OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : บันทึกท่องเที่ยว
DnnForge - NewsArticles
29

     หลังปีใหม่ 2556 ลูกสาวชวนไปเที่ยวระหว่างวันหยุดสงกรานต์ที่ Mexico และอุทยานแห่งชาติ Yosemite โดยถือโอกาสเยี่ยมหลานสาวซึ่งทำงานอยู่สถานทูตไทยใน Mexico ให้พาเที่ยว ก่อนไป พ่อต้องเตรียมปัจจัยสำหรับเดินทาง ก่อนตกลงกับลูก โชคดีหน่อยที่หุ้น AKR ขึ้นมาพอสมควร ก็เลยขายได้กำไรมา คิดว่าพอค่าใช้จ่ายเที่ยวนี้ จึงบอกตกลงให้ลูกดำเนินการต่อไป เพราะเอกรัฐเป็นสปอนเซอร์ให้แล้ว

ในการเตรียมการไปเที่ยวครั้งนี้ แบ่งหน้าที่กัน โดยลูกสาวคนที่สองเป็นผู้กำหนดตารางเดินทาง จองที่พัก และรถยนต์เพื่อขับเที่ยวที่อเมริกา ลูกสาวคนโตทำหน้าที่เกี่ยวกับพาสปอร์ตและวีซ่าเดินทางของพ่อ

มีเรื่องจะบอกให้รู้ว่าการทำพาสปอร์ตเดี๋ยวนี้เร็วมาก วันเสาร์ก็เปิดบริการครึ่งวัน และในการเดินทางเข้าประเทศ Mexico นั้น ถ้ามีวีซ่าอเมริกาแล้วก็ไม่ต้องทำวีซ่าเข้า Mexico อีก

วันแรก 10 เม.ย. 2556
มาถึงสนามบิน เช็คอิน โหลดกระเป๋า และผ่าน ต.ม. แล้วก็ไปนั่งรอเครื่องออกเดินทาง  ระหว่างนั่งรอก็กินแซนวิชกับน้ำผลไม้ต่างๆ หลังจากนั้นก็ขึ้นเครื่องบิน ออกเดินทางจากสุวรรณภูมิ 6.00 น. โดยสายการบิน Delta Airlines


 
ระหว่างเดินทางนั่งๆ นอนๆ ก็กินอาหาร 2 มื้อ ประมาณ 5 ชั่วโมง เครื่องบินก็ลงจอดที่นาริตะ รู้สึกอยากเข้าห้องน้ำ ลูกสาวบอกให้เดินหาส้วมที่มีเครื่องหมายก้นและสเปรย์น้ำ จะรู้สึกเหมือนอยู่บ้าน

 

     จากนั้นก็เปลี่ยนเครื่องและเดินทางต่อมาอีกประมาณ 9 ชั่วโมง เครื่องจอดที่ซานฟรานซิสโก แล้วก็เปลี่ยนเครื่องเป็นสายการบิน United เพื่อเดินทางต่อมายัง Mexico รวมระยะเวลาเดินทางและพักระหว่างทางประมาณ 25 ชั่วโมง มาถึง Mexico ประมาณ 1 ทุ่ม (เวลาช้ากว่าประเทศไทย 12 ชั่วโมง)

Mexico เป็นประเทศที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน ก่อนที่จะถูกยึดครองโดยสเปนในปี ค.ศ. 1519 และได้รับอิสรภาพในปี ค.ศ. 1821 ซึ่งหลังจากนั้นมา ก็มีการแย่งอำนาจการปกครองกันอย่างต่อเนื่อง การปกครองประเทศก็อ่อนแอ รัฐเท็กซัสจึงฉวยโอกาสประกาศแยกตัวเป็นอิสระจาก Mexico ไปอยู่กับสหรัฐอเมริกา เป็นเหตุให้เกิดสงคราม Mexican War ขึ้น ซึ่งสงครามนี้ ทำให้ Mexico ต้องสูญเสียดินแดนในปกครองให้กับสหรัฐอเมริกาเป็นจำนวนมาก เช่น ยูท่าห์ เท็กซัส เนวาดา แคลิฟอร์เนีย นิวเม็กซิโก และโคโรลาโด เป็นต้น  ในราคาเพียง 15 ล้านเหรียญเท่านั้น

ปัจจุบัน Mexico มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า สหรัฐเม็กซิโก (The United Mexican States) มีรัฐรวม 31 รัฐ กับอีกหนึ่งเขตปกครองพิเศษ มีเมืองหลวงชื่อ เม็กซิโกซิตี้ มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยแบบสหพันธรัฐ มีประธานาธิบดีเป็นประมุขของประเทศและเป็นหัวหน้ารัฐบาล มาจากการเลือกตั้ง อยู่ในตำแหน่งคราวละ 6 ปี

ข้อมูลคร่าวๆ เท่านี้ก่อน ต้องนอนพักผ่อน ทั้งหมดนี้ เตรียมให้ลูกสาวพิมพ์ให้ เพราะถ้าทำเอง คงจิ้มทั้งวัน หมดแรงก่อน

พรุ่งนี้หลานสาวจะพานั่งรถเที่ยวทั่วเมือง
 
วันที่ 11 เม.ย. 2556

     ตื่นเช้าที่ Mexico City ยังไม่คุ้นเคยกับเวลาที่เปลี่ยนแปลง ยังคงมีอาการคล้ายคนนอนไม่พอ กินข้าวเช้าแล้ว หลานสาวพาเที่ยวโดยนั่งรถทัวร์รอบเมือง ตีตั๋วครั้งเดียว คนละ 140 เปโซ เที่ยวได้ทั้งวัน แวะตามที่ต่างๆ ส่วนมากจะเดินเที่ยวและถ่ายรูป กลับมาถึงที่พักประมาณ 6 โมงเย็น เพลียจนขอนอนหลับพักก่อน 2 ชั่วโมง ตื่นมาจำรายละเอียดที่เที่ยวไม่ได้ทั้งหมด บอกให้หลานสาวเขียนสถานที่เที่ยวและส่งรูปประกอบมาด้วย ดังนั้น เรื่องเล่าและรูปถ่ายวันนี้ มาจากหลานสาว (จ๋า) และลูกสาว (ไผ่)

