OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : บันทึกท่องเที่ยว
DnnForge - NewsArticles
28

ชยพลให้ลูกสาวพาเที่ยวไต้หวัน(ไทเป)

ตอนที่ 1: รู้จักไต้หวันและไทเป

     สงกรานต์ปีนี้ลูกสาวชวนไปเที่ยวไทเปซึ่งเป็นเมืองหลวงของไต้หวัน  เที่ยวกันเองแบบสบายๆ ไม่เร่งรีบเพราะมีเด็กหลานชายวัยขวบเศษ และคนแก่คือผมมาด้วย   มารู้จักไต้หวันและไทเปก่อนเที่ยวกัน  ตามหนังสือที่ลอกเอามาให้อ่านกัน

 


    
เกาะไต้หวัน หรือ ไถวาน  เป็นเกาะรูปทรงใบไม้ มียอดปลายแหลมตอนเหนือและใต้และเป็นเกาะใบไม้สีเขียว เพราะพื้นที่ 2 ส่วน 3 ของเกาะ เป็นหุบเขาป่าทึบ มีแนวเทือกเขาตอนกลางพาดตัวจากตอนเหนือถึงตอนใต้ ล้อมรอบด้วยพื้นที่ชายฝั่งทะเล จนเรียกได้ว่าพื้นที่ทุกเขตเมืองในไต้หวันต้องมีส่วนที่เป็นภูเขาและส่วนที่ติดทะเล ยกเว้นเขตเมืองหนานโถว (Nantou) กลางเกาะเมืองเดียว  ความสวยงามและอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติของไต้หวันนี้ได้สะดุดตานักเดินเรือชาวโปรตุเกสที่แล่นเรือผ่านมาพบในศตวรรษที่ 16 จนตั้งชื่อเกาะนี้ว่า “ อิลลา ฟอร์โมซ่า” (Ilha Formosa) แปลว่า เกาะอันงดงาม
    
ไต้หวันสู่การเป็นเมืองท่าสำคัญของโลก เริ่มจากชาวดัตซ์ที่เข้ามาใน ค.ศ. 1624 และ ตั้งอาณานิคมในเมืองไถหนาน ภาคตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะ ต่อด้วยชาวสเปนที่เข้ามาตั้งอาณานิคมทางตอนเหนือที่เมืองจีหลงและย่านตั้นสุ่ยใน ค.ศ. 1626
     ในช่วงศตวรรษที่ 16  ได้มีการแย่งชิงเกาะไต้หวันระหว่างชาวดัตช์ และสเปน แต่ท้ายที่สุดกลายเป็นจีนที่ได้เข้ามายึดครองและไต้หวันได้กลายเป็นที่ตั้งถิ่นฐานของผู้อพยพชาวจีนในเวลาต่อมา  ในปี ค.ศ.1895 ญี่ปุ่นเข้ามายึดครองไต้หวันและได้ขับไล่ชาวจีนกลับไปยังจีนแผ่นดินใหญ่ มีการนำทหารและชาวญี่ปุ่นจำนวนกว่าสามแสนคนเข้ามาตั้งรกราก ทำให้เป็นช่วงที่ภาษาและวัฒนธรรมของญี่ปุ่นเข้ามามีบทบาทสำคัญกับคนไต้หวันเป็นอย่างมาก
     ในปี ค.ศ. 1945 ญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรจึงบังคับให้ญี่ปุ่นยกเกาะไต้หวันกลับคืนให้กับจีน ซึ่งจากการที่ญี่ปุ่นได้เคยปกครองไต้หวันยาวนานถึง 50 ปีนี่เอง ทำให้คนไต้หวันรุ่นเก่าสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้อย่างคล่องแคล่วและเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้วิถีชีวิตและพฤติกรรมของคนไต้หวันนั้นมีความใกล้เคียงกับคนญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก
     ในปี 1949 ได้เกิดสงครามขึ้นระหว่าง พรรคคอมมิวนิสต์จีน (นำโดยเหมาเจ๋อตุง) และ พรรคก๊กมินตั๋ง (นำโดยเจียงไคเช็ค) ขึ้นในประเทศจีน พรรคก๊กมินตั๋งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เจียงไคเช็คได้อพยพผู้คนกว่า 2 ล้านคนหนีมาตั้งหลักที่เกาะไต้หวัน โดยวางแผนว่าในอนาคตจะกลับไปยึดอำนาจคืนมา แต่หลังจากเจียงไคเช็คเสียชีวิตลง ก็ยังไม่มีใครขึ้นมาสานต่อแผนการดังกล่าว
     ในปี 1978 สหประชาชาติได้มีการลงมติยอมรับการรวมชาติจีนให้เป็นจีนเดียว และ ให้ถือว่าไต้หวันนั้นเป็น ‘รัฐปกครองตนเอง’  รัฐหนึ่งของจีน  ซึ่งก็แน่นอนว่าสร้างความไม่พอใจให้กับชาวไต้หวันที่แต่เดิมนั้นเป็นประเทศปกครองตนเองอิสระ  และ ทำให้การเมืองการปกครองของไต้หวันนั้นมีความซับซ้อนมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจวบจนถึงทุกวันนี้ คนไต้หวันก็มักจะบอกอยู่เสมอว่า “คนไต้หวันไม่ใช่คนจีน"

