OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : บันทึกท่องเที่ยว
DnnForge - NewsArticles
06

เรื่องราวจากสังเวชนียสถานในอินเดีย
      
เริ่มต้นที่เมืองนาลันทา
      
     นาลันทาเคยเป็นเมืองมหาวิทยาลัยสงฆ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกและเก่าแก่ที่สุดในโลก สร้างและเริ่มรุ่งเรือง (พศ.1149-1191)  อุปถัมภ์โดยกษัตริย์ราชวงศ์ปาละ(พศ.1303-1685) มีบริเวณทั้งส่วนที่เป็นมหาวิทยาลัยและพระราชวังอยู่ติดกัน  ตำนานเล่าว่าในยุครุ่งเรือง นาลันทามีพระนักศึกษาถึงหนี่งหมื่นคน
มีอาจารย์1,500 คน ศึกษาเล่าเรียนฟรีในพระอุปถัมภ์ของกษัตริย์ปาละวงศ์  สอนวิชาทุกอย่างที่มีในสมัยนั้น รวมทั้งพุทธศาสนา  พระถังคำจั๋งเคยมาเป็นอาจารย์ที่นี่ แล้วเขียนบันทึกถึงนาลันทาไว้
     นาลันทาเป็นบ้านเกิดของพระสารีบุตรและพระโมคัลลานะ  มีสถูปของพระสารีบุตรที่พระพุทธเจ้าทรงบัญชาให้สร้าง
     นาลันทาโดนกองทัพมุสลิมเตริกบุกทำลายย่อยยับเมื่อปีพ.ศ.1742  เล่ากันว่าไฟเผาไหม้นาลันทานานถึงสามเดือน พระถูกฆ่าตายเกือบหมด  เหลือรอดแค่ 70 คน  เป็นเหตุให้พุทธศาสนาสูญหายไปจากชมพูทวีปนานกว่า 700 ปี  จนมีนักโบราณคดีอังกฤษมาขุดค้นพบนาลันทาเมื่อ พศ.2403  บันทึกเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาจึงนำมาเผยแพร่กันอีกครั้ง
ม้า มงคล
 

 
บริเวณมหาวิทยาลัยนาลันทา อิฐสีแดงเป็นของเก่าดั้งเดิมทั้งหมด

สถูปพระสารีบุตร

     พระองค์ดำแห่งนาลันทา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์แกะจากหินสีดำ  ขุดค้นพบพร้อมกับการบูรณะเมืองนาลันทา พระหัตถ์ขวาปลายนิ้วจะชึ้ลงดิน เหมือนจะบอกว่า ธรณีนี่นี้เป็นพยาน ในเมืองไทยมีพระองค์ดำแห่งนาสันทาองค์จำลองอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในจังหวัดสระบุรี
     เมืองราชคฤห์ มีวัดเวฬุวันซึ่งเป็นวัดแห่งแรกในโลกที่พระเจ้าพิมพิสารสร้างถวายพระพุทธองค์ และเป็นสถานที่ที่พระอริยสงฆ์สาวก 1250 รูปซึ่งล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระพุทธเจ้าทรงให้การอุปสมบทด้วยพระองค์เอง ทั้งหมดได้มาประชุมกันโดยมิได้นัดหมาย ทำให้เกิด "วันมาฆบูชา" ขึ้น
     อีกสถานที่คือ ตโปตาราม บ่อน้ำแร่ศักดิ์สิทธ์  ที่เชื่อกันว่าน้ำในบ่อสามารถรักษาโรคได้หลายอย่าง คนอินเดียทุกวรรณะยังมาอาบน้ำที่นี่ เหมือนกับที่ผ่านมาต่อเนื่องแต่สมัยพุทธกาล 2500 ปีมาแล้ว
ม้า มงคล

 
พระองค์ดำแห่งนาลันทา
  
วัดเวฬุวัน                                                                                         ที่อาบน้ำชนชั้นต่ำสุด อยู่ข้างล่างสุด รับน้ำที่ชนชั้นสูงอาบแล้วไหลลงมา
  
ทางเดินขึ้นที่อาบน้ำชนชั้นสูง                                                              ชนชั้นสูงเตรียมตัวอาบน้ำ
  
ชนชั้นสูงกำลังอาบน้ำ

วัดเวฬุวัน (เพิ่มเติม)

     ประมาณ10 ปีที่ผ่านมา ประมาณเที่ยงคืนของต้นเดือนมีนาคม เราบินด้วยเที่ยวบินทีจี 313 ไปที่กัลกัตตา(สมัยนั้นยังไม่ใช้ชื่อโคลกัตตา กัลกัตตาเป็นชื่อที่อ้งกฤษเรียกเมืองนี้ คราวที่เป็นเมืองหลวงของอินเดีย
เพราะอังกฤษออกเสียงตามชื่อดั้งเดิมพื้นเมืองไม่ได้ ต่อมาอินเดียเปลี่ยนกลับมาใช้ชื่อเดิม-โคลกัตตา บอมเบย์กลับมาใช้ชื่อเดิมว่ามุมไบ และมัทราสกลับมาใช้ชื่อเดิมคือเช็นไน)
     เรายืนเข้าคิวประทับตราหนังสือเดินทางเข้าเมือง ผู้ชายไทยคนหนึ่งยืนเข้าคิวต่อจากเรา พอเข้าเมืองก็ไปพักโรงแรมเดียวกันอีก แต่พอวันรุ่งขึ้นก็แยกกันไป
     วันรุ่งขึ้นเป็นวันมาฆะบูชา ผู้ชายไทยคนนั้นนั่งรถ 10 ชั่วโมงไปไหว้พระทำบุญที่วัดเวฬุวัน ต้นกำเนิดชองวันมาฆะบูชา
     วันที่เจอทักทายกันนั้น ผู้ชายคนนั้นเป็นรมต.เกษตร เป็นรุ่นน้องสวนกุหลาบฯ ชื่อเนวิน  ชิดชอบ
     พระอาจารย์ยอดเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาและหัวหน้าพระธรรมฑูตอินเดีย เล่าเมื่อสิบกว่าปีที่แล้วว่าเนวิน ชิดชอบ มาไหว้สังเวชนียสถานยี่สิบปีต่อเนื่องไม่เคยขาด  พระอาจารย์ยอดเพิ่งมรณภาพเมื่อปีที่แล้ว
ม้า มงคล

 
บริเวณอันร่มรื่นของวัดเวฬุวัน

เขาคิฌกูฏ
     อีกสถานที่ที่ได้ไปเยือนในกรุงราชคฤห์ คือเขาคิฌกูฏ  เขาคิฌกูฏมึขั้นบรรไดเดินสู่ยอดเขา ระยะทางประมาณ 750 เมตร  แต่วันนั้นเราเลีอกขึ้นยอดเขาด้วยกระเช้าไฟฟ้าที่เศรษฐีญี่ปุ่นสร้างบริจาคให้หลังจากที่ป่วยหนักแล้วหามมาอธิษฐานที่กุฏิพระโมคคัลลาบนเขาคิฌกูฏ  เกิดปาฏิหาริย์หายจากโรคภัยไข้เจ็บ กระเช้านี้สร้างมา 10 กว่าปีแล้ว
     พวกเราเลือกนั่งกระเช้าสู่ยอดเขา (ยกเว้นสมเกียรติที่เดินขึ้น เดินลง)  บนยอดเขามีเจดีย์ญี่ปุ่นและวัดญี่ปุ่น เห็นวิวเมืองราชคฤห์อยู่เบื้องล่าง อากาศสดชื่น เย็นสบาย  ส่วนพระคันธกุฏิของพระพุทธเจ้าอยู่ระหว่างทางเดินขึ้นยอดเขา ในสมัยพุทธกาล พระเจ้าพิมพิสารกษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์ เมืองหลวงของแคว้นมคธได้เคยใช้เส้นทางเดินสายนี้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธเจ้าเช่นกัน บริเวณใกล้กันมีถ้ำสุกรชาตา สถานที่ที่พระสารีบุตรบรรลุเป็นพระอรหันต์ มีกุฏิพระอานนท์  ถ้ำพระโมคคัลลานะ และสถานที่ที่พระเทวทัตกลิ้งหินใส่พระพุทธเจ้าจนพระบาทห้อพระโลหิต พระโมคคัลลานะรักษาพระพุทธเจ้าจนหายจากอาการบาดเจ็บ
ม้า มงคล