เช้า ออกจากที่พักเพื่อไปขึ้นรถทัวร์ Turibus เป็นรถสองชั้น ด้านบนเปิดโล่ง  นั่งรถผ่านถนน Reforma ซึ่งเป็นถนนเส้นหลักของเมือง คล้ายๆ ราชดำเนิน ซึ่งมีอนุสาวรีย์สำคัญต่างๆ เช่น Angel สร้างในโอกาสครบรอบ 100 ปี ที่เม็กซิโกได้รับอิสรภาพ



และมีตึกสำคัญๆ เช่น ตึก Torre Mayor ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในเม็กซิโก และตึกตลาดหลักทรัพย์ของเม็กซิโก เป็นต้น  จากนั้น รถก็แล่นต่อไปย่านร้านอาหาร คือ ย่าน Condesa และย่าน Roma โดย Condesa จะมีสวนสาธารณะชื่อสวน Mexico และสวน Spain

ที่ย่าน Roma ได้แวะถ่ายรูปที่อนุสาวรีย์ Cibeles ที่ได้เป็นของขวัญมาจากสเปน โดยจำลองมาจากอนุสาวรีย์ในสเปน ซึ่งอนุสาวรีย์ Cibeles นี้จะเป็นที่ที่ชาวสเปนในเม็กซิโกจะมารวมตัวกันเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสสำคัญต่างๆ เช่น ชนะฟุตบอล



ต่อมา ก็ไปย่านเมืองเก่า Centro Historico ผ่านอนุสาวรีย์ Benito Juarez (รถจอดให้ถ่ายรูป)



อนุสาวรีย์นี้ ตั้งอยู่ในสวนสาธารณะแห่งแรกในเม็กซิโก ชื่อ Alameda ที่สร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ชาวสเปนเข้ามาถึงเม็กซิโกใหม่ๆ คือเมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว

ติดกับสวน จะเป็นโรงละครแห่งชาติ ชื่อ Bellas Artes เป็นตึดสไตล์อิตาเลียนสีขาว (คล้ายๆ กับ Opera House ที่ปารีส)



นั่งรถต่อไปจนถึงจตุรัสกลางเมือง หรือ Zocalo และเข้าชมสถานที่สำคัญ 2 แห่ง คือ
1. ทำเนียบประธานาธิบดี (Palacio Nacional) ซึ่งเปิดให้เข้าชมได้ โดยจะมีจุดเด่นก็คือภาพวาดฝาผนังของ Diego Riviera ที่เล่าถึงประวัติของเม็กซิโกตั้งแต่สมัยชาว Aztec ก่อนที่สเปนจะเข้ามายึดครอง มาจนถึงการสู้รบ การประกาศอิสรภาพ และสงครามแย่งชิงดินแดนกับอเมริกา โดยทำเนียบประธานาธิบดีนี้ เข้าใจกันว่าสร้างทับปราสาทของจักรพรรดิ Moctezuma ของอาณาจักร Aztec



2. โบสถ์ Catedral Metropolitana เป็นโบสถ์สำคัญของเมือง ซึ่งสร้างทับวัดเก่าของชาว Aztec เช่นกัน



วันนี้ รับประทานอาหารกลางวันที่ร้าน El Cardinal อร่อยมาก

 

 

 



จากนั้นก็เดินบนถนนใจกลางเมือง มาแวะพักกินไอศกรีมโยเกิร์ตที่ร้าน Yogurt Land (วันพฤหัส ซื้อ 2 แถม 1)

พักเติมพลังกันแล้ว ก็ขึ้นรถ Turibus ต่อไปยัง Templo Mayor เป็นซากปรักหักพังของวัดเก่าของชาว Aztec (จริงๆ แล้วก็อยู่ใกล้ๆ โบสถ์กับทำเนียบประธานาธิบดี แต่หมดแรง ต้องพักทานข้าวก่อน)



 

 

เที่ยว Templo Mayor เสร็จ ก็ขึ้น Turibus ต่อ ระหว่างทาง มีพิพิธภัณฑ์ Soumaya ของนาย Carlos Slim ซึ่งเป็นเศรษฐีชาว Mexican ที่รวยที่สุดในโลก เป็นตึกรูปทรงทันสมัย จากนั้นก็ลงรถ Turibus แล้วขึ้น Taxi กลับเข้าที่พัก

ถึงที่พักประมาณ 6 โมง ทุกคนหมดสภาพ หลับสนิท.. 
 