     ไทเปหรือไถเป่ย  เป็นเมืองหลวงของไต้หวันด้วยพื้นที่อันน้อยนิด แต่คับคั่งด้วยความแจ๋วแบบไม่มีที่สิ้นสุด

 

แจ๋วอย่างแรก คือ สีสันหลากหลายในไทเป เมื่อความเจริญของเมืองหลวงผสมผสานกับกลิ่นอายวันวานจากย่านชุมชนจีนเก่าแก่อย่างลงตัวเสริมด้วยแรงศรัทธาของพุทธศาสนิกชนในวัดดังหลายแห่งและความใฝ่รู้ของผู้คนตามพิพิธภัณฑ์ต่าง ๆ แล้วแต่งแต้มด้วยศิลปะสุดฮิปส์ ตลาดกลางคืนสุดคึก ให้ได้เสพศิลป์ กิน ช้อปทั้งวันทั้งคืน ปิดท้ายด้วยธรรมชาติยิ่งใหญ่ ทั้งขุนเขา  แม่น้ำ แหล่งปลูกชา ทะเลและน้ำพุร้อนให้สัมผัสอย่างใกล้ชิด

แจ๋วอย่างที่สอง คือ ระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ ทำให้การเดินทางไปไหนมาไหนในไทเปสะดวกสบายสุดๆ บวกกับระบบจักรยานสาธารณะให้เช่ายืมรถจักรยานอย่างง่ายดาย สร้างประสบการณ์และมุมมองใหม่ ๆ ในการเที่ยว

แจ๋วอย่างที่สาม คือ ชาวไทเปที่สุภาพอ่อนน้อมมาก มีน้ำจิตน้ำใจและเป็นมิตร

จะแจ๋วจริงหรือไม่ต้องไปสัมผัสเอง  อาหารจะอร่อยถูกปาก คนกินเท่านั้นที่จะบอกได้

     เริ่มต้นการเดินทาง วันแรก 11 เมษายน  2559  เดินทางโดยสายการบินไชน่าแอร์ไลน์  ออกจากสุวรรณภูมิ 11 น. เศษ  บินประมาณ 3 ชั่วโมงเศษ ถึงสนามบินซินเถาหยวน ประมาณ 16 น. เวลาท้องถิ่น ซึ่งเร็วกว่าเมืองไทยประมาณ 1 ชั่วโมง ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองซึ่งเข้าใจบริการคนมาเที่ยว  นั่งแท็กซี่ถึงโรงแรม OKURA ไทเป เกือบทุ่ม ขึ้นไปดูห้องออกกำลังกาย  ซาวน่า  และสระว่ายน้ำบนดาดฟ้า กะว่าจะมาใช้บริการบ้างถ้ามีเวลาพอ 
     หลังจากนั้น ก็ไปกินข้าวที่ตลาดอาหารตอนกลางคืนใกล้ๆ โรงแรม สนุกสนานพอสมควร