 
กระเช้าขึ้นเขาคิฌกูฏ


 
เจดีย์ญี่ปุ่นบนยอดเขา
 
วิวจากยอดเขา                                                                                  วัดญี่ปุ่นบนยอดเขา
  
ฝูงลิงบนยอดเขา                                                                               ร้านค้าบนยอดเขา
  
                                                                                                      วัวก็มีอยู่บนยอดเขา

กระเช้าขาลง

พุทธคยา
     เช้าวันที่สามของการเดินทางเราอยู่ที่พุทธคยา  เริ่มต้นตอนเช้าอากาศหนาวเย็น อ้าปากมีควันออกจากปาก เราไปชมวัดญึ่ปุ่น มีพระพุทธรูปไดบุสสึจำลอง องค์ใหญ่ สวยงามมาก องค์จริงอยู่ที่เมืองนารา ในญี่ปุ่น  แล้วไปชมวัดธิเบตที่อยู่ใกล้ๆกัน  นโยบายให้ชาติต่างๆที่นับถือพุทธศาสนามาสร้างวัดในอินเดีย
เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2500 สมัยนายกรัฐมนตรีเนรูห์ เป็นนโยบายที่ชาญฉลาดมาก  โดยให้เช่าที่ดินราคาถูกเป็นเวลา 99 ปี แต่ละชาติที่มาสร้างวัดก็จะมีประชาชนของชาตินั้นตามมาเที่ยวพุทธคยา และสังเวชนียสถาน อินเดียมีรายได้จากการท่องเที่ยวนี้เป็นเงินมหาศาล (ดูเหมือนจะมี 17 ชาติ)
     จากนั้นไปสักการะพระมหาเจดีย์พุทธคยา ทุกคนเดินวนรอบนอกพระมหาเจดีย์ รอบในจะมีพระธิเบตนั่งสวดมนต์ภาวนา พระบางองค์กราบแบบธิเบตเรียกว่ากราบแบบอัษฏางคประดิษฐ์ คือกราบแบบนอนพังพาบไปทั้งตัว เหยียดมือเท้าออกไปจนสุดหล้า ให้องคาพยพ 8 ตำแหน่ง คือ หน้าผาก ฝ่ามือ 2 ข้าง หน้าอก เข่า 2 ข้าง ปลายเท้า 2 ข้าง จรดพื้นพร้อมกันทุกตำแหน่ง
     หลังจากเดินรอบนอกแล้วเราเดินเข้าไปข้างในพระมหาเจดีย์ สังเกตว่ามีพรมแดงปูไว้เพื่อต้อนรับคนสำคัญ มีการ์ดที่เป็นพระธิเบตยืนเฝ้าระวังอยู่เรียงราย  โชคดีที่พวกเราได้กระทบไหล่และได้ถ่ายรูปกับคนสำคัญข้างๆพระประธานในเจดีย์  ท่านนั้นคือ Dr.Joseph Stiglitz นักเศรษฐศาสตร์ชาวอเมริกัน เจ้าของรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปี 2001 ที่จริงเราสวนกับ Dr.Joseph ที่ทางเข้านาลันทาเมื่อวันวานแล้ว
     ต่อมาเราเดินรอบมหาเจดีย์รอบใน นมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ์สังเวชนียสถานอันเป็นที่ตรัสรู้ กล่าวกันว่าต้นศรีมหาโพธิ์ต้นป้จจุบันนี้สืบเนื่องเป็นต้นที่สี่  การได้กราบสถานที่ตรัสรู้นำมาซึ่งความเอิบอิ่มใจยิ่งนัก
ม้า มงคล

 
พระพุทธรูปไดบุสสึ วัดญี่ปุ่น                                                               วัดธิเบต
  
พระมหาเจดีย์พุทธคยา
  
กราบแบบธิเบต                                                                                สาวธิเบต ทำบุญร่วมกันที่พุทธคยา
  
ปูพรมแดงสู่มหาเจดีย์พุทธคยา                               คณะถ่ายภาพกับ Dr.Joseph Stiglitz
  
                                                                                                       Dr.Joseph Stiglitz
    
พระพุทธรูปในพระมหาเจดีย์                                   ต้นพระศรีมหาโพธิ์
         
     ออกจากพระมหาเจดีย์พุทธคยา เราเดินทางไปเยี่ยมชมวัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยแห่งแรกในประเทศอินเดีย ก่อสร้างปี พ.ศ.2500  พระอุโบสถวัดไทยพุทธคยาจำลองแบบมาจากวัดเบญจมบพิตร  พระประธานในโบสถ์ที่นี่ก็เป็นพระพุทธชินราชจำลองเช่นเดียวกัน  ส่วนประกอบอื่นๆ เช่น แกล(หน้าต่าง) ก็เหมือนกัน จึงเป็นโบสถ์ที่งดงามมาก บริเวณวัดมีคลินิครักษาคนอินเดียแบบให้ฟรีๆ  เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าพระธรรมฑูตอินเดียและเนปาล
     แล้วเราไปเยี่ยมชมบ้านนางสุชาดา ที่ปัจจุบันสร้างเป็นสถูปครอบเอาไว้แต่มีหมู่บ้านโบราณจำลองสร้างไว้ข้างเคียง นางสุชาดาเป็นผู้ถวายข้าวมธุปายาสแก่พระพุทธเจ้า ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงตรัสรู้ แล้วไปชมแม่น้ำเนรัญชรา  บริเวณที่พระพุทธเจ้าทรงอธิษฐานลอยถาดข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวาย  ช่วงที่เราไปชม เป็นหน้าแล้ง น้ำแห้งขอด มีเด็กอินเดียเล่นคริกเก็ตอยู่
     จบการนมัสการสังเวชนียสถานที่พุทธคยาเพียงเท่านี้
     ขอเล่าเพิ่มเติมว่าปัจจุบัน Dr.Joseph เป็นอาจารย์ที่ Columbia University.
ม้า มงคล

 
พระธิเบตเจ้าอาวาสวัดพุทธคยาเตรียมต้อนรับ Dr.Joseph   ถ่ายกับเณรน้อยจากศรีลังกาที่มาศึกษาที่พุทธคยา พวกเขาเอาใบโพธิ์ที่เก็บไว้มาให้ เราช่วยทำบูญให้เขาไป
  
ร้านค้าดอกไม้บูชาพระหน้ามหาเจดีย์พุทธคยา
  
วัดไทยพุทธคยา                                                                               พระพุทธขินราขจำลอง
  
                                                                                                      คลีนิครักษาคนอินเดียฟรีไม่คิดเงิน
  
บ้านนางสุชาดา มีสถูปสร้างครอบเอาไว้                                               ตัวอย่างบ้านนางสุชาดา สร้างไว้ใกล้ๆสถูป

แม่น้ำนรัญชรา บริเวณที่พระพุทธเจ้าลอยถาดข้าวมธุปายาส

แม่น้ำคงคา เทศกาลกุมภ์ เมืองพาราณสี ครั้งเดียวก็คุ้มแล้ว                   
มงคล  วัชรางค์กุล

     เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมา เคยนั่งเครื่องบินIC หรืออินเดียนแอร์ไลน์สจาก Port Blair เมืองหลวงของหมู่เกาะอันดามันและนิโคร์บาร์ ในทะเลอันดามัน อยู่ทางตะวันตกของเกาะภูเก็ต ห่าง 700 กม. กลับมาแผ่นดินใหญ่อินเดียที่เมืองกัลกัตตา แหม่มสาวชาวอังกฤษอายุประมาณ 25 ปีที่นั่งอยู่ข้างๆ เล่าว่าเธอมาอินเดียเป็นครั้งที่สามแล้ว  ถามเธอว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้เธอมาเยีอนอินเดียถึงสามครั้งติดต่อกัน เธอตอบว่า "แค่ได้มาเห็นแม่น้ำคงคาครั้งหนึ่งในชีวิต ก็คุ้มแล้ว"
     คนอินเดียเชื่อตามหลักศาสนาฮินดูว่า แม่น้ำคงคา(Ganga)เป็นแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์เพราะไหลมาจากภูเขาไกรลาส( Mt.Kailash) สู่มวยผมของพระศิวะ แต่ตามหลักภูมิศาสตร์แม่น้ำคงคาไหลมาจากเทือกเขาหิมาลัย รวมตัวเป็นสายน้ำคงคาครั้งแรกที่เมืองโกมุข (Koukh)  เริ่มต้นสายน้ำคงคาด้วยสายน้ำสีขาวบริสุทธิ์ที่เพิ่งละลายจากหิมะ ขาวเหมือนสีน้ำนม แล้วแม่น้ำคงคาไหลผ่านเมืองสำคัญ 2 เมือง คืออลาฮาบัด (Alahabad) และ เมืองฮาริดวา(Haridwa) สองเมืองนี้คือต้นกำเนิดและที่ประกอบพิธีกุมภ์ (Kumbh) พิธีอาบน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ 7 ปีมีหนึ่งครั้ง สลับเมืองกันไปมา ครั้งนี้ศูนย์กลางของเทศกาลกุมภ์อยู่ที่เมืองอลาฮาบัด ห่างไป150 กม.จากพาราณสี
     จากนั้นแม่น้ำคงคาไหลผ่านเมืองพาราณสี (Varanasri) เมืองเก่าแก่อายุหลายพันปี มีประวัติศาสตร์ยาวนานปรากฏในคำภีร์ฮินดู เฉกเช่นเดียวกับเมืองเยรูซาเล็มในตะวันออกกลาง  แล้วแม่น้ำคงคาไหลลงมาทางใต้ มีช่วงหนึ่งที่แม่น้ำ 3 สายคือ แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา(Yamuna) และแม่น้ำสารัสวาติ (Saraswati) ไหลมารวมกัน เรียกว่า สานกัม(Sangam)ที่เมืองอลาฮาบัด แล้วแม่น้ำสามสายก็แยกจากกัน ไหลไปตามธารวิถีแห่งตนเอง
     แม่น้ำคงคาไหลออกทะเลลงสู่อ่าวเบงกอลที่เมืองโคลกัตตา เราเคยเห็นปากแม่น้ำคงคาช่วงไหลออกทะเลเมื่อ 20 กว่าปีก่อน แล้วอธิษฐานว่า ขอให้ได้มาเห็นแม่น้ำคงคาอีกครั้ง และอีกหลายๆครั้ง  แล้วก็ได้มาเห็นแม่น้ำคงคาอีกครั้งและอีกหลายครั้ง จริงๆ

     เช้าตรู่ของวันที่ 14 มกราคม 2013 พวกเราออกเดินทางด้วยรถโค็ช 7 ที่นั่ง สู่เมืองเก่าพาราณสี สายหมอกยามเช้าตรู่ยังปกคลุมอยู่ทั่วเมือง  รถไม่สามารถนำเราไปถึงท่าเรือได้ เนื่องจากตำรวจปิดถนน เพราะวันนี้เป็นวันแรกเริ่มต้นของเทศกาลกุมภ์ (Kumbh)  ตำนานเล่าว่าเทศกาลกุมภ์เริ่มต้นมาตั้งแต่ยุคหินสมัยหลัง(Neolithic) ด้วยความเชื่อว่า พระพรหมผู้สร้างโลกและจักรวาลต้องการปลดปล่อยและชำระล้างจิตวิญญาณของมวลมนุษย์ชาติให้บริสุทธิ์
     นสพ.The Times Of India ฉบับเช้า 14 มค.2013 ออกที่เมืองพาราณสีพาดหัวว่า ผู้คน 11 ล้านคน เข้าร่วมงานเทศกาลกุมภ์วันแรกที่พาราณสี ข้อเท็จจริงที่เป็นสถิติบอกว่าในทุกๆวันจะมีคนอินเดีย 10 ล้านคนลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคาตลอดความยาวของแม่น้ำศักสิทธิ์สายนี้ และพวกเราก็เป็นส่วนหนึ่งของ11ล้านคนที่เข้าร่วมวันแรกของเทศกาลกุมภ์แห่งเมืองพาราณสี เมื่อลงจากจุดสุดท้ายที่รถแล่นเข้ามาได้ เราต้องนั่งสามล้อต่อไปอืกประมาณ 1 กม.ขณะที่สามล้อถีบไปด้วยแรงคนก็ยังปะทะกับอากาศหนาวเย็นยะเยือกที่พัดพรูเข้ามา ค่ารถสามล้อคันละ  20 รูปี (1รูปี= 58 สต.)  ลงจากรถสามล้อ แล้วคนเรือมารอรับพาเดินเข้าไปในหมู่ฝูงชน ทุกคนมุ่งหน้าเดินไปยังท่าเรือ สวนกับอีกฟากฝั่งถนนที่ผู้คนที่อาบน้ำเสร็จพิธีพากันเดินทางกลับ ทั้งฝั่งขาไปและขากลับมีผู้คนเบียดเสียดแน่นขนัด  เดินกันไปประมาณ 700 เมตร ก็ถึงขั้นบันไดทอดลงสู่ท่าเรือแห่งแม่น้ำคงคา 

     พระแม่คงคาทอดตัวอยู่เบื้องหน้า สายน้ำไหลเอื่อยอ่อน สายหมอกทอดตัวอยู่เหนือผิวน้ำเป็นเงาสีขาวยาวไกล ลมหนาวพัดโชยมาเป็นระยะ ดวงตะวันยามเช้าเริ่มทอแสงทะลุม่านหมอก ส่งเงาตะวันแดงพริบพรายอยู่บนสายแม่คงคา  เทศกาลกุมภ์เริ่มต้นเมื่อตะวันแรกฉายจับแม่น้ำคงคา หัวหน้าพระฮินดูใหญ่สุดในเมืองพาราณสีจะลงอาบน้ำในแม่น้ำคงคาเป็นคนแรก เมื่อหัวหน้าพระฮินดูอาบน้ำเสร็จแล้ว ประชาชนคนธรรมดาจึงเริ่มสงอาบน้ำได้
     ที่ท่าน้ำมีกระโจมเต๊นท์รับฝากเสื้อผ้าของคนที่ลงอาบน้ำ  เลยบันไดท่าน้ำขั้นสุดท้ายลงไป หมู่แขกพากันลงว่ายแหวกสายธาราแห่งพระแม่คงคา ลมหนาวยังโชยมาเป็นระยะ กระแสน้ำเย็นยะเยือก น่าจะทำให้หนาวสั่นสะท้าน แต่ความเอิบอิ่มที่ได้อาบน้ำแม่คงคาในวันเริ่มต้นเทศกาลกุมภ์ ก็สร้างความอบอุ่นซาบซ่าในหัวใจพวกเขายิ่งนัก  แขกหลายคนลงอาบน้ำ แล้วเอามือบีบจมูกพร้อมกับก้มลงดำน้ำมิดหายไปหนึ่งอึดใจ แล้วผุดโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ จากนั้นเอามือบีบจมูกแล้วดำลงไปในน้ำแม่คงคา ก่อนจะผุดขึ้นมาอีกครั้ง และอีกครั้ง ทำเช่นนี้ทั้งหมดรวม 5 ครั้งติดต่อกัน  มีการอธิบายว่าที่ต้องดำลงในพระแม่คงคาถึง 5 ครั้ง เป็นการทดแทนการอาบน้ำบูชาในแม่น้ำหลักของอินเดีย 5 สาย คือแม่น้ำคงคา ยมุนา สารัสวาติ กริชนา และโกดาวารี  คนที่ดำลงไปในแม่น้ำคงคา 5 ครั้ง จึงหมายความว่าได้อาบน้ำบูชาในแม่น้ำหลักทั้ง 5 สายครบถ้วนแล้ว