12 เม.ย. 2556

     เช้านี้สดชื่นขึ้นมาบ้าง วันนี้ไปเที่ยวตลาดน้ำ Xochimilco ซึ่งเป็นคำในภาษาโบราณสมัย Aztec แปลว่าที่ปลูกดอกไม้ ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกตั้งแต่ปี 1987แล้ว

เดินทางโดยเช่า Taxi ไปกลับ ใช้เวลาเดินทางจากที่พักประมาณ 40 นาที พอไปถึงจะลงเรือ ถูกเรียกราคาครั้งแรก 800 เปโซ เราไม่ตกลง ราคาจึงลดเหลือ 350 เปโซ (ค่าเงิน 1 เปโซ เท่ากับ 2.30 บาท)

พอลงเรือได้ คนพายก็ดึงไม้ออกมาค้ำถ่อไป น้ำสกปรกมาก จนคิดว่า UNESCO น่าจะมาถอดออกจากมรดกโลกเสีย แต่พอบ่นว่าน้ำสกปรก นายท้ายผู้ค้ำถ่อก็หยุดถ่อ นั่งลงเอามือวักน้ำให้ดูแล้วบอกว่า น้ำยังใสอยู่ ที่เห็นว่าดำ เพราะด้านล่างเป็นดิน

ระหว่างนั่งเรือ มีเรือดนตรีมาเทียบข้าง ดูสนุกสนานดี เสนอราคาเพลงละ 100 สุดท้ายต่อรองราคาได้ 2 เพลง 120 เปโซ

จากนั้นแวะร้านขายต้นไม้ริมคลอง ซื้อต้นไม้ได้ต้นมะลิ 1 ต้น พร้อมกระถาง หลานสาวพอใจมาก ราคาเพียง 150 เปโซ

ลงเรือต่อ คนถ่อเรือบอกว่าหมดเวลา ถ้าไปต่อจะต้องจ่ายเพิ่ม แต่คิดเพียงชั่วโมงละ 300 เปโซ เราไม่ตกลง จึงถ่อเรือกลับ กลับมาถึงต้องจ่ายค่าทิปคนถ่ออีก 100 เปโซ

จากนั้นก็ขึ้น Taxi กลับ ค่ารถ 500 ค่าจอดรถ 35 รวมค่าทิปให้ไป 600 เปโซ 

เล่าให้ฟังเรื่องราคาเป็นเครื่องเตือนให้เพื่อนรู้ว่า มาเที่ยว ควรจะมีข้อมูลต่างๆ พอสมควร และถ้ารู้ภาษาท้องถิ่นด้วย จะเที่ยวได้อย่างสบายใจมากขึ้น

กินอาหารทุกมื้อ ราคาที่ร้านอาหารไม่มีเซอร์วิสชาร์จ แต่เป็นธรรมเนียม ควรจะทิปให้ไม่น้อยกว่า 10%

กลับมาถึง ก็มาทานข้าวที่ร้าน La Casa del Pastor แปลว่าร้านบ้านหมูแดง มีหมูแดงที่อร่อยเหมือนกับเมืองไทย

ตอนบ่ายไปที่พิพิธภัณฑ์โบราณ Museo Nacional de Anthropologia มีวัตถุโบราณ เครื่องมือเครื่องใช้โบราณ ยุคสมัยก่อนประวัติศาสตร์ ยุคอาณาจักร Aztec และยุคอาณาจักรมายา

 

 

ตอนต่อไปจะเป็นตอนเที่ยวพีระมิดพระอาทิตย์ และพีระมิดพระจันทร์

13 เม.ย. 2556

     สวัสดีวันสงกรานต์เพื่อนๆ ทุกคน เช้าวันนี้ได้ไปเที่ยวเมือง Teotihuacan ซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณ สร้างมาตั้งแต่สมัยก่อนคริสตกาล และมีความรุ่งเรืองอยู่ประมาณ 700 ปี ตั้งแต่ศตวรรษที่ 1 - 7 มีที่ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเม็กซิโกซิตี้ในปัจจุบัน

Teotihuacan ในภาษาพื้นเมืองแปลว่า เมืองของพระเจ้า ปัจจุบัน Teotihuacan เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของเม็กซิโก มีโบราณสถานสำคัญ คือ พีระมิดสุริยัน (พระอาทิตย์) พีระมิดจันทรา (พระจันทร์) และวิหารงู ตั้งเรียงกันอยู่ในแนวถนนที่เรียกว่า ถนนมรณะ

ที่เห็นเป็นภูเขาไกลๆ นั่น คือพีระมิดพระอาทิตย์



ที่พีระมิดพระอาทิตย์ เดินขึ้นบันไดทั้งหมดมี 6 ชานพัก เดินนับขั้นบันไดรวมได้เกือบ 200 ขั้น เดินไปพักไปทุกชานพัก พอไปถึงชั้นบนสุด สาวๆ ก็ถ่ายรูปกันเป็นที่รื่นเริง ไหนๆ ก็มาถึงพีระมิดแห่งพระอาทิตย์แล้ว ก็น่าจะถือโอกาสรับพลังสุริยะสักหน่อย


จากพีระมิดพระอาทิตย์ก็มองเห็นพีระมิดพระจันทร์อยู่ไกลๆ



เกี่ยวกับประวัติศาสตร์การสร้างพีระมิดทั้งสองนั้น คาดว่าเกี่ยวข้องกับตำนานความเชื่อของชาว Teotihuacan ที่เล่าว่า ในวันหนึ่งได้เกิดสุริยคราสขึ้น โลกมืดมิด ไร้แสงสว่าง พระเจ้าสององค์คือ พระเจ้ารวยและพระเจ้าจน จึงได้สละชีพกลายเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ที่กลับมาให้แสงสว่างแก่โลกมนุษย์อีกครั้ง ชาว Teotihuacan จึงได้สร้างพีระมิดทั้งสองเพื่อถวายให้แก่พระเจ้าทั้งสององค์นั้น