 


 
ลูกชิ้นต้มในน้ำซอส
 
น้ำแข็งไส                                                    ตู้เกมส์ข้างทาง

อิ่มท้องแล้วก็เดินกลับมาพักผ่อน พรุ่งนี้จะไปอุทยานอห่งชาติหยางหมิงซานและเมืองน้ำพุร้อนเป่ยโถ

ตอนที่ 2: ชมคาลาลิลลี่บนหยางหมิงซาน

วันที่สอง 12 เมษายน 59     9 โมงเศษหลังอาหารเช้า เดินเท้ามาสถานีรถไฟประมาณ 10 นาที  นั่งรถไฟฟ้ามาที่สถานีซินเป่ยโถวย่านน้ำพุร้อน แล้วนั่ง Taxi ไปอุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน

อุทยานแห่งชาติหยางหมิงซาน ตั้งอยู่บนเขาหยางหมิงซานซึ่งอยู่ห่างจากเมืองไทเปไปทางเหนือไม่ถึง 20 กิโลเมตร หลายๆคนจึงเรียกเขานี้ว่าเป็นป่าหลังบ้านของไทเปที่เดินทางไปเที่ยวได้สบายๆ แบบเปิดประตูหลังบ้านก็ถึงเลย อุทยานแห่งนี้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 70,800 กว่าไร โดยจุดสูงสุดอยู่ที่เขาชีซิง

เมื่อก่อนภูเขานี้มีชื่อว่า เฉ่าซาน ในสมัยราชวงศ์ชิง แต่ใน ค.ศ. 1950 อดีตประธานาธิบดีเจียงไคเช็กได้เปลี่ยนชื่อเป็นหยางหมิงซานตามชื่อท่านหวัง หยางหมิง นักปรัชญาในสมัยรางวงศ์หมิง

หยางหมิงซานเป็นขุนเขาที่มีป่าไม้พรรณพืชอุดมสมบูรณ์ และ เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ นก และแมลงหลายร้อยชนิด  อีกทั้งยังมีปล่องภูเขาไฟที่ยังไม่ดับและแหล่งน้ำพุร้อนอยู่ทั่วเขา ชาวเมืองไทเปและนักท่องเที่ยวจึงนิยมมาที่นี่เพื่อเดินป่า  ปั่นจักรยาน ชมดอกไม้และปิกนิก   มีที่เที่ยวหลายจุดแต่พวกเราเลือกนั่งแท็กซี่ขึ้นไปที่จูจือหู (Zhuzhihu)  ดูดอกคาล่าลิลลี่ที่บานสะพรั่งขาวไปทั้งทุ่ง มีสีเขียวของใบและสีแดงของใบไม้เปลี่ยนสีแซมให้เห็นเป็นจุดๆ  กินอาหารกลางวันบนดอยพร้อมนั่งชมบรรยากาศโดยรอบซึ่งเป็นป่าไม้เขียวทั้งทั้งเขา อากาศสบายท้องฟ้าโปร่ง อุณหภูมิประมาณ 22 องศา


ทึ่จอดรถบริเวณ Zhuzhihu
 
บรรยากาศภูเขา                                                                               ชม Calla Lily ทั่วบริเวณ
 
                                                                                                     
หลานชายตัวน้อยตื่นเต้น

เมื่อพักผ่อนชมวิวแล้ว ก็เดินทางลงจากเขาไปยัง Xinbeitou เพื่อแช่น้ำพุร้อนกัน

ตอน 3: แช่น้ำพุร้อนที่ซินเป่ยโถว

     หลังจากทานอาหารกลางวันและชมดอกไม้เสร็จ พวกเราก็นั่งแท็กซี่ลงมาที่เมืองซินเป่ยโถว ซึ่งเป็นเมืองเก่า มีแหล่งประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ และวัฒนธรรมดั้งเดิมตั้งแต่ประมาณ 300 ปีก่อน เดิมบริเวณนี้เรียกว่า Patauw แปลว่าหมู่บ้านแม่มด ซึ่งเป็นสถานที่อยู่อาศัยของชนพื้นเมืองไข่ต๋าเก๋อหลาน (Ketagalan) ต่อมามีการขยับขยายสร้างเมืองใหม่ ซินเป่ยโถวให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงด้านแช่น้ำพุร้อนซึ่งมีสถานที่น่าสนใจมากมาย เช่น พิพิธภัณฑ์ Beitou Hot Spring Museum ห้องสมุด Beitou  บ่อแช่น้ำร้อนสาธารณะ  Beitou และห้วย Thermal Valley เป็นต้น

