OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : รู้ไว้ใช่ว่า
DnnForge - NewsArticles
16

จาริกแสวงบุญสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในประเทศอินเดีย

     เมื่อครั้งเรียนหนังสือที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย คุณครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ เคยสอนว่า เขาพระสุเมรุ(เทือกเขาหิมาลัย)เป็นศูนย์กลางโลก รายล้อมด้วยทวีปทั้ง ๔ ชมพูทวีปคือ ๑ ใน ๔ เป็นดินแดนของมนุษย์(มนุสสภูมิ) ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุ ส่วนอีก ๓ ทวีปที่เหลือคือ ปุพพวิเทหทวีปตั้งอยู่ทางทิศตะวันออก อมรโคยานทวีปอยู่ทิศตะวันตก อุตตรกุรุทวีปตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเขาพระสุเมรุ
     ตามพจนานุกรม ชมพูมี ๒ ความหมาย
๑ หมายถึง สีแดงอ่อน หรือ สีแดงปนขาว
๒ หมายถึง ต้นหว้า ซึ่งก็คือต้นชมพู(Jambul) นั่นเอง
ชมพูทวีปจึงเป็นดินแดนที่มีต้นหว้าเป็นต้นไม้ประจำทวีปหรืออาจจะมีต้นหว้าขึ้นอยู่มาก เมื่อตั้งอยู่ทางทิศใต้ของเขาพระสุเมรุหรือเทือกเขาหิมาลัย ในปัจจุบันก็คือดินแดนเอเชียใต้ ซึ่งมีอินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ ภูฏานและเนปาลนั่นเอง แต่หลายคนว่าชมพูทวีปหมายถึงอินเดียประเทศเดียว ในอดีตประเทศอื่นๆ ที่กล่าวก็สัมพันธ์และมีประวัติศาสตร์ร่วมกันกับอินเดียมาก่อนทั้งสิ้น
     ในสมัยพุทธกาลชมพูทวีปมีแคว้นหรืออาณาจักรใหญ่ๆรวม ๑๖ แคว้น คือ อังคะ มคธ กาสี โกศล วัชชี มัลละ เจตี วังสะ กุรุ ปัญจาละ มัจฉะ สุรเสนะ อัสสกะ อวันตี คันธาระ และกัมโพชะ
     แว่นแคว้นเหล่านี้ต่างชิงอำนาจรบราฆ่าฟันกันอย่างรุนแรง หลายแคว้นถูกยุบไปรวมกับแคว้นอื่นที่เข้มแข็งกว่า จนในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เหลือ ๕ แคว้นเท่านั้น คือ มคธ วัชชี โกศล วังสะ และอวันตี
สรุป : ชมพูทวีป คือ ดินแดนแห่งต้นหว้า อันหมายถึงประเทศอินเดียในปัจจุบัน หรือกลุ่มประเทศในเอเชียใต้ซึ่งมีอินเดียเป็นหลักรวม ปากีสถาน บังคลาเทศ เนปาลและภูฏานด้วยก็ได้

 

     การที่สมเกียรติจัดพาเพื่อนๆ สวนกุหลาบฯ และครอบครัวประมาณ ๒๐ ท่านไปนมัสการสังเวชนียสถาน ๔ แห่งในเดือนก.พ.นี้นั้น เป็นโอกาสที่ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆของคณะหรือผู้ที่จะไปแสวงบุญ เพราะผู้ไปนอกจากต้องมีเวลา มีเงินแล้วยังต้องมีสุขภาพที่แข็งแรงพอสมควร เนื่องจากอาจจะไม่ได้รับความสะดวกสบายเหมือนกับไปเที่ยวประเทศที่เจริญหรือพัฒนาแล้ว โดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการเดิน การไปครั้งนี้จะต้องมีผู้นำไปที่ไว้ใจได้มีประสบการณ์ มีมัคคุเทศก์ที่เชี่ยวชาญแม่นในข้อมูลทั้งภูมิสถานที่และพุทธศาสนาโดยเฉพาะพุทธประวัติ สำคัญที่สุดผู้ไปจะต้องมีความสนใจหรือศรัทธาในพระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงจัดได้ว่าเป็นโอกาสทองของผู้ที่ได้ไปทีเดียว
     อานิสงส์หรือผลบุญการไปแสวงบุญครั้งนี้มีกล่าวในพระไตรปิฎก มหาปรินิพพานสูตร พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก ได้ทูลถามก่อนเสด็จปรินิพพานว่า "เมื่อกาลก่อน พุทธบริษัททั้งหลายต่างพากันมาเข้าเฝ้าพระตถาคต ย่อมได้เห็น ย่อมได้เข้าไปนั่งใกล้ เกิดความเจริญใจ เมื่อกาลล่วงไป จักไม่ได้เห็น จักไม่ได้นั่งใกล้เพื่อความเจริญใจเหล่านั้นอีก" "ดูก่อนอานนท์ สังเวชนียสถาน ๔ แห่ง เป็นที่ควรเห็นของกุลบุตรผู้มีศรัทธา...ชนเหล่าใดเที่ยวจาริกไปในสถานเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส ชนเหล่านั้นทั้งหมด เบื้องหน้าแต่ตายมลายไป จักเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์"
ดังนั้นเพื่อนๆ ควรไปนมัสการด้วยความเคารพต่อที่ประสูติ ตรัสรู้ ประทานปฐมเทศนา และปรินิพพาน

     สังเวช หมายถึงความเศร้าสลดหดหู่ต่อผู้ได้รับทุกขเวทนาหรือตายไป หรือต่อผู้ที่เราเคารพนับถือแต่ประพฤติตนไม่เหมาะสม
อีกความหมายหนึ่ง หมายถึง ความรู้สึกเตือนใจให้ระลึกถึง คิดถึง คุณความดีของผู้ที่เราเคารพนับถือ เกิดความแช่มชื่น เบิกบาน อยากทำประโยชน์ อยากทำความดีเหมือนเช่นผู้ที่เราระลึกถึงนั้น
สังเวชนียสถาน ๔ หมายถึงสถานที่ทำให้เกิดความรู้สึกระลึกถึงพระพุทธเจ้า เกิดความแช่มชื่นเบิกบาน เกิดแรงบันดาลใจที่จะทำความดี

     เรื่องชมพูทวีปที่เล่ามาข้างต้น มีแคว้นใหญ่ ๑๖ แคว้น แต่ไม่มีแคว้นสักกะของพระเจ้าสุทโธทนะ พุทธบิดา
แคว้นสักกะเป็นแคว้นเล็กๆ อยู่ทางตอนเหนือของชมพูทวีป เช่นเดียวกับอีก ๔-๕ แคว้น รวมทั้งแคว้นโกลิยะของฝ่ายพระนางสิริมหามายา พุทธมารดา อยู่กันอย่างสงบ แต่ถึงกระนั้นในพรรษาที่ ๔ ของพระพุทธองค์ เกิดความกันดารแห้งแล้งอย่างหนักจนแคว้นสักกะและแคว้นโกลิยะเกิดปัญหาแย่งน้ำกัน ทะเลาะวิวาทลุกลามถึงขั้นต่างยกกองทัพมาประจัญหน้ากันคนละฝั่งแม่น้ำโรหิณี เมื่อพระพุทธเจ้าทรงทราบ เสด็จมาห้ามมิให้ทำสงครามกัน เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางหนึ่ง คือ "ปางห้ามญาติ"อยู่ในพระอิริยาบถยืน ยกสองพระหัตถ์ไปข้างหน้าเสมอพระอุระ พระญาติทั้งสองฝ่ายก็เลิกสงครามหันมาดีกันดังเดิม



     ในบรรดา ๑๖ แคว้น แคว้นมคธ เมืองหลวงคือ กรุงราชคฤห์ เป็นแคว้นที่มีความสัมพันธ์กับพระพุทธศาสนาอย่างมาก ภาษามคธ หรือมคธี อันเป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้ประกาศพระศาสนา ซึ่งต่อมาเรียกว่า ภาษาบาลี แปลว่า ภาษาที่ทรงไว้ด้วยพระพุทธวจนะ ภาษาที่ใช้เป็นหลักในพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท
     นอกจากภาษามคธที่พระพุทธเจ้าทรงเลือกใช้ในการประกาศพระศาสนาแล้ว เราคงเคยได้ยินพระเจ้าพิมพิสาร ซึ่งถูกปลงพระชนม์โดยพระราชโอรสคือพระเจ้าอชาตศัตรู เป็นกษัตริย์สองพระองค์ที่ปกครองแคว้นมคธในสมัยพุทธกาล  ต่อมาย้ายเมืองหลวงจากราชคฤห์ไปอยู่ ปาฏลีบุตร หรือ เมืองปัตนะ ในปัจจุบัน พระเจ้าอโศกมหาราช พ.ศ.  ๒๐๐ กษัตริย์แคว้นมคธองค์สำคัญที่เผยแผ่พุทธศาสนาจนมาถึงไทยและประเทศเพื่อนบ้าน....