     คนเรือเริ่มพายเรือ พาพวกเราเลาะไปตามท่าชายตลิ่งแม่คงคาของเมืองพาราณสี ตามท่าต่างๆจะมีผู้คนลงอาบน้ำกันเนืองแน่น คราคร่ำ บางท่ามีผู้หญิงและเด็กสาวลงอาบน้ำและว่ายน้ำเล่นอย่างเริงร่า แต่จำนวนผู้หญิงที่ลงอาบน้ำมีน้อยมาก  ภาพอาคารเมืองเก่าพาราณสีชายตลิ่งแม่น้ำคงคา มองเห็นชัดเจนในระยะใกล้ และที่ทอดยาวไกลออกไปเห็นเพียงแสงไฟวอมแวมในสายหมอก สร้างบรรยายกาศศักดิ์สิทธิ์ให้อยู่ในความทรงจำ บางแห่งฝูงนกน้ำบินโฉบไปมา นกบางตัวลงเล่นน้ำ ล่องลอยไปตามกระแสน้ำ  เรือหลายลำพานักท่องเที่ยวลัดเลาะไปตามท่าเรือชายตลิ่ง ทุกคนต่างพากันเก็บภาพแห่งความทรงจำเอาไว้ และเมื่อเรือผ่านมาใกล้กัน ต่างโบกมือและยิ้มให้แก่กันด้วยไมตรีจิตมิตรภาพอันไร้พรมแดน
     เมื่อเรือพาออกไปยังท้องน้ำส่วนที่ลึก เพื่ออธิษฐานจุดเทียนปล่อยดอกไม้บูชาพระแม่คงคาลงน้ำ บริเวณนี้มีเรือพายขายปลาให้ปล่อยลงแม่น้ำ มีตั้งแต่โถใหญ่มีปลาจำนวนมาก ราคา 500 รูปี ไล่เลียงลงไปจนถึงโถเล็กสุดราคา 100 รูปี มีปลาน้อยหน่อย พวกเราต่างพากันซื้อปลาปล่อยลงน้ำ ด้วยความเอิบอิ่มหัวใจที่ได้มาให้ชีวิตในสายพระแม่คงคา เราวักสายพระแม่คงคาหยดลงบนหน้าผาก เพียงไม่กี่หยด ความปิติ แผ่ซ่านไปทั่วสรรพางค์ ความเต็มตื้นอยู่ทั่วหัวใจ  คนเรือพาเรือมาสุดชายตลิ่งอีกด้าน บริเวณนี้คือกองไฟที่ไม่เคยดับมานานนับพันปี เพราะเป็นที่เผาศพริมแม่น้ำคงคา กองไฟเผาศพยังมีควันไฟคุกรุ่น ในตืกที่อยู่ริมตลิ่งตรงนี้ มีชาวฮินดูที่ไร้ญาติขาดมิตรและกำลังเจ็บป่วย นอนรอความตายอยู่จำนวนมาก บริเวณนี้ห้ามถ่ายรูปโดยเด็ดขาด แม้แต่คนเรือของเราก็ตะโกนห้ามถ่ายรูป  คติความตายของฮินดู ไม่ว่าจะเผาศพที่เมืองไหน ห่างไกลจากแม่น้ำคงคาเพียงใด เหล่าญาติจะต้องนำเถ้ากระดูกส่วนหนึ่งมาโปรยลงแม่น้ำคงคาให้จงได้ มิฉะนั้นดวงวิญญาณที่จากไปจะมีความกังวล ไม่หลุดพ้น ไม่อาจไปเกิดในชาติภพใหม่ได้
     แล้วเรือเล็กก็พามาส่งยังท่าเรือเดิม สิ้นสุดการล่องเรือท่องแม่น้าคงคา เราพากันเดินขึ้นขั้นบันได ย้อนกลับในเส้นทางเดิม  ด้วยความรู้สึกระแวดระวังอย่างยิ่ง เพราะขากลับต้องเดินปะปนไปกับผู้คนจำนวนมหาศาล ที่เสร็จสิ้นการอาบน้ำแล้วออกเดินทางมาพร้อมๆกัน ภาวนาอย่าให้มีการฮือแตกตื่นของฝูงคน และการสะดุดหกล้มเกิดขึ้นเป็นเด็ดขาด 
เมื่อนั่งอยู่บนรถสามล้อ ย้อนกลับมาสู่จุดต้นทาง ฝูงคนหลากหลายยังพากันเดินสวนทางสู่ท่าน้ำ สู่สายพระแม่คงคาอันศักดิ์สิทธ์  แล้วเสียงเพลงแห่งความทรงจำก็แว่วหวานในหัวใจ “ข้าแต่คงคา จุฬาตรีคูณ _ _ _.”  แม่น้ำคงคา เทศกาลกุมภ์_ _ _ครั้งเดียวก็เกินคุ้ม
มงคล   วัชรางค์กุล

 
เรือเล็กในแสงตะวันยามเช้า สาดทอแสงเหนือพระแม่คงคา                     นั่งรถสามล้อเข้าไปในย่านเมืองเก่าพาราณสี
  
                                                                              คนที่อาบน้ำเสร็จเดินสวนทางกลับออกมา
  
ขั้นบันไดสู่แม่น้ำคงคา                                                                        สัมผัสแรกริมฝั่งแม่น้ำคงคา สายหมอกโอบล้อมโดยรอบ
  
ยามเช้าที่ริมฝ้งแม่น้ำคงคา                                                                ตะวันยามเช้าเหนือฝั่งน้ำคงคา
  
อาบน้ำริมฝั่งคงคา อากาศหนาวเย็นเฉียบ                                            สาวแขกลงอาบน้ำ
  
ฝูงนกบินโบเฉี่ยวเหนือสายน้ำคงคา                                                      ฝูงชนคราคร่ำร่วมเทศกาลกุมภ์ริมฝั่งคงคา
  
อีกมุมหนึ่งของริมฝั่งน้ำคงคา                                                              เมืองเก่าพาราณสี ริมฝั่งคงคา
  

 
คนเรือผู้นำพาคณะเราสัมผัสแม่น้ำคงคา                                               เรือน้อยในสายคงคา ภายใต้เงาตะวันเช้าทอแสงในม่านหมอก
  
ผู้คนลงอาบน้ำที่ท่าน้ำเมืองพาราณสี
  
เมืองเก่าพาราณสี ในสายหมอกอ้อยอิ่ง                                                ขั้นบันไดแห่งพาราณสี ริมฝั่งน้ำคงคา
  
เมืองพาราณสี ริมฝั่งน้ำคงคา เห็นสายหมอกทอดยาวไกล                      ผู้คนเนืองแน่นริมฝั่งน้ำคงคา
  
เมืองเก่าพาราณสี ริมฝั่งคงคา                                                            อาบน้ำที่ขั้นบันได
  

  
อธิษฐานลอยดอกไม้บูชาพระแม่คงคา                                                 อธิษฐานปล่อยปลา ให้ชืวิตสู่สายน้ำคงคา
  
 
ตะวันฉายแสงเหนือผิวน้ำคงคา ฝูงนกบินฉบบนผิวน้ำ                            เรือน้อยในสายหมอกรับคะวันเช้าบนแม่คงคา
  
สาวแขกเริงร่าในสายธารคงคา                                                           เมืองพาราณสีในสายหมอกริมฝั่งคงคา
  
ขั้นบันไดริมน้ำของเมืองเก่าพาราณสี 
  
ขอทานบนขั้นบันได ชีวิตที่เลือกเกิดไม่ได้                                                    
  
พืชผักวางขายริมเส้นทางสู่ท่าเรือ                                                        ผู้คนเนิองแน่นคราคร่ำบนเส้นทางขากลับ
  
                                                                                                      บ้านชาวนาในแตว้นพิหาร บนเส้นทางสู่พาราณสี  นาที่นี่เป็นนามัสตาร์ ไม่ใช่นาข้าว
  
แขกขายถั่วของแท้ (ทั้งแขกและถั่ว)                                                    ภาพแถม รูปคนนำเสนอ