พวกเราให้ Taxi มาส่งที่สวนมาแชล เซน (Marshal Zen Garden) ซึ่งเป็นที่ที่นายพลจางซูเหลียงถูกกักตัวอยู่ในช่วง 1960's

  


ที่นี่ เราเปิดห้องอาบน้ำพุร้อนกัน
 
เสร็จแล้วก็ขึ้นมาดื่มน้ำชา กาแฟ พร้อมขนม ซึ่งเป็นเมนูประกอบรายการอาบน้ำพุร้อนด้วย

บริเวณย่านน้ำพุร้อนซินเป่ยโถว เป็นแหล่งน้ำพุร้อนธรรมชาติที่มีชื่อเสียงตั้งแต่สมัยอาณานิคมญี่ปุ่น (ค.ศ. 1895-1945) เมื่อมีเส้นทางรถไฟมาถึงบริเวณนี้  คนก็นิยมมาเที่ยวพักผ่อนในวันหยุด มีโรงแรมและบ่อแช่น้ำแร่สาธารณะอยู่ทั่วบริเวณ  สองข้างทางเต็มไปด้วยลำธารและต้นไม้ร่มรื่นเขียวขจี
เติมพลังแล้วเดินเท้าประมาณ 20 นาที มาที่ Thermal Valley มีควันพวยพุ่งขึ้นตลอดเวลา

จนได้เวลา 5 โมงเย็นอุทยานปิด เดินเท้าอีกประมาณ 20 นาที เพื่อขึ้นรถไฟกลับโรงแรม นั่งรถไฟสะดวกมาก คนไม่แออัดเลย  พรุ่งนี้จะไปเที่ยว จิ่วเฟ่น  พิพิธภัณฑ์ทองคำ และ น้ำตกทองคำ

ตอน 4: เดินชมหมู่บ้านโบราณกลางสายฝนพรำ

วันที่สาม 13 เมษายน 59  ฝนตกพรำๆ ตั้งแต่เช้า 9 โมงเศษ แท็กซี่ที่นัดหมายไว้ก่อนตอนนั่งจากสนามบินมาโรงแรม พูดไทยได้บ้างเคยมาทำงานเมืองไทยใช้ชื่อว่า ปรีชา  มารอรับตามนัด ฝนตกตลอดทางจนถึงจิ่วเฟิน



จิ่วเฟิน  เป็นหมู่บ้านโบราณตั้งแต่สมัยราชวงศ์ชิง  ว่ากันว่าชื่อ “จิ่วเฟิน” ที่แปลว่า “เก้าชุด” นั้นมาจากการที่แต่เดิมที่นี่มีบ้านผู้คนอยู่เพียง 9 หลัง และเพราะเป็นที่ห่างไกล เวลาเรือมาส่งของหรือมีใครไปซื้อของก็จะซื้อมาเผื่อเพื่อนบ้านทุกหลัง  กลายเป็นที่มาของคำว่า ‘เก้าชุด’ หรือ “จิ่วเฟิน” นั่นเอง

ที่นี่เริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังในปี ค.ศ. 1893 จากการเฟื่องฟูของอุตสาหกรรมเหมืองทอง ในยุคนั้นผู้คนรู้จักจิ่วเฟินกันในนาม “หมู่บ้านเหมืองทอง” แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จิ่วเฟินก็แทบจะถูกทิ้งให้เป็นหมู่บ้านร้าง เนื่องจากไม่มีการทำเหมืองทองต่อ