     เจ้าชายสิทธัตถะออกผนวชเมื่อพระชนมายุ ๒๙ พรรษา ตรัสรู้เมื่อพระชนมายุ ๓๕ พรรษา   ๖ ปีที่ทรงแสวงหาโมกขธรรมนั้นก็ทรงวนเวียนอยู่ในแคว้นมคธ รวมทั้งพระอาจารย์อาฬารดาบส และอุทกดาบส พระองค์ตรัสรู้ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม หรือขณะนี้เรียกว่า พุทธคยา ก็อยู่ในแคว้นมคธนี้ ทรงประกาศพระศาสนาจนเป็นปึกแผ่นหยั่งรากได้มั่นคงก็ที่แคว้นมคธนี้ พระสาวกองค์สำคัญ เช่น พระโมคคัลลาน์ พระสารีบุตร พระมหากัสสปะ เป็นต้น ก็เป็นชาวมคธ

     พระพุทธเจ้าตรัสรู้ใต้ต้นอะไร ต้นนั้นก็จะเป็นต้นโพธิ์ พูดแบบนี้งงไหมครับ ตัวอย่างเช่น ถ้าตรัสรู้ใต้ต้นมะม่วง มะม่วงต้นนั้นก็จะเรียกต้นโพธิ์ ตรัสรู้ใต้ต้นไทร ไทรต้นนั้นก็จะเรียกว่าต้นโพธิ์ เข้าใจไหมครับหรือว่ายิ่งงงเข้าไปใหญ่
เอาอย่างนี้ เอาของจริงดีกว่า ในยุคหน้าพระศรีอาริย์จะตรัสรู้ใต้ต้นกากทิง(อ่าน กากะทิง) กากทิงต้นนั้นจะเป็นต้นโพธิ์ของพระศรีอาริย์ พระกัสสปะอดีตพระพุทธเจ้ามีไม้ไทรเป็นต้นโพธิ์ พระโกนาคมอดีตพระพุทธเจ้ามีไม้มะเดื่อเป็นต้นโพธิ์ ต้นไม้ที่พระสมณโคดมพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันตรัสรู้นั้น ชาวอินเดียเรียกว่า ต้นอัสสัตถะ (ภาษาไทยเรียกว่า  ต้นโพ) ต้นอัสสัตถะหรือโพต้นนั้นที่อยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราจึงเป็นต้นโพธิ์หรือต้นพระศรีมหาโพธิ์มาตั้งแต่บัดนั้น เราจึงควรสักการะบูชา ถ้าใครไปโค่น ไปทำลายจึงเป็นบาป รวมไปถึงต้นที่เกิดจากหน่อ แขนงหรือพันธุ์จากเมล็ดต้นนั้น ดังนั้นต้นโพ(ไม่มี ธิ์)ที่เราเห็นทั่วๆไป  เช่น ขึ้นตามกำแพง ตามบ้าน ส่วนใหญ่เกิดจากนกถ่ายมูลออกมา จึงตัดได้ โค่นได้ ไม่เป็นบาป
ในภาษาไทยเรียกต้นโพทั่วๆไปว่า ต้นโพธิ์ ก็เป็นที่ยอมรับ สำหรับคนรู้ก็ควรแยกใช้ให้ถูกความหมาย แต่หน้าไพ่ป๊อก ที่เป็นรูป โพดำ โพแดง อย่าไปปล่อยไก่เขียนเป็น โพธิ์ดำ โพธิ์แดง เป็นอันขาดนะครับ

     เคยสงสัยไหมครับว่า พระพุทธเจ้า ๒๘ พระองค์ พระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ คืออะไรกัน
ให้เข้าใจง่าย ๒๘ พระองค์เป็น version ใหญ่ ส่วน ๕ พระองค์นั้นเป็น version เล็ก ในเวอร์ชั่นใหญ่นั้นขึ้นต้นด้วยพระตัณหังกรเป็นองค์แรก ในพระคาถาชินบัญชรที่นิยมสวดกันนั้นก็มีกล่าวไว้
ตัณหังกะโรพุทธา อัฏฐะวีสะตินายะกา
อัฏฐะวีสติ = ๒๘
นายะกา นายก = ผู้นำ
ในกัปป์นี้ เรียกว่า ภัทรกัปป์ มีพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ผ่านไปแล้ว ๔ ยังเหลือพระศรีอาริย์ที่จะมาต่อคิวพระสมณโคดมอีก ๑ พระพุทธเจ้าสามพระองค์แรกในภัทรกัปป์ก็คือ กุกุสันโธ โกนาคม และกัสสปะ
ที่ประเทศพม่านิยมสร้างพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์แรกกันมาก ยุคพระสมณโคดมนี้จะมีอายุ ๕,๐๐๐ ปี ในปีนี้พระพุทธศาสนาได้เกิดขึ้นมาแล้ว ๒๕๕๗ กับอีก ๔๕ รวมเป็น ๒,๖๐๒ ปี ดังนั้นจึงเลยกึ่งพุทธกาลมาแล้ว ๑๐๒ ปี

     พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ในเช้าวันที่จะตรัสรู้ต้องเสวยข้าวมธุปายาสในภาชนะถาดทองคำ และจะต้องมีการลอยถาดทองคำ ถาดทองคำนั้นจะลอยทวนกระแสน้ำจมลงไปในเมืองบาดาล ไปวางซ้อนถาดทองคำของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เกิดเสียงดังเพล้ง ทำให้พญานาคซึ่งนอนหลับเฝ้าอยู่นานปีนับไม่ถ้วนตกใจตื่นขึ้นมาพร้อมอนุโมทนาว่า สาธุ พระพุทธเจ้าองค์ใหม่ทรงอุบัติแล้ว กล่าวเสร็จแล้วก็นอนหลับต่อไป รอพระศรีอาริย์มาลอยถาดทองคำในยุคต่อไป
เขียนตรงนี้ก็เพื่อปูทางสู่นางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสต่อไป
 
     นางสุชาดา ลูกสาวเศรษฐีตำบลเสนานิคม ได้เคยบวงสรวงขอบุตรชายต่อรุกขเทวดาที่รักษาต้นไทร ริมน้ำเนรัญชรา เมื่อได้บุตรชายสมประสงค์ก็ปรุงข้าวมธุปายาสใส่ภาชนะถาดทองคำนำไปทำพลีกรรมแก่รุกขเทวาที่นางบนไว้
     หลังจากที่พระโพธิสัตว์นักบวชสิทธัตถะได้เลือกทางสายกลางหรือมัชฌิมาปฏิปทา หันมาเสวยพระกระยาหารจนพระวรกายที่ซูบเซียวกลับมาเปล่งปลั่งดั่งเดิม ประทับใต้ต้นไทรริมแม่น้ำเนรัญชรา เช้าวันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๖  นางสุชาดาเห็นก็เข้าใจว่าเป็นรุกขเทวดาที่แสดงตนมาเป็นนักบวช เพราะมีลักษณะงาม จึงได้น้อมถวายข้าวมธุปายาสนั้น เมื่อนักบวชสิทธัตถะได้บอกความจริงแก่นาง นางยิ่งมีจิตศรัทธามากขึ้น จึงได้ถวายข้าวมธุปายาสนั้นพร้อมทั้งถาดทองแล้วทูลลากลับไป
     นักบวชสิทธัตถะได้นำข้าวนั้นมาปั้นเป็นก้อนขนาดจาวตาล รวมได้ ๔๙ ก้อน และเสวยจนหมด จากนั้นนำถาดทองไปลอยในแม่น้ำเนรัญชรา
ข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวายจึงเป็นพระกระยาหารมื้อสุดท้ายของนักบวชสิทธัตถะก่อนที่จะตรัสรู้

หมายเหตุ: ข้าวมธุปายาส
ปายาส = ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมโค ผสมน้ำตาลเล็กน้อย อาจแต่งกลิ่นด้วยเครื่องเทศบางชนิด เช่น หญ้าฝรั่น
มธุ = น้ำผึ้ง
ข้าวมธุปายาส ข้าวที่หุงด้วยน้ำนมโคและผสมน้ำผึ้ง