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่า เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์อาเพศเช่นนี้อีก มนุษย์ก็จะต้องยอมพลีชีพเพื่อถวายแก่พระเจ้ารวยและพระเจ้าจนอย่างสม่ำเสมอเช่นกัน จึงเป็นที่มาของพิธีกรรมการบูชายัญด้วยมนุษย์ อันถือเป็นเกียรติอันสูงส่งสำหรับผู้ที่ยอมสละชีพนั้น ซึ่งในการบูชายัญนี้จะทำขึ้นด้านหน้าวิหารงู ที่เป็นลานกว้างสำหรับเล่นกีฬา "ฟุตบอลลอดห่วง" หรือ Pelota ของชาว Teotihuacan เมื่อได้ทีมที่ชนะแล้ว ผู้ชนะก็จะเดินขึ้นสู่แท่นบูชายัญเพื่อสังเวยชีวิตของตนให้กับพระเจ้า ถือเป็นเกียรติที่ให้สำหรับผู้ชนะเท่านั้น (ตามที่ Charlie คนขับรถเล่าให้ฟัง)

ด้านหลังเป็นวิหารงูและแท่นบูชายัญ แต่เดินไปไม่ถึง หยุดถ่ายรูปแค่ตรงนี้พอ



เหนื่อยพอสมควร ก็เดินทางกลับเข้า Mexico City เพื่อไปทานอาหารกลางวันในย่าน Coyoacan ซึ่งเป็นที่ที่จะไปชมพิพิธภัณฑ์บ้านของ Frida Kahlo
ร้านอาหารที่ไปทานวันนี้ ชื่อร้าน La Coyoacana อาหารอร่อยมาก ทางร้านแนะนำ "ขาหมูครก" ซึ่งพอยกมาถึง ผมรีบพูดเลยว่าผมเป็นอิสลาม เพราะหนังหมูน่ากลัวมาก แต่พอหันไปเห็นคนขับรถที่ให้มานั่งกินด้วยกัน กินไปคำแรก รู้เลยว่าพอใจมาก ก็เลยกลับมาเป็นพุทธ และกินอย่างเอร็ดอร่อย



พอทานเสร็จ ก็ไปเที่ยวต่อ โดยไปชมบ้านของศิลปินชื่อดังของเม็กซิโก Diego Rivera และ Frida Kahlo ดังจนทั้งคู่สามี-ภรรยามาอยู่บนธนบัตร 500 เปโซ



ค่าตั๋วเข้าชมคนละ 80 เปโซ แต่คนสูงวัยเกิน 60 ปี เสียเพียง 15 เปโซเท่านั้น เป็นสิทธิพิเศษสำหรับคนแก่ แถมยังไม่เช็คอายุในพาสปอร์ตด้วย แค่ยื่นหน้าให้ดูเท่านั้น ก็ลดให้เลย

ตัวบ้านมีสีน้ำเงินสดใส มีจัดแสดงภาพของศิลปินทั้งคู่



ขอให้สนุกสนานสงกรานต์นี้ โชคดี และมีสุขภาพดีถ้วนหน้ากัน ตอนต่อไปจะมาเล่าเรื่องเมือง Puebla ซึ่งเป็นเมืองแรกที่สเปนมาสร้างไว้ในเม็กซิโก เป็นมรดกโลกอีกแห่งหนึ่งของ Mexico

14 เม.ย. 2556

     ตื่นเช้าสดชื่นหน่อย ร่างกายปรับสภาพได้ดีขึ้น วันนี้สาวๆ พาเที่ยวในตัวเมือง Puebla ซึ่งตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเม็กซิโกซิตี้ เดินทางออกมาเกือบ 2 ชั่วโมง

เมือง Puebla นี้ มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ โดยเป็นเมืองแรกที่สเปนสร้างขึ้นหลังจากยึดครองเม็กซิโก จริงๆ แล้ว Puebla เป็นเมืองที่ใหญ่เป็นอันดับ 4 ของเม็กซิโก ที่มีสถานศึกษามากมาย และเป็นเมืองอุตสาหกรรมด้วย ระหว่างทางก็ผ่านโรงงาน Volkswagen ที่มีขนาดใหญ่มากด้วย แต่ที่เราไปเยี่ยมชมกันวันนี้ เป็นเพียงส่วนใจกลางเมืองที่เป็น Historic center เท่านั้น

ตัวเมืองสวยงามมาก อาคารเป็นระเบียบ การจัดผังเมืองดีเหมือนเมืองสไตล์ยุโรป คือ ผังเมืองจะเป็นสี่เหลี่ยม มีถนนตัดกันเป็นรูปตาราง มีลานจตุรัสกลางเมือง ด้านหนึ่งของจตุรัสก็เป็นโบสถ์ประจำเมือง อีกด้านก็เป็นศาลาว่าการเมือง นอกจากนี้ Puebla ยังได้ชื่อว่าเป็นเมืองที่มีโบสถ์มากกว่าจำนวนวันในหนึ่งปี คือว่ามีโบสถ์มากกว่า 365 แห่ง!



วันนี้ ได้ไปเยี่ยมชมโบสถ์สำคัญ 2 แห่ง คือ โบสถ์ประจำเมือง และโบสถ์ Rosary

โบสถ์แรก โบสถ์ประจำเมือง Catedral de Puebla ถือเป็นโบสถ์ใหญ่อันดับสองรองจากโบสถ์ประจำเมืองของเม็กซิโกซิตี้  มีหอระฆังที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกา และมีโดมที่สร้างเลียนแบบโดมของมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ของวาติกัน




 

ออกจากโบสถ์แรก ก็เดินไปโบสถ์ Rosary ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก เป็นโบสถ์ที่ชาวเม็กซิกันเรียกว่า "สิ่งมหัศจรรย์อันดับ 8 ของโลก" ในโบสถ์แห่งนี้ มีส่วนที่ประดับผนังและเพดานด้วยทองคำหนักรวมทั้งหมดกว่า 56 กิโลกรัม (ตามคำบอกเล่าของไกด์ท้องถิ่นประจำโบสถ์) มีรูปปั้นของพระแม่มารีแห่งโรซารี เทพผู้ปกป้องคุ้มครองชาวประมง ตั้งอยู่กลางโถงนั้น และด้านล่างของผนังที่ประดับด้วยลวดลายทองคำ ก็เป็นผนังกระเบื้องเซรามิคซึ่งเป็นงานฝีมือท้องถิ่นประจำเมือง Puebla