จุดเปลี่ยนที่สำคัญจริงๆ นั้นเกิดขึ้นในปี 2001เมื่อ Hayao Miyazaki ผู้สร้างภาพยนตร์ของ Studio Ghibli ได้ใช้โลเคชั่นบริเวณร้านน้ำชาอาเม่ย เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างฉากในภาพยนตร์แอนนิเมชั่นเรื่อง Spirited Away ที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ ซึ่งหลังจากนั้นจิ่วเฟินก็ได้กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสุด Hot มีการโปรโมทการท่องเที่ยวกันอย่างจริงจังแม้แต่คนที่ไม่เคยชมภาพยนตร์ก็ยังยกนิ้วให้จิ่วเฟินนั้นเป็นสถานที่ที่สวยงามและมีเสน่ห์ที่สุดแห่งหนึ่งของไต้หวันเลยทีเดียว

ดังนั้นก่อนจะมาที่นี่ ทำใจเรื่อง “คน” ไว้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งปริมาณของมวลมหาประชาชนที่เดินทางสายหลักและที่บันไดยาวหน้าร้านน้ำชาอาเม่ยซึ่งเป็น Highlight ทำให้ช่วงเวลาที่ดีจริงๆ สำหรับการเดินชิลๆ ก็คือตอนเช้าก่อนทัวร์มาและตอนค่ำหลังทัวร์กลับ

ทางเดินสายหลักของหมู่บ้านโบราณจิ่วเฟินก็คือถนน Jishan ซึ่งเริ่มต้นจากปากทางเข้าข้างๆ ร้าน 7-11 ตลอดสองข้างทางนั้นจะเต็มไปด้วยร้านค้า และร้านอาหาร


ลงเดินไปตามถนนเป็นซอยแคบ มีร้านค้าสองข้างทางเต็มไปหมด ขายของที่ระลึกมากมาย ที่น่าสนใจเป็นร้านขนม ร้านลูกชิ้น ไส้กรอก
  


ระหว่างเดินหลบฝนเข้าร้านบัวลอยเผือกร้อนๆ สักถ้วย หวานกำลังดี
  
เดินต่อไปจนถึงจุดชมวิว และร้านชานมที่คนขายหน้าตาไม่รับแขก ร้านเลยโล่ง กินชานมไข่มุกคนละถ้วยแล้วเดินกลับ ทั้งคณะขอแวะชิมก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้น
 
ส่วนผมไม่ชอบคนเยอะขอไปรอที่จุดชมวิวข้างนอก

เบียดเสียดคนจนเหนื่อยพักผ่อนสักหน่อย  ก่อนจะไปเที่ยวเหมืองทองและต่อด้วย Outlet ที่ไทเปในตอนบ่าย

ตอน 5: เยี่ยมชมเหมืองทองโบราณ แวะ Shopping ที่ Outlet และอิ่มอร่อยกับ Hotpot สามขา

     ออกจากจิ่วเฟิน ก็นั่งรถต่อมาที่พิพิธภัณฑ์เหมืองทอง จินกวาสือ เป็นอีกชุมชนหนึ่งที่อยู่ในเขตลุ่ยฝาง ในอดีตที่นี่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากเพราะเป็นแหล่งที่พบทองคำเช่นเดียวกับจิ่วเฟิน แต่ทว่าที่จินกวาสือนั้นขุดพบทองคำในปริมาณที่มากกว่าทำให้มีการตั้งเหมืองทองที่มีขนาดใหญ่กว่าที่จิ่วเฟิน โดยในช่วงที่ญี่ปุ่นปกครองไต้หวันนั้นถือว่าเป็นยุคที่อุตสาหกรรมเหมืองทองของที่นี่รุ่งเรืองที่สุดมีการสร้างชุมชน แคมป์ถาวรสำหรับคนงาน  รวมไปถึงมีการสร้างเรือนรับรองสำหรับมกุฎราชกุมารแห่งญี่ปุ่นที่มักจะเสด็จมาเยือนและประทับเป็นครั้งคราวอีกด้วย (แต่ตอนที่ไป  ปิดปรับปรุงอยู่)