เมื่อวานผมเล่าเรื่องนางสุชาดาถวายข้าวมธุปายาสแด่นักบวชสิทธัตถะพร้อมถาดทองคำ พระองค์ทรงรับและปั้นข้าวเป็นก้อนขนาดจาวตาลได้ ๔๙ ก้อน ทรงเสวยจนหมด ผมก็เล่าต่อไปถึงการเสด็จไปลอยถาดทองคำ
ผมทิ้งไว้ รอว่าจะมีเพื่อนสะกิดใจหรือไม่ว่า
ทำไมนักบวชสิทธัตถะ ต้องปั้นข้าวมธุปายาสที่นางสุชาดาถวายขนาดผลจาวตาลได้ ๔๙ ก้อนและเสวยจนหมด
คำเฉลยคือหลังจากที่ตรัสรู้แล้ว ใน ๗ สัปดาห์แรกหรือ ๔๙ วัน พระองค์ทรงเสวยวิมุตติสุข ไม่ทำกิจกรรมอะไรเลย ไม่เสวย ไม่สรงน้ำ ทั้งสิ้น ทรงย้ายไปทุกสัปดาห์ ๗ สัปดาห์ ๗ แห่ง รอบๆต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ที่เรียกว่า อนิมิสเจดีย์ พระองค์ทรงอยู่ได้ด้วยข้าวมธุปายาส ๔๙ ก้อนนั้น
การถวายอาหารบิณฑบาตครั้งนี้ ตรัสว่ามีอานิสงส์มาก




 

     ทรงเลือกต้นอัตสัตถะ(ต้นโพ) ปูลาดด้วยหญ้าคา ๘ กำที่โสตถิยะถวาย ตั้งสัตยาธิษฐานยอมสละพระชนม์ชีพถ้าไม่สำเร็จพระโพธิญาน ทรงนั่งขัดสมาธิ ผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก หันพระปฤษฎางค์(หลัง)สู่ต้นอัตสัตถะ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในยามสุดท้ายก่อนรุ่งอรุณวัน
ต้นอัตสัตถะก็เป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์นับจากนั้น 

     การที่จะได้เป็นพระพุทธเจ้านี่ไม่ใช่จะเป็นกันได้ง่ายๆนะครับ จะต้องสั่งสมบุญบารมีกันมาทุกชาติ เกิดๆตายๆกันนับไม่ถ้วน นานถึงสี่อสงไขยแสนมหากัป ทั้งเกิดเป็นคนเกิดเป็นสัตว์เกือบจะทุกชนิด ที่เราเรียกว่าเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นชาดกหรือนิทานให้เราได้ยินได้ฟังกันมากมายนักต่อนัก เช่นเรื่องของพระเจ้า ๕๐๐ ชาติ เรื่องทศชาติซึ่งมีพระเวสสันดรอันเป็นพระชาติสุดท้าย เราคงเคยได้ยินพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติคือเกิดเป็นช้าง เกิดเป็นลิง เกิดเป็นนก เกิดเป็นโน่น นั่น นี่ (คำยุคใหม่)เยอะแยะไปหมด แต่ไม่ใช่ว่าจะเกิดเป็นสัตว์ได้ทุกชนิดนะครับ มีข้อจำกัดว่าสัตว์ที่พระโพธิสัตว์จะเสวยพระชาตินั้นใหญ่สุดไม่เกินช้าง เล็กสุดจะต้องไม่เล็กกว่านกกระจาบ เพราะฉะนั้นเรียกว่าท่านเคยเกิดเป็นสัตว์เกือบทุกชนิด แต่เราจะไม่ได้ยินว่าเกิดเป็นไดโนเสาร์ เพราะว่าใหญ่เกินช้าง จะไม่เกิดเป็นหนอน เป็นแมลงวัน เป็นมด เพราะว่าเล็กกว่านกกระจาบ
แล้วที่ว่าสี่อสงไขยแสนมหากัปนั้นมันนานแค่ไหนกัน
ผมจำได้ครูสิริเพ็ญท่านบอกว่า มีภูเขาศิลาขนาดกว้าง ยาว สูง ด้านละหนึ่งโยชน์(16 กิโลเมตร) ทุกร้อยปีจะมีเทวดาเอาผ้าทิพย์ที่บางเบาดุจควันไฟมาลูบผ่านหนึ่งครั้ง ลูบไปทุกร้อยปีจนกว่าเขาลูกนั้นเรียบราบเป็นหน้ากลอง จึงเรียกว่า 1 กัป
แค่ฟังก็เหนื่อยแล้วละครับ
7 สัปดาห์ที่ท่านเสวยวิมุตติสุข คือ ความสุขที่เกิดจากการหลุดพ้นนี่แหละ มีอยู่สัปดาห์หนึ่งเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง จนมีพญานาคต้องมาแผ่พังพานป้องกันลมฟ้าให้ เป็นที่มาของพระพุทธรูปปางนาคปรก พระประจำวันของคนเกิดวันเสาร์

 
     ช่วงนี้ผมสนุกกับการอ่านหนังสือพุทธประวัติมาก จนทำให้มีความคิดอยากไปอินเดียกับเขาด้วย หวังว่าเพื่อนที่เข้ามาอ่านคงคิดเหมือนผม ส่วนใหญ่เราเคยรู้เคยเรียนเคยฟังกันมาแล้ว ผมจึงพยายามสรรหาเรื่องแปลกใหม่ที่พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังตามสไตล์แฟนพันธุ์แท้มาเติมเต็มให้กับเพื่อนๆ และคณะที่จะไป เช่นถ้าจะเล่าว่าพระพุทธเจ้าประสูติวันไหน ก็รู้กันอยู่แล้ว ถ้าเจาะลึกลงไปอีกนิดว่าวันที่พระพุทธเจ้าประสูตินั้นยังมีคนสำคัญหรือสิ่งสำคัญเกิดขึ้นมาพร้อมกับพระพุทธเจ้าอีก 7 สิ่ง ก็กระตุ้นให้อยากรู้มากขึ้น หรือเล่าว่าพอพระพุทธเจ้าประสูติก็เดินได้ทันที 7 ก้าว แถมยังพูดได้อีกด้วย อย่างนี้ก็เคยเรียนเคยรู้กันมาแล้ว แต่รู้ไหมว่าท่านก้าวเท้าซ้ายหรือขวาก่อน อย่างนี้เป็นต้น ผมก็ตั้งใจจะเขียนสไตล์แฟนพันธุ์แท้แบบนี้ เข้าทำนองอ่านประวัติศาสตร์ไม่มัน พงศาวดารมันกว่า ยิ่งพงศาวดารกระซิบมันที่สุด
ผมเคยคิดหรือจินตนาการว่าเจ้าชายสิทธัตถะนี่คงจะเป็นชายหนุ่มที่รูปหล่อ และคงจะไม่หล่อธรรมดา สมัยนี้เรียกว่าหล่อขั้นเทพทีเดียว ส่วนพระนางพิมพาก็คงจะงามเลิศระดับนางงาม ท่านคิดเหมือนผมไหม แต่เมื่อหันมาพิจารณาพระพุทธรูปที่ว่าสวยๆหรืองามสุดๆนั้นกลับดูแปลก ยิ่งพระพุทธรูปปางลีลาสมัยสุโขทัยยิ่งแล้ว ใหญ่ ช่างปั้นจนดูอ่อนช้อยซะเหลือเกิน ดูเป็นชายก็ไม่ใช่ จะดูเป็นหญิงก็ไม่เชิง เพื่อนคงคิดว่าที่เขียนมานี่ผมจะสื่อ
ถึงอะไร ตามต่อไปครับ



     วันขึ้น ๑๕ ค่ำ  เดือน ๖ ก่อนพ.ศ.๘๐ ปีเป็นวันประสูติของพระโพธิสัตว์เจ้าชายสิทธัตถะ และในวันสำคัญนี้ยังมีอีก ๗ สิ่งที่ถือกำเนิดเกิดขึ้นพร้อมกัน ที่เรียกว่า สหชาติ คือ
พระนางพิมพายโสธรา
พระอานนท์
นายฉันนะมหาดเล็ก
กาฬุทายีมหาอำมาตย์
ม้ากัณฐกะ
ต้นอัตสัตถะ(พระศรีมหาโพธิ์)
ขุมทองทั้ง ๔
แน่ละว่าทั้ง ๗ นี้ย่อมสัมพันธ์กับพระพุทธองค์ เราคงคุ้นเคยได้ยินกันมาบ้างแล้ว จะมีก็แต่อำมาตย์กาฬุทายีเป็นใคร ดังแง่ไหน ขุมทองทั้ง ๔ ล่ะ
ผมก็จะเอาแต่ละสิ่งๆ มาเล่าให้เพื่อนฟังว่าไปยังไงมายังไง สุดท้ายสิ่งเหล่านี้ตอนจบเป็นอย่างไร
(สหชาติ นั้น คำเดิมน่าจะเป็น สหชาต มากกว่า เพราะ ชาต (ชาตะ) แปลว่าเกิด แต่ก็ใช้ได้ทั้ง สหชาต และ สหชาติ ใครเกิดวัน เดือน ปี เดียวกันก็เรียกว่าสหชาตกัน(มีอายุเท่ากัน) นอกจากนั้นคนที่เกิดร่วมปีนักษัตรในรอบเดียวกันก็เรียกว่าสหชาตด้วย แม้จะต่างเดือนต่างวัน เช่น ชวดกับชวด เป็นต้น แต่ต้องรอบเดียวกัน)