  

ต่อมา ก็ไปกันที่ห้องสมุด Palafoxiana เป็นห้องสมุดสาธารณะที่เก่าแก่ที่สุดในทวีปอเมริกา สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1646 หรือประมาณ 100 ปี หลังจากการเข้ามาปกครองของชาวสเปน ห้องมีลักษณะคล้ายโบสถ์ขนาดเล็ก ด้านข้างทั้งสองเป็นตู้ไม้วางหนังสือ เรียงต่อกันขึ้นไปถึง 3 ชั้น ตามโบรชัวร์บอกว่ามีหนังสือโบราณเก็บอยู่ถึงกว่า 41,000 เล่ม ตู้เก็บหนังสือยังอยู่ในสภาพดีมาก เนื้อไม้เป็นมันวาว ดูขลังมาก



เดินกันจนเริ่มเหนื่อย ก็มาทานอาหารกลางวันกัน ที่ร้าน Mural Poblanos ที่มีอาหารดังของท้องถิ่นคือ ไก่ซอสช็อคโกแลต (Mole Poblano) ทำจาก "พริกแกงสไตล์เม็กซิกัน" ที่มีส่วนผสมสำคัญ คือ ช็อคโกแลตกับพริก ชิมดูก็ขมๆ หอมกลิ่นเครื่องเทศหน่อยๆ ไม่อร่อยเท่าไหร่


นอกจากนี้ ยังมี "พริกแกง" รสชาติอื่นๆ อีกหลายแบบ ได้ลองสั่ง "หมูราดซอสพริกแกงเขียว" มาชิมด้วย ซึ่งมีรสชาติคล้ายพริกแกงเขียวหวานอยู่บ้าง แต่ไม่เข้มข้นเท่า


ทานข้าวเสร็จ (ทานข้าวจริงๆ สั่งข้าวเปล่า ที่เรียกว่า Aros มากินกับแกงไก่และแกงหมูด้วย แต่จะมีสีส้มๆ ไม่รู้หุงใส่อะไร) ก็ไปเดินเล่นต่อ โดยในวันอาทิตย์ จะมีตลาดนัดขายของเก่า ขายเครื่องประดับ รวมทั้งเครื่องกระเบื้องเซรามิคสีสันสดใสประจำเมือง Puebla ที่เรียกว่า Talavera

พรุ่งนี้จะเดินทางออกจากเม็กซิโกซิตี้เพื่อไปยังอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี้ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อนไป มีคำถามให้ร่วมสนุกกันเล็กน้อย



สัญลักษณ์นี้พบที่ templor mayor และบริเวณทางเท้าหลายแห่งในเม็กซิโกซิตี้ หมายถึงอะไร ใครตอบถูกเป็นคนแรกในเมล์ OSK80 นี้ มีรางวัลเล็กน้อยให้

15 เม.ย. 2556

     เตรียมตัวเดินทางแต่เช้าตรู่ ตามกำหนดการ เครื่องจะออกจากเม็กซิโกซิตี้เวลา 06.50 น. แต่เครื่องบินดีเลย์ นั่งพักรออยู่ที่ห้องพักผู้โดยสาร เครื่องออกจริงประมาณแปดโมงเศษ ใช้เวลาบินประมาณ 4 ชั่วโมง มาถึงซานฟรานซิสโก 10 โมงเล็กน้อย (เวลาที่เม็กซิโกเร็วกว่าซานฟรานฯ 2 ชั่วโมง)

มาถึงสนามบินซานฟรานซิสโกแล้วก็ขึ้นรถไฟในสนามบินไปเช่ารถ เสียเวลาจัดการเรื่องรถเช่าเกือบ 3 ชั่วโมงก็ได้เวลาออกเดินทาง ไผ่ขับรถข้ามอ่าวซานฟรานซิสโก สองฝั่งเป็นผืนน้ำกว้างมาก ด้านซ้ายเห็นริมฝั่งมีอาคารบ้านเรือน ส่วนด้านขวามีแต่คลื่นและลม

ขับรถมาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็แวะจอดที่ Outlet เพื่อซื้ออุปกรณ์กันหนาว เพราะคาดว่าอากาศที่โยเซมิตี้คงจะหนาวมาก สองสาวสนุกสนานกับการเลือกซื้อของ เห็นแล้วคิดถึงเมีย ถ้าอยู่ด้วย มาเที่ยวอย่างนี้คงจะมีความสุขมาก

อยากเล่าให้ฟังถึงความงกของผม เข้าไปที่ร้าน Lacoste หยิบถุงมือหนัง 1 คู่ ราคา 50 เหรียญ (ลดจากราคาป้าย 95 เหรียญ) พอไผ่ไปจ่ายเงิน ทางร้านบอกว่าถ้าซื้อเสื้อโปโล 2 ตัว จะซื้อถุงมือได้ในราคาเพียง 3 เหรียญ ก็เลยรีบไปเลือกเสื้อ 2 ตัว ราคาตัวละประมาณ 70 เหรียญ เลือกเสร็จ หันไปเห็นผ้าพันคอ จึงถามว่าซื้ออันนี้ 3 เหรียญด้วยได้ไหม คนขายตอบว่ามีสิทธิซื้ออุปกรณ์กันหนาวได้ 5 ชิ้นในราคา 3 เหรียญต่อเสื้อ 2 ตัว เลยหยิบผ้าพันคอมา 3 ผืนและหมวกอีก 1 ใบ ตามสิทธิพอดี