สังเวชนียสถานแห่งที่สอง เมืองสารนาถ

     หลังอาหารเช้า เราเดินทางสู่เมืองสารนาถ ที่อยู่ห่างจากพาราณสี 8 กม.ใข้เวลาเดินทาง 15 นาที  สารนาถ ในสมัยพุทธกาล เรียกกันว่า ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แปลว่าป่าอันยกให้แก่หมู่กวาง และเป็นที่ชุมนุมของเหล่าฤาษี นักบวช นักพรตต่าง ๆ ที่มาบำเพ็ญตบะและโยคะเพื่อเข้าถึงพรหมัน (ตามความเชื่อในคัมภีร์อุปนิษัทของพรามหณ์) ทำให้เหล่าปัจวัคคีย์ที่ปลีกตัวมาจากเจ้าชายสิทธัตถะ มาบำเพ็ญตบะที่นี่และพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนาครั้งแรกที่นี่ บริเวณของป่าอิสิปตนมฤคทายวันเพื่อโปรดเหล่าปัจวัคคีย์ ก็คือการแสดงธรรม "ธรรมจักรกัปปวัตนสูตร " ทำให้พระโกณฑัณญะบรรลุโสดาบรรณ และพระพุทธศาสนาจึงมีพระรัตนตรัยครบ 3 ประการ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นครั้งแรก
     บริเวณที่เชื่อว่าพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา ถูกขุดค้นพบและจัดสร้างเป็นสถูปชื่อ ธรรมเมกสถูป เป็นสังเวชนียสถานแห่งที่สองในการเดินทางครั้งนี้  เลยจากบริเวณสถูปออกไป คือบริเวณที่เป็นสวนกวางในปัจจุบัน 
จากนั้นได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์สารนาถที่อยู่ใกล้ๆกันที่นี่มีเสาสิงห์ของพระเจ้าอโศก
มหาราช อันเป็นสัญลักษณ์ของประเทศอินเดียเก็บรักษาอยู่  ถือเป็นไฮไลท์ของพิพิธภัณฑ์นี้  เสาสิงห์อีกต้นเก็บรักษาอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ในโกลกัตตาและที่นี่ยังมีพระพุทธรูปปางปฐมเทศนาที่งดงามที่สุดในโลก และมีพระพุทธรูปที่งดงามอื่นๆ  น่าเสียดายที่ภายในพิพิธภัณฑ์สารนาถห้ามถ่ายรูป เลยไม่มีรูปมาให้ชม

       แล้วเราเดินทางไปชมวัดไทยสารนาถ ที่นี่มีพระพุทธรูปยืนองค์ใหญ่  บริเวณวัดร่มรื่นด้วยหมู่แมกไม้ โดยเฉพาะต้นสาละ  แห่งสุดท้ายที่เราไปชมในเมืองสารนาถ คือ สถูปเจาคันธี (Chaukhandi Stupa) เป็นสถานที่พระพุทธเจ้าได้พบกับปํญจวัคคีย์ทั้งห้าภายหลังจากที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว  ในศิลาจารึกที่ขุดพบ ระบุว่าพระถังซัมจั๋งก็เคยเสด็จมาที่นี่  สถูปตั้งอยู่ยนเนินดินสูง

 
ธรรมเมกสถูป สังเวขนียสถานแห่งที่สอง สถานที่ทรงแสดงปฐมเทศนา    
  
ธรรมเมกสถูปและบริเวณโดยรอบ
  
หลายมุมของธรรมเมกสถูป
  

  

  
ร้านค้าหน้าพระเจดีย์


วัดไทยสารนาถ
  
พระพุทธรูปที่วัดไทยสารนาถ
  
มุมหนึ่งของวัดไทยสารนาถ                                                                บริเวณร่มรื่นที่วัดไทยสารนาถ
  
ดอกไม้สวยที่วัดไทยสารนาถ
  
สถูปเจาคันธี สถานที่พระพุทธเจ้าพบกับปัญจวัคคีย์ครั้งแรก
  
วิวมองจากยอดบนสถูปเจาคันธี                                                          รถแอมบาสเดอร์ รถยนต์สัญลักษณ์ของอินเดีย
  
รถโค๊ช 12 ที่นั่งยี่ห้อ FORCE ของอินเดียที่ใช้ในการเดินทาง                 รูปแถม อีกมุมสวยของพระพุทธรูปที่วัดไทยสารนาถ
 
กุสินารา สถานที่ปรินิพพาน  สังเวชนียสถานแห่งที่สาม      

มงคล  วัชรางค์กุล

     นั่งรถจากเมืองพาราณสีมาเมืองกุสินาราใช้เวลาเดินทางนาน 5 ชั่วโมง บนถนนที่ไม่ถือว่าเลวร้ายนัก ได้ชมวิวทิวทัศน์ของรัฐอุตตรประเทศ เห็นวิถีชีวิตชนบทอินเดียอันเรียบง่าย ใกล้ชิดธรรมชาติอย่างแท้จริง บางแห่งจะเห็นชาวบ้านเอาขี้วัวแผ่เป็นแผ่นกลมแบนๆ ตากไว้ตามผนังบ้าน หรือตามโคนต้นไม้ เอาไว้ใช้เป็นเขื้อเพลิงจุดไฟ
     บางแห่งเป็นตลาดอยู่่ริมถนน ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อขายกันเนืองแน่น ทำให้รถเคลื่อนตัวได้ช้าลง  การเดินทางบนท้องถนนอินเดียปัจจุบันนี้สะดวกสบายขึ้นมาก ไม่ต้องแวะยิงกระต่ายหรือเด็ดดอกไม้ข้างทาง ใช้ท้องทุ่งอันกว้างใหญ่ไพศาลริมทางเป็นห้องสุขาเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว เพราะเดี๋ยวนี้ในแต่ละเส้นทางสู่สังเวชนียสถานแต่ละแห่ง จะมีจุดแวะพักรถประเภทโรงเตี๊ยม หรือปั๊มน้ำมันที่มีห้องสุขาให้ปลดทุกข์ได้ตามสมควรแก่อัตภาพ   เมื่อตอนที่มาถึงเมืองกุสินารา อากาศหนาวเย็นนัก มีหมอกปกคลุมอยู่โดยรอบ แต่อาหารอุ่นในภัตตาคารของโรงแรม ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นขึ้นมาก แล้วพอถึงตอนได้อาบน้ำอุ่น ช่วยสลัดความเมื่อยล้าจากการเดินทางให้มลายไป พอหัวถึงหมอนในห้องที่อบอุ่นด้วยฮีทเตอร์ เราก็นิทราสุขสมหลังอาหารเช้า เราเดินทางฝ่าสายหมอกและอากาศหนาวเย็นยามเช้าไปยังสาลวโนทยาน สถานที่เสด็จปรินิพพาน อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่สามในการเดินทางครั้งนี้
     ยังเช้าอยู่มาก ประตูทางเข้ายังไม่เปิดเลย เราจึงเป็นพวกแรกที่มาถึงของวันนี้ และได้เดินเข้าสู่ปรินิพพานวิหารอันเงียบสงบ พวกเรากราบพระพุทธรูปปางปรินิพพานองค์ใหญ่ อายุ 1900 ปี แล้วพากันเดินจงกลม ทำสมาธิรอบองค์พระพุทธรูป 3 รอบ แล้วพวกเราก็ทยอยเข้ากราบอธิษฐานที่ฝ่าพระบาทของพระพุทธรูปทีละคน  วินาทีที่ก้มกราบอธิษฐานที่ฝ่าพระบาทของพระพุทธรูปปางปรินิพพานนั้น ดวงจิตเต็มเปี่ยมไปด้วยความปิติ ซาบซึ้ง โสมมนัส เต็มตื้นใจจนมิอาจพรรณาได้ เป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ล้ำเลอค่าเป็นที่สุด
     แล้วเราพากันเดินอธิษฐานรอบปรินิพพานสถูปอีก 3 รอบ ตัวสถูปสร้างเป็นรูปทรงบาตรคว่ำขนาดสูงใหญ่ ยอดบนสุดมีมีฉัตร 3 ชั้นประดิษฐานอยู่  ฉัตรนี้เคยพังลงมาเมื่อปี 2506 แต่ปัจจุบันบูรณะให้ดีดังเดิมแล้ว