     ต้นศรีมหาโพธิ์ที่พระพุทธองค์ประทับตรัสรู้นั้นเกิดขึ้นแล้วก็ตายไป ไม่พ้นหลักธรรมที่ว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เมื่อตายไปแล้วก็แตกหน่อเกิดขึ้นมาใหม่ เรามาตามดูกันซิว่าโพธิ์ต้นที่สองจะต้านสัจธรรมของโลกเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปได้หรือไม่ 
     สรุปว่าโพธิ์ต้นแรกซึ่งเกิดขึ้นมาพร้อมเจ้าชายสิทธัตถะมีอายุได้ประมาณ 350 ปีก็ตายลงด้วยน้ำมือสนมของพระเจ้าอโศกมหาราช และแตกหน่อขึ้นใหม่
     ต้นโพธิ์ตรัสรู้เป็นสหชาต คือเกิดขึ้นมาพร้อมกับการประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ ได้เจริญเติบโตเรื่อยมาจนถึงรัชสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นกษัตริย์ครองแคว้นมคธ พระเจ้าอโศกทรงมีพระราชศรัทธาในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ทรงทะนุบำรุงจนพระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมากและเผยแผ่จนพระพุทธศาสนาออกไปสู่นอกชมพูทวีป รวมทั้งประเทศไทย เมื่อทรงว่างจากราชกิจ ก็จะใช้เวลามาประทับปฏิบัติธรรมใต้ต้นโพธิ์เสมอๆและครั้งละนานๆ ทรงเคารพรักต้นพระศรีมหาโพธิ์เป็นอย่างยิ่ง เป็นเหตุให้มเหสีและสนมทั้งหลายไม่พอพระทัยที่พระเจ้าอโศกทรงเอาใจใส่ต้นพระศรีมหาโพธิ์มากเกินไป ต่างพากันโกรธแค้นอิจฉาริษยาต้นพระศรีมหาโพธิ์และเกิดความคิดที่จะกำจัด พระนางมหิสุนทรีซึ่งเป็นพระชายาองค์หนึ่ง ได้สั่งนางกำนัลให้เอาน้ำร้อนและยาพิษแอบไปรดที่โคนต้นโพธิ์หลายครั้ง บางสำนวนกล่าวว่าเอาเงี่ยงกระเบนมีพิษมาทิ่มแทงราก แล้วอย่างนี้ต้นพระศรีมหาโพธิ์จะเหลือเรอะ จึงได้ตายไปในที่สุด รวมอายุของต้นพระศรีมหาโพธิ์ได้ ๓๕๒ ปี

     เมื่อพระเจ้าอโศกมหาราชทรงทราบว่าต้นโพธิ์ตายก็ถึงกับวิสัญญีภาพคือสลบไป ณ ที่ตรงนั้น เมื่อทรงฟื้นแล้วทรงสั่งให้มหาดเล็กไปรีดนมวัวเอามาให้ได้ 100 หม้อ นำไปรดบริเวณโคนต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่ตายลงไปแล้วนั้นทุกวัน พร้อมกับทรงตั้งสัตยาธิษฐานว่า หากไม่แตกหน่อใหม่ขึ้นมาแล้วไซร้ จะไม่ยอมลุกขึ้นเป็นอันขาด ลองกล้าเล่นไม้นี้แล้ว ต้นโพธิ์จะใจดำไม่แตกหน่อใหม่ได้กระไร พระเจ้าอโศกก็ทรงดีพระทัยเป็นอันมาก นับเป็นต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สอง....โปรดติดตามต่อครับ
     โพธิ์ต้นที่สองที่แตกหน่อจากต้นแรกมีอายุยืนยาวต่อมาหลายร้อยปี จนถึงสมัย พระเจ้าปูรณวรมากษัตริย์แคว้นมคธ ถูก พระเจ้าสาสังการ กษัตริย์ชาวฮินดูแคว้นเบงกอลยกทัพมารุกราน ย่ำยีทำลายพระพุทธศาสนาอย่างย่อยยับ สั่งโค่นและขุดรากต้นพระศรีมหาโพธิ์ ใช้ฟางอ้อยแห้งสุมพร้อมราดน้ำมันเผา พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สองก็ถึงกาลอวสาน รวมอายุได้ประมาณ 900 ปี นอกจากนั้นกษัตริย์เบงกอลยังสั่งให้ทำลายพระพุทธรูปทุกองค์ภายในเจดีย์พุทธคยา เหลือพระพุทธเมตตาเพียงองค์เดียวที่รอดพ้นการทำลาย เพราะทหารที่ได้รับคำสั่งให้ทำลายนั้นเป็นชาวพุทธ ได้เอาอิฐมาก่อเป็นกำแพงปิดทางเข้าซ่อนองค์พระไว้ อย่างมิดชิด พระพุทธเมตตาจึงรอดพ้นจากการถูกทำลายคงอยู่ต่อมาจนทุกวันนี้

   

พระเจ้าสาสังการ กษัตริย์ชาวฮินดู แคว้นเบงกอล ได้รับผลกรรมจากการสั่งทำลายต้นพระศรีมหาโพธิ์ทันตาเห็น พระวรกายเกิดแผลพุพองเน่าเปื่อย เนื้อเน่าหลุดเป็นชิ้นๆ อาเจียนเป็นพระโลหิต สิ้นพระชนม์ที่พุทธคยาหลังจากต้นโพธิ์ล้ม 7 วัน
พระเจ้าปูรณวรมา กษัตริย์แคว้นมคธเสด็จมาถึงตีทัพเบงกอลแตกพ่ายไป ทรงเสียพระทัยอย่างมากที่เห็นพระศรีมหาโพธิ์ล้มตายเช่นนั้น ทรงกระทำตามแผนพระเจ้าอโศกเมื่อ 900 ปีก่อนทันที คือสั่งรีดนมวัวนำไปรดโคนต้นที่ถูกเผา ทอดพระวรกายทรงนอนคว่ำหน้าลงกับพื้น ตั้งสัตยาธิษฐาน แม้นมิแตกหน่อใหม่ จักมิยอมออกจากสถานที่นั้น เล่นไม้นี้อีกแล้ว พระศรีมหาโพธิ์ก็แตกหน่อใหม่ พระองค์ก็ทรงปิติโสมนัส
หน่อใหม่นี้นับเป็นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3

เห็นพระพักตร์พระพุทธเมตตาแล้วงามมากนะครับ พระพักตร์แฝงไว้ซึ่งความเมตตาสมพระนามจริงๆ อายุประมาณ 1,400 ปี ไม่ทราบว่าสร้างในสมัยใด เนื้อเป็นแกรหนิตสีดำลงรักปิดทองเหลืองอร่าม เพื่อนๆที่จะไป ควรเตรียมเครื่องสักการะและผ้าจีวรไปถวายด้วยน่าจะดีเหมือนกับเพื่อนที่ไปพม่าไหว้พระมหามัยมุนี พระพุทธเมตตาสถิตเป็นพระประธานภายในมหาเจดีย์พุทธคยา ถ่ายรูปมุมสวยๆมาฝากด้วยนะครับ ความศักดิ์สิทธิ์คงไม่ต้องพูดถึง พระประธานในสถานที่สำคัญสุดอย่างนี้ และรอดพ้นจากการถูกทำลายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ซึ่งบางตำนานเล่าว่า ขณะแรกนั้นกษัตริย์เบงกอลคิดจะทำลายด้วยมือของตนเอง แต่พอเห็นพระพักตร์ของพระพุทธรูปอันเปี่ยมไปด้วยพระเมตตาก็ฟันไม่ลง จึงเสด็จกลับ ในระหว้างทางทรงฉุกคิดได้ว่า ถ้าพระพุทธรูปยังคงอยู่ในวิหารต่อไป พุทธศาสนาก็คงจะฟื้นฟูขึ้นมาอีก จึงสั่งให้ทหารไปทำลายแทน และก็ทำไม่สำเร็จตามที่เล่าไว้แล้ว

     พระศรีมหาโพธิ์ต้นที่สามเริ่มแตกหน่อนั้น ประมาณพ.ศ.1150 อยู่ในช่วงที่พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ยืนต้นอยู่ได้นานจนหมดอายุขัย ซึ่งขณะนั้นพุทธศาสนาได้สูญไปจากอินเดีย และอินเดียได้ตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษเรียบร้อยแล้ว
ในพ.ศ.2418(ต้นรัชกาลที่ 5) เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษ ได้ขุดค้นพบพุทธสถานหลายแห่ง เช่น สถานที่ตรัสรู้ ทำให้พุทธศาสนาเป็นที่รู้จักของชาวอินเดียอีกครั้งหนึ่ง หลังจากลืมเลือนไปนานถึง 800 ปี เซอร์ คันนิ่งแฮมได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิ์(ต้นที่ 3) อยู่ในสภาพทรุดโทรม ชาวบ้านฮินดูในย่านนั้นได้ตัดกิ่งก้านเอาไปทำฟืน หลังจากนั้น 4-5 ปี ได้เกิดพายุใหญ่ทำให้ต้นพระศรีมหาโพธิ์โค่นล้มลงและล้มตายไปเอง
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 3 มีอายุยืนยาวมาก ประมาณ 1,270 ปี

