขายให้เฉพาะโครงการหลวงแห่งเดียว เอกชนสามารถซื้อปลาเทร้าท์ไปขายต่อหรือไปบริโภคเองได้โดยซื้อผ่านทางโครงการหลวง

 
พนักงานจะคัดปลาเทร้าท์ที่ไม่ได้ขนาดออก นำกลับไปเลี้ยงต่อในบ่อขุนจนได้ขนาดตามต้องการ

     ปลาเทร้าท์ที่ได้ขนาดตามต้องการขนาด 3-4ตัวต่อ 1 กิโลกรัมก็จะนำไปขายให้โครงการหลวง และโครงการหลวงจะขายให้ผู้สนใจในราคากิโลกรัมละ 350 บาท ปลาเทร้าท์นอกจากจะอร่อยแล้วยังเป็นปลาน้ำจืดที่มี โอเมกัา3 สูงมาก ซึ่งมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เช่น สามารถลดการอุดตันของหลอดเลือด ลดอัตราความเสี่ยงของการเป็นโรคหัวใจ ฯลฯ เป็นต้น

     นอกจากเลี้ยงปลาเทร้าท์แล้ว เมื่อ7-8ปีที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยังได้ทดลองเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยนตามพระราชดำริ  โดยนำเข้ามาจากรัสเซียและเยอรมัน หวังว่าถ้าสามารถเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยนให้มีอายุ 7ปีขึ้นไปแล้ว จะได้ไข่คาเวียร์จากแม่พันธุ์ปลาสะเตอร์เจี้ยน ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสามารถเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยนได้สำเร็จสามารถผลิตไข่คาเวียร์ได้ และพยายามทดลองเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้อยู่ ตอนนี้ทางศูนย์ฯเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยนอยู่ประมาณ200-300ตัว ส่วนใหญ่เป็นพ่อแม่พันธุ์ มีอายุ 7-8 ปีโดยเลี้ยงอยู่ในบ่อคลุมด้วยสแลนกันแดด ปัจจุบันมีบ่อเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยน12 บ่อ แต่ละบ่อเลี้ยงปลาสะเตอร์เจี้ยน20-30ตัว ไข่ปลาสะเตอร์เจี้ยนหรือที่เรียกกันว่า ไข่คาเวียร์ จะขายขวดขนาด100กรัม ราคา5,000บาท หรือกิโลกรัมละ50,000บาท เนื้อปลาสะเตอร์เจี้ยนก็อร่อย ขายในราคากิโลกรัมละ 850 บาท

   
พ่อแม่พันธุ์ปลาสะเตอร์เจี้ยนที่เลี้ยงในศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่

Red Caviar คือไข่ปลาเทร้าท์ที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไปขวดละ 700บาท(100กรัม)

Black Caviar คือไข่ปลาสะเตอร์เจี้ยนที่มีอายุตั้งแต่ 7 ปีขึ้นไป ขวดละ5,000บาท(100กรัม)

     ไข่คาเวียร์ที่นิยมทานกันทั่วไปจะเป็นประเภท Black Caviar ที่เป็นไข่ของปลาสะเตอร์เจี้ยน ส่วนไข่ปลาเทร้าท์ที่เรียกว่า Red Caviar นั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยม แม้ราคาจะถูกกว่าBlack Caviar มาก เพราะรสชาติไม่อร่อย
     ไข่คาเวียร์อาจจะทานเปล่าๆ หรือทานกับขนมปังกรอบ หัวหอมสับ และบีบมะนาวเล็กน้อยหรือวิธีอื่นๆก็ได้แล้วแต่รสนิยมและความชอบ

 
ไข่คาเวียร์กับขนมปังกรอบ หัวหอมสับและมะนาว(บีบ)     ปลาเทร้าท์ทอดกระเทียม

     เมนูปลาเทร้าท์ที่เป็นที่นิยมคือ ปลาเทร้าท์ทอดกระเทียม (ตามรูป) ถ้าไม่ชอบทอดก็อาจจะทานปลาเทร้าท์นึ่งบ๊วย ปลาเทร้าท์นึ่งมะนาว ปลาเทร้าท์นึ่งซี่อิ๊ว หรือปลาเทร้าท์รมควันก็ได้ ถ้าชอบน้ำแกงก็อาจจะเป็น ต้มยำปลาเทร้าท์หรือต้มโคล้งปลาเทร้าท์รมควัน

     หลังจากชมบ่อปลาเทร้าท์เสร็จแล้ว เราก็แวะไปที่ตลาดผักและผลไม้ ซึ่งอยู่เลยโครงการหลวงขึ้นไปประมาณ1-2กิโลเมตร ที่นี่มีผักและผลไม้สดๆขายมากมาย ราคาไม่แพง

    
                                                                         
สตรอเบอร์รี่สดๆพันธุ์ 80 หวานอร่อย                      นอกจากผลไม้แล้วก็มีผักสดๆขายหลายชนิด




Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80