ดังนั้นที่ท่องเที่ยวส่วนมากในจินกวาสือมักจะเกี่ยวข้องกับเหมืองทองคำ ไม่ว่าจะป็น พิพิธภัณฑ์เหมืองทองจินกวาสือ โรงถลุงแร่ Shuinandong  น้ำตกทอง รวมไปถึงเมืองโบราณฉีถังและวัด Cyuanll ที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะมากกับการไปเดินเล่นชิลๆ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากเที่ยวให้ครบ ควรต้องสละเวลา 1 วันให้กับจินกวาสือ

เราลงจากจิ่วเฟิ่น ก็เลยลงไปชมน้ำตกและชายหาดเพื่อชมตัวเหมืองจากด้านล่างก่อน แล้วจึงกลับขึ้นไปชมพิพิธภัณฑ์กัน


พิพิธภัณฑ์ทองคำแห่งเมืองนิวไทเป หรือที่คนพื้นที่มักเรียกว่า “พิพิธภัณฑ์ทองคำจินกวาสือ” ตั้งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านโบราณจิ่วเฟิน นั่งรถประมาณ 10 นาทีก็ถึงแล้ว

ในอดีตพื้นที่ที่พิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่นี้เป็นเหมืองทองซึ่งเคยเฟื่องฟูอย่างมากในยุคที่ญี่ปุ่นเข้ามาปกครองไต้หวัน แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงและญี่ปุ่นได้มอบสัมปทานทองคำคืนให้กับบริษัทเอกชนของไต้หวัน  อุตสาหกรรมทองคำของที่นี่ก็ประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก ทำให้ในที่สุดก็ต้องปิดตัวลง  ต่อมาในปี 2002   รัฐบาลไต้หวันได้เริ่มโครงการเปลี่ยนที่นี่ให้เป็นพิพิธภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Eco-Museum) แห่งแรกของประเทศ  และเปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้าชมเป็นครั้งแรกในปี 2004  ซึ่งจุดที่น่าสนใจในบริเวณพิพิธภัณฑ์ได้แก่ บ้านญี่ปุ่น  No.Tunnel, Gold Building,  ภูเขากาน้ำชา (Mt.teapot) และ Shinto Shrine

หน้าบ้านญี่ปุ่น ซึ่งเดิมใช้เป็นบ้านพักของพนักงานระดับผู้บริหารของเหมือง



ภายในอาคารกระจกซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ทองคำนั้นจะมีทองคำแท่งที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น “ทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ตั้งอยู่  เป็นทอง 99.9%  และมีน้ำหนักมากถึง 220.30  กิโลกรัมสามารถเอามือสัมผัสหรือจะลองยกดูก็ได้



สำหรับป้ายไฟที่แสดงตัวเลขด้านหน้าตู้กระจกนั้นก็คือมูลค่าของทองคำแท่งนี้ตามราคาทองในปัจจุบัน  โอย..เห็นแล้วก็น้ำลายไหล อยากมีอย่างนี้เป็นของตัวเองซักก้อนบ้างจุง (ปัจจุบันทองคำแท่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้นอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ทองคำของเมืองซิซึโอกะประเทศญี่ปุ่น มีน้ำหนัก 250 กก.)

วันนี้เจอฝนตั้งแต่เช้า จึงไม่ได้เที่ยวมากนัก  มาเที่ยวเหมืองทองจนจบยังไม่ถึงบ่าย 3 โมง เวลายังเหลือมากให้แท็กซี่ไปส่งที่ Mitsui Outlet ที่เขต Linkou ในไทเปซึ่งชาวญี่ปุ่นมาลงทุนสร้างใหญ่มาก ได้ข่าวว่ารองเท้ากีฬาทุกยี่ห้อราคาถูกกว่ากรุงเทพมาก ก็เลยไปอุดหนุนได้มาคนละคู่สองคู่ กลับโรงแรมหกโมงเศษ

ล้างหน้าล้างตาเล็กน้อย แล้วออกไปกินชาบูไต้หวันที่จองไว้ตอนหนึ่งทุ่ม ร้านนี้ชื่อว่า Tripod King เดาว่ามาจากหม้อที่ใช้ต้ม ซึ่งเป็นหม้อแบบสามขา