ถึงตอนนี้ท่านอาจถามว่า พระศรีมหาโพธิ์นี่มีต่ออีกยาวหลายต้นเลยเรอะ ก็ขอบอกว่า ต้นปัจจุบันนี้นับเป็นต้นที่ 4 เท่านั้นเอง ท่านทราบไหมครับว่ากว่าพุทธศาสนาจะครบห้าพันปีจะมีต้นโพธิ์กี่ต้น คนโบราณชอบพยากรณ์เหมือนกับที่พยากรณ์ไว้เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อนว่าราชวงศ์จักรีจะมีอายุกี่ปีกี่รัชกาล
เอ..ก็ไหนพูดกันว่าศาสนาพุทธนั้นดีเลิศกว่าทุกศาสนา เนื้อหาคำสอนก็มีเหตุมีผล ไม่หลงงมงาย แล้วอะไรเป็นปัจจัยให้สูญหายไปจากอินเดียตั้ง 800 ปี แล้วกลับจะฟื้นฟูขึ้นใหม่ด้วยเหตุใด

ต้นโพธิ์เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย ตายยาก แพร่พันธุ์เร็ว
ในปี 2423(สวนกุหลาบเกิด 2424) ท่านเซอร์ คันนิ่งแฮม ได้ไปพุทธคยาอีกครั้งหนึ่ง เห็นต้นโพธิ์(ต้นที่ 3) ที่ล้มตายอยู่ มีหน่อโพธิ์เล็กๆ งอกอยู่ 2 หน่อ ขนาดสูง 6 นิ้ว และ 4 นิ้ว นำต้นสูง 6 นิ้วปลูกไว้บริเวณต้นเดิม ต้นสูงสี่นิ้วนำไปปลูกไว้ทางด้านทิศเหนือ ห่างออกไป 250 ฟุต ปัจจุบันโพธิ์ทั้งสองต้นนี้ก็ยังยืนต้นอยู่ให้พวกเราได้สักการะจนทุกวันนี้ มีอายุ 134 ปี(2423-2557)
สรุป
ต้นที่ 1 ซึ่งเป็นสหชาตกับพระพุทธเจ้า และพระองค์ทรงประทับตรัสรู้ มีอายุประมาณ 350 ปี ล้มตายด้วยสนมพระเจ้าอโศกมหาราช
ต้นที่ 2 อายุประมาณ 900 ปี ตายด้วยกษัตริย์สาสังการ แคว้นเบงกอล
ต้นที่ 3 ตายเพราะอายุขัย อายุประมาณ 1,280 ปี
ต้นที่ 4 ปัจจุบัน อายุ 134 ปี



     ศาสนาพุทธเกิดในอินเดีย เจริญในอินเดีย หลังจากนั้นก็เผยแผ่ออกไปนอกประเทศเกือบทั่วโลก อนิจจังไม่เที่ยง พุทธศาสนาในอินเดียต่อมาก็เสื่อมลงจนเกือบเรียกว่าสูญหายไปจากอินเดียเป็นเวลานานถึง 800 ปี แต่กลับไปเจริญรุ่งเรืองในต่างแดน โดยเฉพาะในย่านอุษาคเณย์(เอเชียตะวันออกเฉียงใต้)แทน แต่สุดท้ายพุทธในต่างแดนก็มีแนวโน้มเสื่อมลง ส่อว่าจะไปเจริญในอินเดียและตะวันตกแทน

     พระพุทธศาสนาเกิดและเจริญรุ่งเรืองในประเทศอินเดีย เป็นเวลานาน 1,500 ปี จากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงเรื่อยๆ จนถึงพุทธศตวรรษที่ 17 ก็กล่าวได้ว่าสูญหายไปจากอินเดีย เหลืออยู่แต่ใน ลาดัก อัสสัม เบงกอล และโอริสสา เท่านั้น
     พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความเสื่อมของพระสัทธรรมนั้นขึ้นอยู่กับพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ประพฤติตนหย่อนยานในพระธรรมวินัย เป็นเหตุให้พระศาสนาเศร้าหมองและเสื่อมโทรมในที่สุด เรามาดูกันว่าพระดำรัสนี้จริงหรือไม่
    
ในเรื่องนี้พระพรหมคุณาภรณ์(ป.อ.ปยุตโต) เพชรแห่งพุทธศาสนาในปัจจุบัน ฝ่ายมหานิกาย ได้วิเคราะห์ไว้ ขอนำมาย่อดังนี้
"เดิมพระสงฆ์เคร่งครัดในพระธรรมวินัย ทำให้ประชาชนทุกชนชั้นเลื่อมใสศรัทธา พากันทะนุบำรุงพุทธศาสนาจนเจริญรุ่งเรือง ต่อมาในรุ่นหลังๆ พระสงฆ์หลงมัวเมาในลาภสักการะ จนลืมหน้าที่ที่แท้จริง เกิดสิ่งไม่พึงปรารถนาตามมาเช่น การติดถิ่นติดที่ ความสบาย และลาภสักการะ ทอดทิ้งการเทศนาสั่งสอน วุ่นวายกับพิธีกรรมจนความเข้าใจเรื่องบุญกุศลแคบลง เมื่อศึกษาเล่าเรียนแล้วก็เพลินกับการถกเถียงปัญหา แตกสามัคคี แบ่งเป็นพวกเป็นนิกาย ถือรั้นรังเกียจกันตกลงกันไม่ได้ เห็นแก่ความง่าย ความสบาย ปล่อยให้เรื่องไสยศาสตร์ อิทธิปาฏิหาริย์ พอกพูนมากขึ้น เพลิดเพลินมัวเมาในเรื่องเหล่านี้ ทำให้พุทธศาสนามีสภาพคล้ายคลึงกับศาสนาอื่นๆ มากมาย เช่นแปรรูปไปเป็นตันตระ เหมือนตันตระของฮินดู หมดลักษณะพิเศษของตนเอง"
อ่านแล้วเหมือนสงฆ์ในไทยตอนนี้ไหมครับ
    
    
พระถังซัมจั๋งในสมัยราชวงศ์ถัง ที่เรารู้จักกันดีจากวรรณกรรมเรื่องไซอิ๋ว มีจริงนะครับ  ท่านเดินทางไปอินเดียเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก  ในปีพ.ศ.1183 ท่านได้เขียนจดหมายเหตุการเดินทางไว้อย่างละเอียด ในด้านภูมิประเทศ สภาพสังคม วัฒนธรรมที่หลากหลาย รวมถึงการเมืองการปกครอง ได้มีการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลกรวมทั้งภาษาไทย  เป็นประโยชน์อย่างมากในการศึกษาพุทธศาสนาในภายหลัง
     พระถังซัมจั๋งใช้เวลาอยู่ในอินเดียศึกษาพระธรรมที่มหาวิทยาลัยนาลันทานานถึง 17 ปี รวมเวลาเดินทางไปกลับก็ 19 ปี คิดเป็นระยะเดินทางกว่า 50,000 ลี้
ท่านได้บันทึกเรื่องความเสื่อมของพุทธศาสนาไว้ด้วย คือเรื่องการเสื่อมทางด้านศีลธรรม การเสื่อมจากการบรรลุมรรคผล การประพฤติย่อหย่อนในธรรมวินัย ดังปรากฏในจดหมายเหตุว่า
"พระในนิกายสัมมติยะ แคว้นสินธุ ใช้ชีวิตอย่างชาวโลก และไม่ถูกต้องตามพระวินัยที่พระพุทธองค์ทรงบัญญัติไว้ พระเหล่านั้นเกียจคร้าน เป็นคนที่ไร้ค่า และเที่ยวเตร่ ถึงแม้พระเหล่านั้นจะครองผ้ากาสาวพัสตร์แต่ก็ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เลี้ยงปศุสัตว์ และมีลูกมีเมีย"
 
     เป็นยังงัยครับอ่านจดหมายเหตุของพระถังซำจั๋งซึ่งบันทึกไว้เมื่อ 830 ปีที่แล้ว จึงไม่ต้องแปลกใจเมื่อได้ยินข่าวอลัชชีในปัจจุบัน เพราะมันมีมาตั้งแต่โบราณกาลแล้ว และมันก็ยังมีคู่กันอยู่กับพุทธศาสนาอีกต่อไปในอนาคต แถมจะมากและรุนแรงขึ้นเสียอีก จะทำบุญให้ทานทั้งทีก็ควรพิจารณาสักหน่อยอย่าหลับหูหลับตาชั่วช่างชีดีช่างสงฆ์ อานิสงส์มันก็ไม่เกิดเพราะเนื้อนาบุญมันไม่ดี หว่านอะไรไปมันก็ไม่ขึ้น เสียทรัพย์เปล่า ซ้ำยังเป็นการส่งเสริมให้โจรได้มีโอกาสทำลายพระศาสนายิ่งขึ้น ทำบุญทั้งทีแต่กลับได้บาปแทน

     ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูนั้นเกิดก่อนศาสนาพุทธเป็นเวลานานมาก อยู่ในวรรณะสูง มีสิทธิพิเศษต่างๆและผูกขาดการศึกษาไว้ จึงมีอำนาจและอิทธิพลมาก เช่นเป็นปุโรหิตของพระราชาเป็นต้น เมื่อศาสนาพุทธอุบัติขึ้น คำสอนของพุทธศาสนานั้นขัดแย้งและทำลายความเชื่อถือเดิมของศาสนาพราหมณ์มากมายหลายอย่าง เป็นเหตุให้ศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูในสมัยต่อมาพยายามหาทางลิดรอนพุทธศาสนาโดยวิธีต่างๆ แต่พุทธศาสนาก็ยังแพร่หลายในหมู่ประชาชนทั่วไป ตราบใดที่พระสงฆ์ยังทำหน้าที่อย่างถูกต้อง พราหมณ์ก็ไม่กล้าทำอันตรายหรือทำก็ไม่สำเร็จ ยิ่งถ้ากษัตริย์ทรงเลื่อมใสให้ความอุปถัมภ์อยู่ด้วย พระพุทธศาสนาก็ยิ่งมั่นคง เช่นพระเจ้าอโศก เป็นต้น แต่พราหมณ์จะไม่พอใจ คิดทำลายวงศ์กษัตริย์แล้วขึ้นครองราชเสียเอง แล้วกำจัดพุทธศาสนา แม้จะไม่กำจัดแต่ก็ทำให้พุทธศาสนายอมประนีประนอมคำสอนกับฮินดูจนกลายเป็นเหมือนกันและถูกกลืนในที่สุด

     ปราชญ์ฮินดูพยายามเอาหลักของพุทธไปปรับปรุงหลักธรรมของตนเองให้ดูคล้ายคลึงเหมือนกัน กลืนกันจนไม่ต้องมีพุทธศาสนาอีกต่างหาก เมื่อพุทธอ่อนแอก็กลืนได้ง่าย แม้องค์พระพุทธเจ้าก็กลายเป็นนารายณ์อวตารปางหนึ่งไป

     ในขณะที่พุทธกำลังอ่อนแอถูกฮินดูกลืนกิน เหมือนเรือที่ชำรุดใกล้จะพัง สาวกเองก็เสมือนเพรียงที่กัดกร่อนท้องเรือจนใกล้ทะลุ และในที่สุดพุทธนาวาลำนี้ก็เจอเข้ากับมรสุมใหญ่ลูกสุดท้ายที่พัดกระหน่ำอย่างแรง จนทำให้อับปางลง

     เมื่อไม่มีพระสงฆ์เพราะถูกฆ่าไปหมดแล้ว พุทธบริษัทก็ขาดผู้นำ เหลือแต่ชาวบ้านหรืออุบาสก อุบาสิกา ชาวบ้านที่นับถือพุทธเหล่านี้ก็จะถูกบังคับบ้าง ถูกชักชวนบ้าง กลายเป็นมุสลิมหรือฮินดูไป  ส่วนฮินดูแม้จะถูกอิสลามกวาดล้างทำลายพร้อมกันกับพุทธ แต่เพราะนักบวชฮินดูมีหลายแบบ บางพวกอยู่ตามบ้านมีครอบครัว มีความเป็นอยู่ไม่ต่างจากคนทั่วไปก็คงเหลือรอดอยู่ได้ การที่ฮินดูได้ทำการกลืนศาสนาพุทธ ทำให้หลักการของสองศาสนาคล้ายคลึงกัน หรือผสมผสานกันมากแล้ว เมื่อฝ่ายฮินดูยังพอเหลืออยู่ก็จะชักจูงชาวพุทธเหล่านี้เข้าฮินดูได้ง่ายโดยไม่มีใครขัดขวาง วัดทางพุทธที่รอดจากการถูกอิสลามทำลาย พราหมณ์ก็จะเข้ายึดครอง และเปลี่ยนเป็นวัดฮินดู สรุปแล้วชาวพุทธที่เหลือก็จะถูกกลืนกินเข้าสู่สังคมชาวฮินดู
ผลจากที่ฮินดูได้กลืนกินพุทธ มีส่วนทำให้ ฮินดูมีการปฏิรูปไปในทางที่ประณีตขึ้น เช่น เลิกการบูชายัญ มีหลักศีลธรรมที่เด่นชัดมากกว่าเดิม มีหลักปรัชญาที่ลึกซึ้งขึ้น คือเลียนแบบพระพุทธศาสนาเฉพาะในส่วนที่เป็นประโยชน์กับฮินดู เป็นต้น
สรุปแล้วเมื่อทัพอิสลามเข้ารุกราน ศาสนาพุทธก็สูญสลายไปจากอินเดีย ส่วนฮินดูนั้นยังคงอยู่ได้

ย้อนกลับไปเมื่อพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นได้ประมาณ 200 ปี สมัยพระเจ้าอโศกมหาราชครองแคว้นมคธ ศาสนาพุทธเจริญรุ่งเรืองมาก มีหลักฐานสำคัญคือเสาหินจารึกประวัติหลายต้นที่เรียกว่า "เสาหินพระเจ้าอโศก"กระจายไปทั่วสถานที่สำคัญในอินเดีย คุณูปการที่สำคัญของพระเจ้าอโศกคือการส่งสมณทูตออกไปเผยแผ่พุทธศาสนา ทำให้พุทธศาสนาออกสู่ต่างแดน และไปเจริญรุ่งเรืองต่อในสถานที่นั้นๆ รวมทั้งในประเทศไทย ถ้าไม่มีผลงานชิ้นนี้ของพระเจ้าอโศกพุทธศาสนาที่สูญหายไปจากอินเดียก็จะเป็นการสูญหายไปจากโลกด้วย เรื่องพระเจ้าอโศกจะนำมาขยายในโอกาสต่อไป
ในยุคล่าอาณานิคม เซอร์ อเล็กซานเดอร์ คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีชาวอังกฤษได้เข้ามาขุดค้นศึกษาหาหลักฐาน เช่น พุทธคยา เสาหินพระเจ้าอโศก ฯลฯ ทำให้ชาวอินเดียได้รู้จักพุทธศาสนาหลังจากลืมเลือนไปเป็นระยะเวลาอันยาวนานถึง 800 ปี
ยังมีคนสำคัญคือ "อัมเบดการ์" ได้หมุนกงล้อธรรมจักรในอินเดียให้ขยับขับเคลื่อนขึ้นมาอีกครี้งหนึ่ง
เรื่องเหล่านี้จะเล่าต่อไป ตอนนี้เอามาพูดผ่านหูพอให้ได้ยินก่อน



พุทธคยาหรือตำบลอุรุเวลาเสนานิคมที่คณะจะไปกันถือว่าเป็นสถานที่สำคัญและศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่งของโลก
เพราะเป็นสถานที่ตรัสรู้ และพระพุทธเจ้าทั้งสามพระองค์ในอดีตที่อยู่ในภัทรกัปนี้(กุกุสันโธ โกนาคม และกัสสป)ต่างก็ตรัสรู้ ณ ที่นี้มาแล้วทั้งสิ้น รวมถึงพระศรีอาริยเมตไตรย องค์ที่ 5 ในอนาคตก็จะมาตรัสรู้ที่แห่งนี้ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่มีผืนแผ่นดินใดในโลกที่จะรองรับความสั่นสะเทือนอันเป็นพุทธานุภาพที่บังเกิดขึ้นขณะตรัสรู้ได้
ชาวพุทธทั่วโลกถือกันว่าเป็นจุดศูนย์กลางหรือสะดือของโลกทีเดียว
ในตอนบ่ายของวันเพ็ญเดือน 6 ก่อนพุทธศักราช 45 ปีนั้น หลังจากที่นักบวชสิทธัตถะได้เสวยข้าวมธุปายาสและลอยถาดทองคำที่ท่าน้ำ "สุประดิษฐ์ " แล้ว ทรงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปฝั่งตรงข้าม ระหว่างทางได้พบกับโสตถิยะพราหมณ์คนแบกหญ้า พราหมณ์เห็นพระสรีระผุดผ่องเกิดความเลื่อมใสได้น้อมถวายหญ้ากุสะ(กุศะ)จำนวน 8 กำ
กุสะ เป็นหญ้าอะไร
ทำไมจึงต้อง 8 กำ

 