ระหว่างจ่ายเงิน หันไปเห็นเสื้ออีกแบบ ราคาแพงกว่าเล็กน้อย ชอบใจ ก็ขอเปลี่ยนจากของเดิม ซึ่งคนขายก็ใจดีให้เปลี่ยนได้ แต่ต้องทำเป็นคืนของแล้วซื้อใหม่ ทำให้เสียเวลาไปบ้าง ออกจาก Outlet เกือบสี่โมงเย็น

ระหว่างเดินทาง ไผ่เป็นคนขับรถและติ๊กคอยบอกเส้นทางโดยดูจาก GPS ระหว่างทาง ผ่านชุมชนขนาดไม่ใหญ่นักหลายแห่ง สองข้างทางส่วนใหญ่เป็นทุ่งหญ้าและเนินเขา ที่เป็นทุ่งหญ้า มีวัวเล็มหญ้าเป็นกลุ่มๆ วิ่งมาตามไหล่เขาที่คดเคี้ยวประมาณ 8 ไมล์ และข้ามสันเขาอีกหลายลูก ท้องฟ้าเริ่มมืด มองเห็นทางเปียกชื้นไปหมด ต้องวิ่งเข้าป่าอีก 7 ไมล์ ไม่มีรถสวนมาเลย สองข้างทางเป็นป่าสนทึบ ไฟรถส่องเห็นหิมะจับใบสนขาวเป็นแนว

นั่งรถเรื่อยมา จนไม่แน่ใจว่าหลงหรือไม่ ก็เห็นแสงไฟเป็นกลุ่มอยู่ด้านหน้า คือ Evergreen Lodge ซึ่งเป็นที่พักของเราในคืนนี้และอีก 2 คืนต่อไปนั่นเอง พอไปถึงก็เข้า check-in ได้ห้องพักแล้วก็แวะทานอาหารเย็น

จากนั้นก็เข้าห้องพักผ่อน เพราะอากาศหนาวและเหนื่อยเหลือเกิน

16 เม.ย. 2556

วันนี้ไปเที่ยวอุทยานแห่งชาติโยเซมิตี้ หลังจากทานอาหารเช้า ก็ออกเดินทางจากที่พักไปไม่นานก็ถึงทางเข้า ซื้อบัตรผ่านประตู 20 เหรียญสำหรับรถ 1 คัน

จากนั้น ก็ขับต่อเข้าไปในอุทยานอีก 26 ไมล์ ก็ถึงส่วนที่เรียกว่า Yosemite Valley ก็ขับๆ จอดๆ ตามจุดชมวิวต่างๆ บางจุดก็มีที่ให้เดินเข้าไปชมด้านในเพิ่มเติม ก็ได้เดินเข้าไปดูน้ำตก 2 แห่ง คือ Bridalveil Fall และ Yosemite Falls

ที่ Bridalveil Fall ละอองน้ำกระเซ็นออกมา เย็นมาก ประกอบกับอากาศที่เย็นมากอยู่แล้ว ยืนได้ครู่เดียวก็ต้องรีบเดินออกมา

ส่วน Yosemite Falls นั้น เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในทวีปอเมริกาเหนือ โดยมีความสูงถึง 739 เมตร ประกอบไปด้วยส่วนหลักๆ 3 ส่วนคือ ส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง

ที่เห็นในภาพจะเป็นน้ำตกส่วนบนและส่วนล่าง น้ำตกส่วนกลางนั้น จะเป็นชั้นๆ ลดหลั่นกันลงมา ไม่ตกเป็นน้ำตกสูงชัดเจนเหมือนส่วนบนและส่วนล่าง

ใช้เวลาพอสมควรแล้วก็เดินทางกลับที่พัก ทานอาหารเย็น จากนั้นก็วางแผนเที่ยวสำหรับวันรุ่งขึ้น โดยช่วงเช้าจะไปเที่ยวอ่างเก็บน้ำ Hetch Hetchy และถ้าไม่เหนื่อยมากนัก ช่วงบ่ายอาจจะเข้าไปเที่ยวต่อในโยเซมิตี้อีกครั้ง

 

   

อากาศวันนี้ดีกว่าเมื่อวานมาก พรุ่งนี้ ไปเที่ยวเขื่อนด้วยกัน

17 เม.ย. 2556

     เขียนไว้หลายตอนแล้ว แต่ยังส่งไม่ได้ เพราะอยู่ในป่า เห็นว่าใช้ Internet ผ่านดาวเทียม ลูกบอกว่าสัญญาณไม่ดี ใช้ไม่ได้

เช้านี้ ทานอาหารเสร็จก็ออกจากที่พัก ขับรถประมาณ 10 นาที ถึงทางเข้าอ่างเก็บน้ำ Hetch Hetchy ใช้บัตรผ่านประตูที่ได้มาเมื่อวานเข้าไปได้ ไม่ต้องเสียเงินซื้อซ้ำ (ใช้ได้ 7 วัน)

Hetch Hetchy เดิมเป็นหมู่บ้าน และในปี 1913 สภาได้อนุมัติให้เมืองซานฟรานซิสโกสร้างเขื่อน O'Shaughnessy ขึ้นที่หมู่บ้าน Hetch Hetchy นี้ เพื่อเป็นแหล่งน้ำสะอาดให้กับเมืองซานฟรานซิสโก (รวมทั้งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าที่สำคัญด้วย) โดยน้ำจะไหลผ่านอุโมงค์และท่อต่างๆ เป็นระยะทางกว่า 160 ไมล์ไปจนถึงซานฟรานซิสโกโดยไม่มีสถานีสูบจ่ายน้ำระหว่างทางเลย