ที่นี่จะมีน้ำซุป 2 ชนิด คือซุปเผ็ด (หม่าล่า) และซุปผักกาดดอง

อิ่มอร่อยแล้วก็กลับเข้าที่พัก เตรียมตัวพาหลานไปสวนสัตว์วันพรุ่งนี้

ตอน 6: วัดหลงซานและสวนสัตว์ไทเป

วันที่สี่  14 เมษายน 59  เช้าอากาศสบายยังไม่มีฝน ลูกสาวคนโตชวนไปไหว้พระที่วัดหลงซาน

​วัดหลงซานนั้นเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองไทเป สร้างขึ้นในปี 1738  ซึ่งในอดตีนั้นวัดหลงซานเคยได้รับความเสียหายหลายครั้งทั้งจากแผ่นดินไหวและไฟไหม้  แต่ความเสียหายครั้งรุนแรงที่สุดนั้นเกิดในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่วัดถูกทำลายจากการทิ้งระเบิด  ทำให้ต้องมีการบูรณะซ่อมแซมครั้งใหญ่ใช้ช่างฝีมือจากทั่วประเทศ และใช้เวลายาวนานถึง 5 ปี (1919-1924) ซึ่งนอกจากความเก่าแก่แล้ว ที่นี่ยังขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์เจ้าแม่กวนอิมที่ประดิษฐานอยู่ด้านในซึ่งสามารถรอดจากการถูกทำลายในเหตุการณ์ทิ้งระเบิดได้อย่างปาฏิหาริย์  ทำให้มีผู้คนหลั่งไหลกันมาขอพรกันอย่างไม่ขาดสาย  โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญทางศาสนา
 


ระหว่างชมวัดเริ่มมีฝนพรำๆ จึงนั่งแท็กซี่กลับมากินข้าวเช้าที่โรงแรม​หลังอาหารเช้าประมาณ 10 โมง เดินเท้าไปขึ้นรถไฟไปลงที่สถานีสุดท้ายที่สวนสัตว์ไทเป ฝนขาดเม็ดไป  ได้เข้าไปดูหมีแพนด้า 2 ตัว จากนั้นพ่อเด็กพาเด็กไปดูฮิปโป ยีราฟ และสัตว์อื่นๆ
 
 

เพิ่งเดินไปได้เล็กน้อย ฝนเริ่มตกหนัก ก็เลยกลับมากินอาหารกลางวันแบบไต้หวันที่ห้างแถวโรงแรม กินเสี่ยวหลงเปากันไปหลายถาด แล้วแวะซื้อขนมเตรียมกลับกรุงเทพวันรุ่งขึ้น

​กลับแล้วได้ความรู้สึกทั้งสามแจ๋วตามที่หนังสือแนะนำ ก็อยากแนะนำเพื่อนที่จะไปเที่ยวต่างประเทศที่ไม่ไกลนัก ไต้หวันเป็นที่เที่ยวที่ควรพิจารณาถึง  คิดถึงสมเกียรติที่ภาษาดีแล้ว ชอบการเดินทางเดินเท้า  ที่นี่เหมาะสำหรับสมเกียรติจริงๆ  ส่วนบุญฤทธิ์มีธุรกิจร่วมกับชาวไต้หวันอยู่แล้ว คงเที่ยวจนเบื่อ  สำหรับหมอซื่อตรงคงอยากจะทดสอบภาษาจีนก็น่าเป็นที่ทดสอบได้ดี และ ได้เที่ยวชมสถานที่ต่างๆด้วย ผมเองถ้ามีโอกาสต้องไปอีกแน่ๆ เพราะหลงเสน่ห์ไทเปแล้วจริง ๆ



ปิดท้ายทริปนี่ด้วยภาพตึกไทเป 101 ระยะไกล ที่ถ่ายจากห้องพัก ตึกนี้เคยเป็นตึกที่สูงที่สุดในโลกในช่วงปี 2004-2010

 

 

 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80