        แล้วเราเดินทางต่อไปยังมกฏพันธเจดีย์ที่อยู่ไม่ห่างกันนัก สถานที่นี้เป็นที่ถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธเจ้า พวกเราเดินอธิษฐานรอบพระเจดีย์ 3 รอบ แล้วก้มกราบอธิษฐาน รู้สึกเศร้าสลดใจในการจากไปขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ทุกสิ่งล้วนเป็นอนิจจัง มีเกิด มีดับ มิเว้นแม้แต่องค์พระพุทธเจ้า  ถึงแม้องค์พระพุทธเจ้าจะจากไป แต่พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ไม่เคยจากไป ยังส่องสว่างนำทางชาวพุทธทั่วทั้งโลก
        แห่งสุดท้ายที่เราไปเยี่ยมชมในกุสินารา คือ “วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์” ชื่อวัดนี้เป็นชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ  วัดไทยกุสินาราฯเป็นวัดไทยนอกประเทศไทยที่ใหญ่ที่สุดในโลก สร้างได้โออ่า สวยงามมาก โดยไม่เคยแจกซองเรี่ยไรสร้างวัดในเมืองไทยแม้แต่ซองเดียว เงินสร้างวัดมาจากเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาที่ได้มาทำบุญถึงกุสินาราล้วนๆ  พระอุโบสถออกแบบได้งดงามที่สุด เป็นฝีมือออกแบบของ อ.วนิดา พึ่งสุนทร ศิลปินแห่งชาติ อ.วนิดาบินมาดูแลการก่อสร้างหลายครั้ง กระเบื้องมุงหลังคาอุโบสถ ขนขึ้นเครื่องบินมาจากเมืองไทย พระประธานในโบสถ นำช่างไทยจากบ้าบช่างหล่อ มาหล่อสร้างที่กุสินารา  ที่ใกล้กับพระอุโบสถมีพระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ ที่พระราชทานจากพระเจ้าอยู่หัวฯ พระเจดีย์นี้งดงามยิ่งนัก พระบรมสารีริกธาตุนี้เป็นพระบรมสารีริกธาตุที่อินเดียมอบให้พระเจ้าอยู่หัวรัขกาลที่ 5 พระปิยะมหาราช แล้วพระเจ้าอยู่หัวฯพระราชทานกลับให้มาสู่อินเดียอีกครั้ง 
     เล่ากันว่า พระเจ้าอยู่หัวฯทรงตักพระบรมสารีริกธาตุใส่ผอบด้วยพระองค์เอง พระราชทานพระบรมสารีริกธาตุมาให้ 2 องค์ แต่เมื่ออัญเชิญมาถึงวัด เปิดผอบออกมา มีพระบรมสารีริกธาตุเพิ่มเป็น 8 องค์ และปัจจุบัน พระบรมสารีริกธาตุที่เห็นอยู่ในผอบครอบแก้ว มีอยู่ 9 องค์ เป็นเม็ดกลมสีขาว  ที่ด้านล่างของพระบรมสารีริกธาตุ มี ”เส้นพระเจ้า” (เส้นผม) ของพระเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งทรงผนวช พระราชทานมาเช่นกัน
     ที่อีกด้านมีศาลาประทับที่สมเด็จพระเทพฯเคยเสด็จมาประทับ และในอีกอาคารมีห้องทรงงานของสมเด็จพระเทพฯ พร้อมด้วยขุดเครื่องเสวยเก็บรักษาไว้  จุดเด่นอีกอย่างของวัดไทยกุสินาราฯคือ การจัดสร้างคลินิครักษาพยาบาลคนพื้นเมือง สมัยก่อนเรียกว่าคลินิค 8 รูปี คิดค่ารักษาพยาบาล 8 รูปี แต่ถ้าใครไม่มีจ่ายก็รักษาให้ฟรี เป็นที่ชื่นชมในหมู่ชาวฮินดูที่อยู่รอบวัด ตลอดจนทั้งเมืองกุสินารา เดี๋ยวนี้คลินิคเป็นตัวอาคารใหญ่โต มีรถพยาบาลที่คนไทยร่วมกันบริจาคให้บริการชาวฮินดูอยู่ด้วย  วัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง

 
หมอกที่ถนนเหงากุสินารา                                                                   สาลวโนทยาน สังเวชนียสถานแห่งที่สาม
  
สาละคู่หน้าสาลวโนทยาน ปรากฏอยู่ตามตำนาน                                   พระพุทธรูปปางปรินิพพาน
  
                                                                                             กราบฝ่าพระบาทพระพุทธรูปปางปรินิพพาน
  
มกุฏพันธ์เจดีย์ สถานที่ถวายพระเพลิงพระสรีรังคารของพระพุทธเจ้า
  
ร้านขายของที่ระลึกหน้าสังเวชนียสถาน                                               แจกขนมให้เด็กยากจน เด็กทุกคนเป็นเหา
  
หนูน้อยหิ้วปิ่นโตไปโรงเรียน                                                                บนเส้นทางสู่อนาคต
  
รถเข็นขายผลไม้ ที่เห็นบนรถ หวานอร่อยทุกอย่าง                                 เช้าวันหนึ่งที่กุสินารา

 
ประตูวัดไทยกุสินาราเฉลิมราชย์                                                          พระอุโบสถอันงดงาม
  
                                                                                                       พระประธานวัดไทยกุสินาราฯ
  
พระเจดีย์ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ
  
                                                                           ตู้ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและเส้นพระเจ้า เจดีย์สีขาวอันบนบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
  
ร้านขายหนังสือและของที่ระลึกในวัด ไม่มีคนเฝ้าใครซื้อใส่กล่องตามราคา  รูปหมอชีวกโกมารฑัต
  
กาเครื่องเสวยสมเด็จพระเทพฯ เก็บรักษาไว้พร้อมชุดเครื่องเสวยเมื่อเสด็จที่วัด             ศาลาที่ประทับของสมเด็จพระเทพฯ
  
แด่ทหารกล้าของชาติดอกปับปี้บานที่วัดไทยกุสินารา                             สถานพยาบาลวัดไทยกุสินาราฯ เห็นรถพยาบาลจอดอยู่
  
วัดพม่า งดงามไม่น้อย                                                                       รูปแถม แขกขายขนม

ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติ สังเวชนียสถานแห่งที่สี่

มงคล วัชรางค์กุล

     ออกเดินทางจากกุสินาราหลังอาหารมื้อกลางวัน วิ่งไปตามทางหลวงที่ผ่านหัวเมืองต่างๆ ทั้งเมืองที่เป็นชุมชนใหญ่ หรือหมู่บ้านเล็กบ้านน้อย บางครั้งถนนพาผ่านไปในท้องทุ่งมัสตาร์ดอันกว้างใหญ่ไพศาล เห็นดอกมัสตาร์ดสีเหลืองชูช่อสว่างไสว  ท้องทุ่งอินเดียมีผลผลิต 2 อย่าง อย่างแรกปลูกข้าว เป็นข้าวพันธุ์เวปปาจี ที่อินเดียคุยว่าเป็นข้าวสายพันธุ์ดืที่สุดในโลก แต่ที่เห็นเป็นส่วนมากในการเดินทางเที่ยวนี้คือ ทุ่งมัสตาร์ด ตอนที่มัสตาร์ดออกดอก จะเป็นสีเหลืองอร่ามไปทั้งท้องทุ่ง สวยงามมาก
     บนช่วงหนึ่งของเส้นทาง มีทางรถไฟตัดผ่าน พอดีรถเราถูกไม้กั้นในจังหวะที่ขบวนรถไฟผ่านมาพอดี จึงได้เห็นรถไฟอินเดียกันครานี้ เป็นรถไฟธรรมดา ไม่มีตู้นอนในขบวน และไม่ยักมีผู้โดยสารนั่งบนหลังคาอย่างที่บางคนจินตนาการไว้  นั่งรถกันมานานเกือบ 5 ชั่วโมง เราก็เริ่มเข้าสู่บริเวณชายแดนอินเดีย-เนปาล ก่อนถึงจุดผ่านแดนจะมีร้านอาหารชื่อร้าน 960 เป็นสาขาของวัดไทยกุสินาราฯ จัดร้านได้สวยงาม ห้องน้ำสะอาดมาก บรรยากาศร่มรื่นด้วยพุ่มไม้โดยรอบ มีมุมกาแฟให้คนเดินทางหยิบชงบริการตัวเอง ส่วนราคานั้นแล้วแต่ผู้บริโภคจะทำบุญใส่กล่องบริจาค  เสียดายที่เราไม่ได้สั่งอาหารไว้ล่วงหน้า และตอนนั้นแม่ครัวไม่อยู่ ออกไปธุระข้างนอก เราเลยพลาดอาหารไทยมื้ออร่อยที่โหยหา  แต่ก็ได้สั่งไว้สำหรับมื้อกลางวันวันพรุ่งนี้แทน 
     บริเวณชายแดน สองฝั่งถนนด้านอินเดียจะเป็นร้านค้าอยู่เรียงราย ขายสินค้าทุกประเภท ทั้งเสื้อผ้า แพรพรรณ อาหารขบเคี้ยว ร้านขายยา ร้านโชห่วยต่างๆ คนที่เดินจับจ่ายซื้อของน่าจะเป็นคนเนปาลเกือบทั้งหมด ที่ข้ามแดนมาซื้อของ แล้วก็เดินกลับไป  บริเวณแดนต่อแดน ไม่มีไม้กั้นอาณาเขตแต่อย่างใด มีเพียงห้องทำงานของหน่วยตรวจคนเข้าเมืองอินเดียตั้งอยู่ เป็นห้องเล็กๆห้องเดียว ส่วนของฝั่งเนปาลก็มีสภาพไม่ต่างกัน
     เย็นย่ำค่ำแล้ว เมื่อเราเสร็จงานตรวจลงตราหนังสือเดินทางทั้งทางฝั่งอินเดียและฝั่งเนปาล โดยผู้เดินทางนั่งรออยู่ในรถ ไม่ต้องลงไปแสดงตัวแต่อย่างใด แน่นอนต้องมีค่าอำนวยความสะดวกจ่ายใต้โต๊ะทั้งสองฝั่ง  อาหารเย็นที่ภัตตาคารในโรงแรม ทำไข่ทอดได้เหมือนฝีมือพ่อครัวไทย แสดงว่าต้อนรับผู้แสวงบุญชาวไทยมานาน จนถ่ายทอดวัฒนธรรมอาหารได้ครบถ้วน อากาศภายนอกอาคารหนาวมาก แต่ภายในห้องอบอุ่นสบายด้วยฮีทเตอร์ ยิ่งได้อาบน้ำอุ่นก่อนนอน แล้วลูบไล้ตัวด้วยครีมทาผิว กันน้ำระเหยออกจากผิว เวลากลับมาเมืองไทยผิวจะได้ไม่ลอกตกสะเก็ด แล้วเราก็นอนหลับสบายภายใต้ผ้านวมอบอุ่น
     หลังอาหารเช้าวันรุ่งขึ้น เราออกเดินทางไปยังลุมพินีวัน เมืองเล็กแห่งนี้ยังไม่ตื่น ร้านรวงยังปิดสนิท ตามธรรมเนียมแขกทั่วไปร้านค้าจะเปิดหลังสิบโมงเช้า สายหมอกยังอ้อยอิ่งปกคลุมไปทั่ว ถนนในเมืองค่อนข้างเล็กแคบ แต่รถเราก็วิ่งไปได้สบาย เพราะไม่มีรถคันอื่นสวนมาเลย  รถไปจอดส่งบริเวณต้นทางสู่ลุมพินีวัน แล้วเราต้องเดินต่อไป ผ่านบริเวณคลองตัดใหม่ที่ทางน้ำจะนำไปสู่วัดญี่ปุ่น แต่เราเดินสวนไปคนละทาง สู่บริเวณที่กำลังตัดถนนและก่อสร้างพระพุทธรูปพิมพ์พระกุมารทรงประสูติ ที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นแม่งานใหญ่
     เดินกันมาไกลร่วมหนึ่งกิโลเมตร จึงบรรลุสู่ลุมพินีวัน อันเป็นสังเวชนียสถานแห่งที่สี่ในการเดินทางครั้งนี้ ในระหว่างทางได้พบกับพระสุจิต พระที่วัดไทยลุมพินีพาคุณโยมท่านหนึ่งมานมัสการสถานที่ประสูติ พวกเราจึงได้ร่วมขบวนไปกับพระสุจิตที่ท่านได้บรรยายความอันหลากหลายดังนี้
     เมื่อพระนางสิริมหามายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธธนะทรงพระครรภ์ใกล้กำหนดคลอด จึงเดินทางจากกรุงกบิลพัสดิ์กลับมายังลุมพินีวันอันเป็นบ้านเกิด ระหว่างทางทรงเจ็บพระครรภ์และให้กำเนิดพระกุมาร ณ บริเวณสถานที่ขุดพบเป็นมหาวิหารมายาเทวีในปัจจุบัน  มหาวิหารมายาเทวีก่อเป็นอาคารสีขาว ภายในครอบคลุมพื้นที่โบราณสถานเอาไว้ วันที่พวกเราเข้าไปชม ยังมีนักโบราณคดีชาวอังกฤษหลายคนกำลังขุดค้นอยู่ ภายในมหาวิหารห้ามถ่ายภาพ มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลอย่างเข้มงวด ทางเดินในวิหารพาเดินวนเป็นรูปสี่เหลี่ยม นำไปสู่บริเวณที่พระพุทธเจ้าทรงประสูติ ทำเป็นรูปหินแกะสลัก  เป็นภาพประสูติกาลของเจ้าชายสิทธัตถะ ทรงประสูติเมื่อวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีจอ ก่อนพุทธศักราช 80 ปี  ซึ่งว่ากันว่า พระโพธิสัตว์กุมารทรงมีร่างกายเช่นเดียวกับมนุษย์เพศชายทั้งหลาย แต่ทรงมีลักษณะของผู้มีบุญอันยิ่งใหญ่ที่เรียกว่า “ มหาบุรุษ ” หลังประสูติจากพระครรภ์พระมารดาก็ทรงย่างพระบาทไป 7 ก้าว แล้วทรงประกาศว่า  “ เราคือผู้เลิศสุดในโลกนี้ เราคือผู้เจริญสุดในโลกนี้ เราคือผู้ประเสริฐสุดในโลกนี้ ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา เราจะไม่เกิดอีก ”
     ที่พื้นตรงสุดปลายทางเดินใต้ภาพหินแกะสลัก เป็นรอยพระบาทพระกุมารที่ทรงย่างก้าวครั้งแรกอยู่บนแผ่นหิน มีกรอบกระจกบังกั้นไว้ พวกเราผลัดกันเข้าไปกราบนมัสการรอยพระบาท แล้วความเต็มตื้นก็เปี่ยมล้นในหัวใจ  คุณสุพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตกงสุลใหญ่ไทย ณ นครกัลกัตตา อินเดีย  เล่าถึงเหตุการณ์ที่นำเสด็จสมเด็จพระสังฆราชฯ มานมัสการสังเวชนียสถานเมื่อสิบปีที่แล้ว เป็นการเสด็จครั้งที่สามของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่พระชันษา 89 ปี คุณสุพจน์เล่าว่า เมื่อสมเด็จพระสังฆราชฯทรงกราบนมัสการสถานที่ประสูติที่เป็นสังเวชนียสถานแห่งสุดท้ายที่เสด็จนมัสการ แล้วน้ำพระเนตรของพระองค์ท่านก็ไหลนองเป็นทาง  ความรู้สึกเต็มตื้น ปลื้มปิติเป็นเข่นนี้เอง