มาถึงสันเขื่อน มองไปเห็นน้ำตก Wapama Falls อยู่ฝั่งตรงข้าม ลูกสาวอ่านในเอกสารแนะนำบอกว่าถ้าเดินไป-กลับจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง เดินไปพักไปเรื่อยๆ มีคนเดินแซงไปเป็นระยะ เดินเก็บภาพสวยๆ ระหว่างทางพอสมควร

ไปถึงน้ำตก ปรากฏว่าใช้เวลาไป 2 ชั่วโมงพอดี

เดินกลับอีกประมาณ 2 ชั่วโมง สรุปว่าใช้เวลา 4 ชั่วโมง ทำให้ต้องเปลี่ยนโปรแกรมช่วงบ่ายเป็นการเดินสำรวจรอบๆ ที่พักแทนการเข้าไปที่โยเซมิตี้อีกครั้ง

ระหว่างเดินสำรวจรอบที่พัก ก็พบต้นสนและต้นไม้อื่นหลายชนิด และพบป้ายแสดงเขต National Forest ติดอยู่โดยรอบ

National forest นี้ชื่อว่า Stanislaus ซึ่ง national forest จะมีความแตกต่างกับ National  park อย่าง Yosemite ตรงที่ National park นั้นจะเน้นเพื่อการอนุรักษ์และการศึกษา แต่ National forest จะใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น ตัดฟืน ล่าสัตว์ เลี้ยงสัตว์ หรือแม้กระทั่งทำเหมืองด้วย

เดินรอบที่พักแล้ว ประมาณทุ่มเศษก็ออกมารอชมพระอาทิตย์ตกลับทิวป่าสน และกลับเข้าที่พักเพื่อเตรียมตัวเดินทางไปซานฟรานซิสโกในวันรุ่งขึ้น



 

 

18 เม.ย. 2556

     เช้านี้อากาศดีขึ้นมาก ท้องฟ้าโปร่ง ลมไม่แรงเหมือนเมื่อ 2-3 วันก่อน ทานอาหารเช้าเสร็จก็ออกเดินทางเข้าซานฟรานซิสโก ระหว่างทางบนเขา มีกวางวิ่งข้ามถนนและยืนอยู่ในป่าข้างทางหลายจุด ขับผ่านอ่างเก็บน้ำ ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และเนินเขา จนเข้าเขตเมือง Escalon เห็นไร่สตรอเบอรี่จึงจอดแวะชิมไป 2 ลูก แล้วซื้อมากินระหว่างทางเล็กน้อย

นอกจากนั้นก็แวะที่สวนอัลมอนต์ ซึ่งไผ่บอกว่าอัลมอนต์เป็นพืชตระกูลเชอร์รี่ ส่วนที่เอามากินเป็นเมล็ดของผลอัลมอนต์ ไม่ใช่พืชตระกูลถั่วอย่างที่เข้าใจ

ออกจากสวนอัลมอนต์ ก็ขับมาเรื่อยๆ แล้วแวะ Outlet เดียวกับตอนขามาอีกครั้ง แวะซื้อของที่เข้าใจว่าราคาถูก เตรียมกลับบ้าน จากนัั้นก็เข้าที่พัก ถึงที่พักประมาณ 5 โมงเศษ โรงแรมที่พักชื่อ Fairmont Heritage Place ตั้งอยู่ที่ Ghirardelli Square ริมอ่าวซานฟรานซิสโก ห้องที่พักเป็นห้องชุดแบบ 2 ห้องนอน มีห้องครัว ห้องนั่งเล่นมีเตาผิง และระเบียงชมวิวอ่าวและเกาะอัลคาทราส

ปรึกษากันเพื่อวางแผนการเที่ยวในวันรุ่งขึ้น ว่าจะนั่งรถรางชมเมืองและนั่งเรือชมอ่าว แต่วันนี้ เห็นคิวรอขึ้นรถรางแล้วคิดว่าอาจเปลี่ยนใจไม่นั่งรถรางชมเมือง แต่ใช้เดินชมเมืองแทน

19 เม.ย. 2556

     เช้านี้อากาศดีมาก ท้องฟ้าโปร่ง ลมปกติดี ตกลงไม่ขึ้นรถรางชมเมือง แต่ใช้เดินจากที่พัก โดยเดินขึ้นเนินหลายช่วงตึก หยุดพักหลายรอบ จนถึง Lombard Street ซึ่งเป็นถนนที่ชันและคดเคี้ยวที่สุดในโลก แต่เป็นแค่ช่วงสั้นๆ บล็อคเดียว ยาวประมาณ 400 เมตร

จากนั้นก็เดินต่อมาซื้อตั๋วขึ้นเรือ ระหว่างรอเวลาขึ้นเรือก็ไปเดินเล่น ทานซุปในขนมปังจากร้าน Boudin ซึ่งเป็นร้านเบเกอรี่ชื่อดังของเมือง

ถึงเวลาล่องเรือ ใช้เวลา 90 นาที ล่องระหว่างสะพาน 2 สะพานคือ Golden Gate Bridge และ Bay Bridge ช่วงที่เรือวิ่งทวนลมไปชมสะพาน Golden Gate นั้น ลมแรงมาก อากาศเย็นจนน้ำมูกแห้ง ระหว่างล่องเรือไป มีการบรรยายตลอดทาง ดีที่มีคำบรรยายเป็นภาษาไทยด้วย