ทำไม 8 กำ อันหมายถึงมรรคมีองค์แปด
หญ้ากุสะ เราเคยเข้าใจกันว่าเป็นหญ้าคา ซึ่งลักษณะใบแหลมคม ระคายบาดมือได้ ที่เข้าใจกันเป็นหญ้าคาเพราะสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระปรมานุชิตชิโนรส(พระโอรสในรัชกาลที่ 1 ที่เราเคยเรียนลิลิตตะเลงพ่ายตอนม.ปลายก็ของท่าน) ได้นิพนธ์ไว้ว่า โสตถิยะพราหมณ์น้อมถวายหญ้าคาจำนวน 8 กำ ส่วนสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระวชิรญาณวโรรส(โอรสในร.4)นิพนธ์ว่า ถวายหญ้า 8 กำ
พระสงฆ์ไทยที่ไปเป็นนักศึกษาที่อินเดีย ได้ให้ข้อสังเกตว่า หญ้าที่คนอินเดียเรียกว่า กุสะ นั้น พบได้ทั่วไป ที่พุทธคยาก็พบได้ตามริมน้ำและพื้นที่ทราย ไม่เหมือนหญ้าคาแต่คล้ายหญ้าแฝกมากกว่า ใบนุ่ม รากหอม มีดอกรูปทรงปิรามิด
ผมเองก็เชื่อความเห็นของพระสงฆ์ไทยครับ

หญ้ากุสะนี้ ชาวฮินดูก็นับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์เช่นกัน เพราะชาวฮินดูจะนำหญ้านี้มาประกอบพิธีกรรมบูชาพระกฤษณะ ในวันแรม 15 ค่ำ เดือน 9 ที่เรียกว่า พิธีกุโสตปาฏนีอมาวสยา
หญ้ากุสะยังมีสรรพคุณทางยาสมุนไพร ใช้ทั้งต้นเป็นยาขับปัสสาวะ ขับเสมหะ รากมีรสหวาน เป็นยาเย็น แก้อาการกระหายน้ำ
ผู้ที่ถวายหญ้ากุสะเป็นพราหมณ์ชื่อว่า โสตถิยะ เป็นชื่อที่มีความหมายดีมาก
โสตถิยะ โสตถี แปลว่า สวัสดี สวัสดิมงคล
เราคงเคยได้ยินเวลาพระสงฆ์ให้พรตอนจบว่า
สทา โสตถี ภะวันตุเต
ขอความสวัสดีจงมีแก่ท่าน นั่นแหละครับ
คนถวายก็ชื่อดี ของที่ถวายแม้จะเป็นหญ้าก็เป็นของดี
ส่วนคนรับนั้น ดีแน่ๆอยู่แล้ว

นักบวชสิทธัตถะทรงเลือกต้นอัสสัตถะ (ต้นโพ) ทรงใช้หญ้าทั้ง 8 กำมาปูลาดเป็นอาสนะสำหรับประทับบำเพ็ญเพียร ซึ่งเรียกว่า โพธิบัลลังก์ ปัจจุบันเป็นศิลาจำหลักลวดลายสวยงาม อยู่ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ อาจจะเรียกว่า รัตนบัลลังก์ บ้าง วชิรอาสน์บ้าง วัชรอาสน์บ้าง อันหมายถึงบัลลังก์เพชร หรือบัลลังก์สำหรับผู้ที่มีจิตใจแข็งแกร่งประดุจเพชร
จุดนี้แหละศูนย์กลางของโลก หรือ สะดือโลก

 

ผมไม่มีบุญวาสนาได้ไปแต่ผมว่านี่แหละเป็นไฮไลต์หรือจุดสำคัญของการเดินทางไปอินเดียครั้งนี้ พระแท่นวัชรอาสน์หรือ บัลลังก์เพชร นี้ตั้งอยู่ในจุดที่สำคัญของโลก เพื่อนหรือคณะที่ไปน่าจะเตรียมผ้าสำหรับปูลาดอาสนะบัลลังก์และนำกลับมาบูชาเพื่อความเป็นศิริมงคล
ผมขอบอกขนาดพระแท่นสำหรับการเตรียมผ้าได้ถูกขนาด
ยาว 7 ฟุต 6 นิ้ว
กว้าง 4 ฟุต 10 นิ้ว
หนา 1ฟุตครึ่ง
ทราบมาว่าร้านจำหน่ายสังฆภัณฑ์แถวเสาชิงช้า ประตูผี ทำสำเร็จรูปไว้ขายพร้อมผ้าคลุมปางปรินิพพานด้วย
โพธิ์บัลลังก์หรือพระแท่นวัชรอาสน์นี้ ยังจัดเป็นหนึ่งในสัตตมหาสถาน คือที่ทรงเสวยนิมิตติสุข 7แห่งๆละ 1 สัปดาห์ หลังจากตรัสรู้  พระองค์ประทับใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้ตลอดระยะเวลาในสัปดาห์แรก
 
ในสมัยพุทธกาลหรือหลังปรินิพพานแล้วยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปไว้บูชา พระพุทธรูปมาเกิดในระยะหลัง หลังจากพระเจ้าอเล็กแซนเดอร์มหาราชชาวกรีกได้แผ่อำนาจเข้ามาในอินเดีย พวกนี้นับถือเทพเจ้าและมีการปั้นรูปเทพเจ้าไว้สักการะ จึงมีการนำวัฒนธรรมนี้มาสร้างเป็นพระพุทธรูป พระพุทธรูปในระยะแรกๆ จึงมีหน้าตาคล้ายฝรั่ง จีวรก็พลิ้วคล้ายผ้าๆจริง มีมวยผม ที่เราเรียกกันว่าพระพุทธรูปปางคันธาระ หรือคันธารราฐ

 

ก่อนมีพระพุทธรูปนั้น สัญลักษณ์แทนองค์พระพุทธเจ้าก็จะเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กันกับพุทธองค์ เช่นดอกบัวบาน เพราะตอนประสูติทรงดำเนินได้ 7 ก้าว มีบัวมารองรับ แทนองค์ด้วยต้นพระศรีมหาโพธิ์ เพราะทรงประทับตรัสรู้ แทนองค์ด้วยธรรมจักร(วงล้อธรรม)กับกวางหมอบ เพราะทรงแสดงปฐมเทศนา ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นป่าที่มีกวาง ดับขันธปรินิพพานใต้ต้นสาละคู่ จึงนำภาพต้นสาละคู่มาเป็นสัญลักษณ์แทนพระองค์



ดอกบัวยังมีความผูกพันกับพระพุทธศาสนามานาน
ดอกบัวได้รับการยกย่องว่าสูงศักดิ์สิทธิ์ เป็นดอกไม้ที่เป็นสัญลักษณ์แห่งพระพุทธศาสนาและแทนพระพุทธเจ้า ตามมาด้วยเชื่อว่า การบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกบัวแล้ว จะได้บุญกว่าการบูชาพระพุทธองค์ด้วยดอกไม้อื่น แม้ในภาพวาดหรือรูปพระพุทธเจ้า ก็ยังแสดงสัญลักษณ์ดอกบัวรองรับพระพุทธองค์ไว้ทุกอิริยาบถ

 

ตามพระพุทธวัจนะแล้วท่านเปรียบคนไว้เหมือนกับบัวสามเหล่าเท่านั้น แต่ทำไปทำมาจึงกลายมาเป็นบัวสี่เหล่าไปได้ อันนี้ผมก็จนปัญญาไม่ทราบ
เพื่อนท่านใดทราบหรือหาที่มาของพุทธวัจนะบัวสี่เหล่าได้ ก็กรุณาเล่าสู่กันฟังด้วยครับ



พระมหาเจดีย์พุทธคยาสันนิษฐานว่าพระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้าง ก่อนนี้คงจะมีขนาดย่อมกว่านี้ และคงมีการบูรณะเสริมต่อกันมาทุกยุคทุกสมัย เป็นเจดีย์ทรงกรวย สูงประมาณ 170 ฟุต มีเจดีย์บริวารล้อมรอบ 4 ด้าน ภายในมีพระพุทธเมตตาเป็นองค์ประธาน
ชาวพุทธในไทยก็ร่วมทำการบูรณะหลายครั้ง ล่าสุดก็มีการนำทองคำไปหุ้มฉัตรบนยอดเจดีย์



ก่อนจะไปเล่าสังเวชนียสถานอื่นต่อไป ก็ขอแถมอีกเรื่องให้สมบูรณ์ คือเรื่องการวางระเบิดที่พุทธคยา
เมื่อประมาณ 6 เดือนที่ผ่านมา คือวันที่ 7 ก.ค. 2556 เป็นวันอาทิตย์ ได้มีผู้ก่อการร้ายวางระเบิดที่พุทธคยาในเวลาเช้ามืดจำนวน 9 แห่ง ทำให้พระสงฆ์บาดเจ็บ 2 ราย เป็นพระทิเบตและพม่า
4 ลูกระเบิดในเขตพุทธคยา 4 ลูกบริเวณวัดทิเบต อีก 1 ลูกบริเวณพระพุทธรูปองค์ใหญ่และรถบัส และยังมี 2 ลูกไม่ทำงาน ทั้งหมดนี้เป็นระเบิดที่มีอานุภาพต่ำ
ทางรัฐบาลอินเดียแถลงว่า เป็นฝีมือของอิสลามหัวรุนแรง เพื่อเป็นการแก้แค้นที่ชาวมุสลิมถูกชาวพุทธทำร้ายในพม่า
เป็นการโชคดีที่ต้นพระศรีมหาโพธิ์ไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด
ไม่อย่างนั้นพวกเราคงได้มีโอกาสไปสักการะพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 5 ก็เป็นไปได้ครับ