     หลังจากกราบนมัสการรอยพระบาทพระกุมารแล้ว พวกเรามานั่งเรียงแถวชิดกำแพงบริเวณใกล้ๆที่ประสูติ พระสุจิตนำสวดมนต์ และนั่งสมาธิ แผ่เมตตา ทำให้รู้สึกจิตใจบริสุทธิ์เป็นที่สุด  เดินออกมาด้านหน้าของมหาวิหารมายาเทวี มีเสาอโศกความสูง 22 ฟุต 4 นิ้ว เสาอโศกต้นนี้แตกต่างจากเสาอโศกที่พิพิธภัณฑ์สารนาถ เพราะเสาอโศกต้นนี้ที่หัวเสาเป็นรูปม้า ไม่ใส่รูปสิงห์ ม้าตัวนี้คือม้ากัณฑะกะ ที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงขี่ข้ามกำแพงหนีออกจากวังที่กรุงกบิลพัสดิ์ พระเจ้าอโศกเสด็จมานมัสการสถานที่ประสูติในปีที่ 20 แห่งรัชกาลของพระองค์ หรือประมาณพุทธศตวรรษที่ 3 รวมทั้งทรงให้มีข้อความจารึกอย่างสมบูรณ์ว่าเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า
     เคียงข้างกับมหาวิหารมายาเทวี คือสระโบกขรณี สถานที่พระมารดาทรงลงสรงน้ำ ภายหลังให้กำเนิดพระกุมาร มองไปจากมุมนี้ จะเห็นภาพเงาของมหาวิหารมายาเทวีทอดอยู่ในน้ำสระโบกขรณี แลงดงามยิ่งนัก

 
ท้องทุ่งมัสตาร์ดใกล้เมืองกุสินารา                                                       รถเข็นขายของริมถนน
  
แผงซ่อมรองเท้าข้างทาง                                                                   แผงขายผลไม้
  
        
                                                                                                                             รถไฟอินเดีย
  
                                                                                                     
ตะวันใกล้ชิงพลบที่ชายแดนอินเดีย-เนปาล
  
ทางเดินสู่วิหารมหามายา
  
เส้นทางเดินยาวไกลขนาดไหน ดูกันเอาเอง                สระโบกขรณี                              
  
อีกมุมของวิหารมหามายา เห็นประตูทางออกด้านหลัง                           ซากโบราณสถานมีอยู่ทั่วบริเวณ บางแห่งรอการขุดคุ้ยอยู่                                                                 
  
เสาอโศก                                                               บริเวณก่อสร้างพระพุทธรูปปางประสูติ                                                                             

รูปหมู่หน้าวิหารมหามายา                                                                     
วิหารมหามายากับเงาในสระโบกขรณี                                                  ตัวอย่างห้องน้ำบนเส้นสู่วิหาร        

กรุงกบิลพัสดุ์                           

มงคล   วัชรางค์กุล
               
     ไม่มีชื่อกรุงกบิลพัสดุ์อยู่ในโปรแกรมนำเที่ยวคราวนี้ แต่เมื่อพระสุจิตแนะนำว่าควรจะไปเยี่ยมชม และท่านอาสาจะเป็นผู้นำชม เราจึงตัดสินใจเพิ่มการเที่ยวชมกรุงกบิลพัสดุ์เข้ามา มิใยที่หัวหน้าทัวน์ท้องถิ่น (อินเดีย) คัดค้านว่าจะทำให้การเดินทางสู่เมืองปลายทาง ลัคนาว์น ถึงเอาค่ำมืดดึกดื่นไปอีก
     เราแก้ไขด้วยการโทรศัพท์ยกเลิกอาหารกลางวันที่ร้าน 960  เปลี่ยนเป็นอาหารกล่องนำขึ้นไปกินบนรถแทน ทำให้ได้เวลานั่งกินอาหารกลางวันที่ร้านกลับคืนมาราวหนึ่งชั่วโมง บริหารจัดการเวลาได้ดีพอสมควร
ออกจากลุมพินีวัน เราไปแวะที่วัดไทยลุมพินี ที่นี่โบสถ์ใหม่สร้างเกือบเสร็จแล้ว สวยงามมาก ฝีมืออกแบบของศิลปินแห่งชาติ รศ.ดร.ภิญโญ สุวรรณคีรี  พวกเราแวะทานกาแฟ ขณะรออาจารย์สุจิตฉันเพลอย่างเร่งด่วน ห้องกาแฟเป็นแบบบริการตัวเอง กินเสร็จก็หยอดกล่องทำบุญตามแต่กำลังศรัทธา  แล้วรถก็พาวิ่งไปบนถนนที่แคบเล็กแบบเนปาล เวลามีรถสวนกันก็ค่อนข้างลำบาก ระยะทางยี่สิบกว่ากิโลเมตรจึงใช้เวลาพอสมควร แต่ก็ได้เห็นวิถีชีวิตแบบเนปาลที่แตกต่างจากอินเดียไปบ้าง มองดูเรียบง่าย สบายๆ ไม่เคร่งเครียด ดิ้นรนมากเหมือนในอินเดีย
     กรุงกบิลพัสดุ์ที่เห็น คือเขตโบราณสถานที่ทางการเนปาลขึ้นทะเบียนไว้ เป็นการขุดค้นพบจากการตามร่องรอยจากเสาอโศก และจารึกที่ลุมพินีวัน มีรั้วรอบแสดงอาณาเขต ทำเป็นแนวกำแพงป้อมค่ายเหมือนที่มีมาแต่อดีต โดยนำอิฐเก่าที่ขุดค้นขึ้นมาก่อสร้างในรูปร่างเดิม  บางแห่งเป็นฐานที่อธิบายได้ว่าเป็นซากตัวปราสาทพระราชวัง มีอาคารทหารรักษาการณ์อยู่เคียงข้าง มีทั้งปราสาทด้านหน้าและด้านหลัง  ยังมีซากรั้วกำแพงวังด้านหลังทางทิศใต้ เป็นกำแพงสูงมาก แต่เจ้าชายสิทธัตถะก็ทรงขี่ม้ากัณฑกะกระโดดข้ามไปได้ นั่นเป็นก้าวแรกสู่การหลุดพ้น สละสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง เพื่อตรัสรู้ เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
     เลยจากเขตกรุงกบิลพัสดุ์ออกไปไม่ไกล มีซากโบราณสถานอีก 2-3แห่ง หนึ่งในจำนวนนั้น คืออาศรมพระราหุล พระราชบุตรของเจ้าชายสิทธัตถะ สมัยที่พระราหุลบวชเป็นเณร  มีโบราณสถานแห่งหนึ่ง มีการสร้างศิวลึงค์ไว้กลางอาคาร แสดงให้เห็นว่า พุทธศาสนาได้รับอิทธิพลจากฮินดูมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว และเดินทางใกล้ชิดกันมาตราบจนปัจจุบันสมัย

  
ดอกไม้ที่วัดไทยลุมพินี
  
โบสถ์วัดไทยลุมพินี อยู่ระหว่างการก่อสร้าง                                           บริเวณอาณาเขตกรุงกบิลพัสดุ์
  

  
ฐานซากพระราชวังกรุงกบิลพัสดุ์                                                        ฐานพระราชวังด้านใต้
  
ฐานพระราชวัง และกำแพงด้านใต้ที่เจ้าชายสิทธ้ตถะขี่ม้ากัณฑกะกระโดดข้าม                   แนวกำแพงด้านใต้
  
สถูปเณรราหุล โอรสพระพุทธเจ้า                                                         สถูปที่พระพุทธเจ้าเทศนาโปรดพระราชบิดาและพระราชมารดา
  
ศิวลึงค์กลางสถูปที่พระพุทธเจ้าเทศนาโปรดฯ แสดงให้เห็นการเดินทางมาถึงของศาสนาฮินดู     อีกมุมของสถูป
  
ลายปูนปั้นที่สถูป                                                                               ร้านขายส้มที่เนปาล
  
ร้านค้าในเนปาล

     ทั้งลุมพินีวันและกรุงกบิลพัสดุ์ ต่างได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกจากองค์การยูเนสโก ถือเป็นมรดกโลกในเขตประเทศเนปาล  การได้มาเห็นกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งนี้ เป็นการเติมเต็มภาพพระพุทธประวัติให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ถือเป็นการเดินทางครั้งหนึ่งในชีวิตชาวพุทธที่ทรงคุณค่าแห่งการจดจำอย่างยิ่ง

 

 



 


 

 

 

     
            
 








 


 

 


 

 


 

 

 

 

 

 


 

 

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80