ขณะเรือแล่นผ่านที่พัก มีการบรรยายว่าเดิม ตึกนี้เป็นโรงงานทำ Chocolate ปัจจุบันก็ยังมีร้านขาย Chocolate อยู่ เมื่อวานตอนหัวค่ำก็เดินเข้าไปในร้านขาย ได้รับช็อคโกแลตที่แจกให้ชิมคนละชิ้น แต่ก็ไม่ได้ซื้อ

กลับจากเรือก็เดินเลียบริมอ่าวมาเรื่อย จน 4 โมงเย็นก็เข้าโรงแรมมาชิมไวน์กับชีสที่โรงแรมจัดไว้

จากนั้นสองสาวก็ไปเดินเล่นต่อ ส่วนผมขอพักเพราะขี้เกียจเดิน พรุ่งนี้จะไปเที่ยวบ้านประหลาดที่ใช้เวลาสร้างถึง 38 ปีโดยไม่มีวันหยุด

 

 

 

 

 

20 เม.ย. 2556

     เที่ยวกันมาจนถึงวันเกือบสุดท้าย ก่อนเตรียมตัวกลับบ้าน วันนี้เดินทางจากซานฟรานซิสโกไปที่เมือง Palo Alto ซึ่งอยู่ไปทางทิศใต้ เพื่อนไผ่พาไปกิน Lobster ก็อร่อยดี แต่ที่สนุกคือวิธีการกิน โดยพนักงานจะมาผูกผ้ากันเปื้อนให้ก่อนลงมือ

วิธีการจัดการกับไอ้ตัวส้มๆ ตรงหน้า ขั้นแรกคือดึงก้ามสองข้างออก จากนั้นใช้เครื่องมือบีบก้ามให้แตก เพื่อกินเนื้อตรงก้าม จากนั้นให้หงายกุ้งขึ้นแล้วดัดหลังกุ้งจนหัวกับตัวแยกออกจากกัน ขั้นตอนนี้ต้องระวังให้ดี ไม่งั้นคนตรงข้ามจะเลอะไปหมด

ตรงส่วนตัว หักหางออก แล้วใช้ส้อมแทงทางก้น ดันให้เนื้อออกมาด้านหน้า ส่วนที่เป็นหัวให้แกะเปลือกแข็งๆ ออก แล้วแบะหัวออก จะมีเนื้ออยู่ด้านข้างอร่อยมาก กินกันจนเลอะเปรอะไปทั้งมือ

กินเสร็จก็ไปเที่ยวต่อที่ Winchester Mystery House ในเมือง San Jose เป็นบ้านหญิงหม้าย ภรรยาเจ้าของบริษัทปืน Winchester บ้านหลังนี้มีห้องประมาณ 160 ห้อง เป็นห้องนอน 40 ห้อง ห้องน้ำ 13 ห้อง บันได 40 อัน และมีความประหลาดที่อธิบายไม่ได้ เช่น มีประตูบนชั้น 2 ที่เปิดออกมาแล้วจะตกลงไปยังห้องครัวในชั้น 1 หรือประตูที่เปิดไปเจอกำแพง หรือบันไดที่เดินขึ้นไปแล้วติดหลังคา

ไกด์ที่พาเดินชมบ้านเล่าว่า ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วเกิดอะไรขึ้น แต่มีเรื่องเล่ากันมาว่าลูก (อายุเพียง 6 สัปดาห์) สามี และพ่อแม่สามี ทยอยตายลงก่อนเวลาอันสมควร นางวินเชสเตอร์เชื่อว่าเป็นเพราะวิญญาณที่ถูกฆ่าโดยปืนวินเชสเตอร์ทั้งหลาย หมอดูจึงให้คำแนะนำให้สร้างบ้านให้แปลกๆ ให้วิญญาญงง โดยใช้เวลาสร้างถึง 38 ปีแบบไม่มีวันหยุด ตลอด 24 ชั่วโมง จนนางวินเชสเตอร์ตายลงจึงหยุดสร้าง

จากนั้นก็เดินทางกลับเข้าซานฟรานซิสโก เพื่อไปทานอาหารเย็นกับกฤษณ์ที่ร้านโอชา ซึ่งกฤษณ์บอกว่าเป็นร้านอาหารไทยที่ขายดีที่สุด ได้กินทั้งส้มตำ ลาบหมู ข้าวเหนียว เส้นใหญ่ผัดซีอิ๊ว เส้นเล็กผัดไทย และอีกหลายอย่าง กินอิ่มแล้วก็ได้ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกไว้ ขอบคุณกฤษณ์มากที่มาเลี้ยงอาหารที่ต่างประเทศ

กินอาหารแล้ว สาวๆ ชวนมากินไอศกรีมต่อที่โรงแรมที่พัก คนเข้าคิวรอกินไอศกรีมแน่นเป็นแถวยาว รสชาติก็เหมือนทั่วๆ ไป แต่ทำไมคนแน่นจังเลย

 

 
กลับเข้าห้องพัก เตรียมเก็บของกลับบ้าน 
    
     ตั้งแต่วันอังคารที่ 23 เช้าเป็นต้นไป อยากชวนเพื่อนมาเก็บผักที่บ้านไปกิน เพราะทดลองปลูกด้วยระบบไฮโดรโพนิกส์ ซึ่งไม่มียาฆ่าแมลงอย่างแน่นอน พาแม่บ้านและครอบครัวมาได้เลย ถ้ามาไม่ถูกโทรถามคุณอำพล หมายเลข 081-6281041 หรือจะชวนมาเป็นกลุ่มก็ได้ มาบ่อยๆ ก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจ ผักมีมาก



อย่าลืมนะครับ ช่วยมาเก็บผักไปกินกัน เดี๋ยวผักอายุมากจะกินไม่อร่อย

 

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80