ตั้งใจจะเริ่มสถานที่ปฐมเทศนาเสียที นึกขึ้นได้ยังขาดเรื่องสำคัญอีกเรื่องแฮะ ถ้าไม่เล่าตอนนี้ก็ไม่รู้ว่าจะไปแทรกตรงไหน เป็นอันว่าอยู่พุทธคยาต่ออีกหน่อยครับ
ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วใช่ไหมครับว่า จากเหตุที่พระสงฆ์เริ่มประพฤติย่อหย่อนในพระธรรมวินัย ติดในลาภสักการะ แตกแยกเป็นนิกาย ถึงกับมีครอบครัวไม่ต่างกับชาวบ้าน เมื่ออ่อนแอลงฮินดูก็เข้ามาผนวกกลืนกิน เมื่ออินเดียถูกกองทัพอิสลามเข้ามารุกราน พุทธศาสนาที่อยู่มาได้ 1,700 ปี ก็อันตรธานสูญหายไปจากแผ่นดินอินเดีย
วัดวาอารามของพุทธถูกทำลายลงไปมากรวมทั้งมหาวิทยาลัยสงฆ์ต่างๆ อันรวมมหาวิทยาลัยนาลันทาด้วย วัดที่รอดจากการถูกทำลาย พวกฮินดูก็เข้ายึดครอง
ฮินดู ชาวมหันต์ เข้ายึดครองมหาวิหารพุทธคยา จากพุทธสถาน ก็กลายเป็น เทวสถาน ไป
ชาวมหันต์ไม่ได้ทำนุบำรุง ปล่อยให้ชำรุดทรุดโทรม มีการลักขโมยเอาของมีค่าไปเป็นสมบัติส่วนตัวสูญหายไปมากมาย เหตุการณ์เป็นเช่นนี้อยู่เกือบ 800 ปี

ในปีพ.ศ.2417 ต้นรัชกาลที่ 5 ของไทย พระเจ้ามินดง กษัตริย์พม่า ได้ส่งคณะทูตไปอินเดียเพื่อขอเข้าไปปฏิสังขรณ์บูรณะพุทธคยา ได้รับความร่วมมือจากชาวมหันต์และทางการอินเดียเป็นอย่างดี ทางรัฐบาลอินเดียได้ส่ง Sir Alexander Cunningham มาเป็นตัวแทน(คนนี้แหละที่ปลูกพระศรีมหาโพธิ์ต้นที่ 4 เล่าไว้แล้ว จำได้ไหมครับ และยังพบสถูปศิลาบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ส่งมาถวาย ร.5 ๆ บรรจุไว้ที่เจดีย์ภูเขาทอง ที่ท่านเจ้าคุณเล่าให้พวกเราฟังในงานมุทิตาจิตท่านเจ้าสัว คงจำกันได้) เมื่อชาวพม่าที่เข้ามาบูรณะกลับไป ทางรัฐบาลอินเดียก็เข้ามารับงานต่อ จนถึงพ.ศ.2500 อินเดียฉลองกึ่งพุทธกาล ท่านนายกเนห์รูก็ส่งหนังสือเชิญชวนให้ประเทศต่างๆไปสร้างวัดในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ รัฐบาลไทยโดยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็ตอบรับและดำเนินการสร้างเป็นชาติแรก จึงจัดได้ว่า วัดไทยพุทธคยา เป็นวัดไทยในต่างแดนวัดแรกด้วยประการฉะนี้ โดยถอดแบบไปจากพระอุโบสถหินอ่อนวัดเบญจมบพิตร

 

มีคนสำคัญคนหนึ่งที่จะไม่เอ่ยถึงเสียมิได้ ท่านผู้นี้ก็คือ ท่าน ธรรมปาละ ภาษาไทยก็คือ ธรรมบาล(ชื่อเดียวกับเด็กที่หาญกล้าไปทายปัญหากับท้าวกบิลพรหม ๆแพ้ต้องตัดหัวให้ เป็นตำนานสงกรานต์ที่รู้ๆกัน)
ท่านธรรมปาละผู้นี้เป็นชาวศรีลังกา (2407-2476) พ่อเป็นคหบดี(อายุอานามของท่านธรรมบาลก็ราวๆ คนรุ่นรัชกาลที่ 5) ท่านมีความศรัทธาในพุทธศาสนามาก มีความตั้งใจที่จะทวงคืนพุทธคยาที่เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวมหันต์ให้กลับมาเป็นของพุทธศาสนิกชนทั่วโลกให้ได้ การเจรจาเริ่มต้นก็ไม่สำเร็จ ชาวมหันต์ยังขับไล่ธรรมบาลและคณะสงฆ์ให้ออกไปนอกเขตพุทธคยา เหตุการณ์รุนแรง ท่านธรรมปาละถูกทำร้าย คดีขึ้นสู่ศาล ศาลชั้นต้นตัดสินให้ธรรมบาลชนะ แต่ในชั้นฎีกาตัดสินให้ฝ่ายมหันต์ชนะ ท่านธรรมปาละและคณะจึงถูกขับออกจากพุทธคยา ท่านธรรมปาละไม่ละลดความพยายาม ออกหนังสือชี้แจงไปยังบุคคลสำคัญของประเทศรวมทั้งนอกประเทศด้วย ได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากเศรษฐีชาวฮาวายจัดตั้งสมาคมให้ชื่อว่า มหาโพธิ์ เศรษฐีผู้นี้ยังปวารณาตนเป็นพุทธอีกด้วย ผู้ใหญ่อินเดีย เช่น ประธานาธิบดี ท่านรพินทร์ นาถ ฐากูร เป็นต้น เห็นใจและสนับสนุนท่านธรรมปาละ มีผลทำให้ชาวมหันต์ที่เคยแข็งกร้าว เสียงอ่อนลง
เมื่ออินเดียได้รับเอกราชจากอังกฤษ นายกเนห์รูได้ออกกฎหมายโอนพุทธคยาให้เป็นของรัฐบาล บริหารจัดการโดยกรรมการ 8 ท่าน เป็นชาวฮินดู 4 ชาวพุทธ 4 ให้นายอำเภอเมืองคยาเป็นประธานกรรมการ
ชาวมหันต์เห็นกฎหมายฉบับนี้ มีหรือจะยอม

 
ท่านธรรมปาละ                                                         นายกเนห์รู

เมื่อรัฐบาลอินเดียได้ออกกฎหมายลักษณะเชิงประนีประนอม คือให้ตั้งกรรมการบริหารร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย คือชาวพุทธ 4 ชาวมหันต์ 4 มีผู้ว่าการคยาเป็นประธานอีก 1 รวมเป็น 9
ชาวมหันต์ไม่พอใจอย่างมาก ได้นำเรื่องขึ้นสู่ศาลโดยอ้างการครอบครองมานับพันปี ทางรัฐบาลแนะนำให้ถอนฟ้อง เพราะฟ้องไปชาวมหันต์เองจะได้รับความเสียหาย เพราะองค์กรต่างๆ ทั้งในและนอกประเทศต่างรับรู้และเห็นพ้องต้องกันว่า พุทธคยาควรตกเป็นกรรมสิทธิ์ของชาวพุทธเท่านั้น ชาวมหันต์ก็เล่นแง่ไม่ยอมถอน เรื่องก็ยังคาราคาซังอยู่จนทุกวันนี้
ผลงานของท่านธรรมปาละทีได้ล็อบบี้ไปทั่วอินเดียและทั่วโลกนับว่าเป็นผลงานชิ้นเอกเกิดประโยชน์ต่อพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก แม้แต่ในประเทศไทยเองท่านก็ได้เดินทางมาในสมัยที่สมเด็จกรมพระยาเทววงศ์วโรปกรณ์ ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศ และพักอยู่นาน 3 สัปดาห์

ผมอยากเรียนให้เพื่อนๆโดยเฉพาะกลุ่มที่จะไปทัวร์ทราบว่า ชีวประวัติของท่านธรรมปาละ มหาบุรุษแห่งศรีลังกานั้นน่าสนใจมาก ควรที่จะได้ศึกษา ผมตั้งใจว่าจะนำเสนอให้ฟังหลังจากเสนอสังเวชนียสถานจบแล้ว ความจริงยังมีอีกท่านหนึ่งคือ ดร.อัมเบดการ์ ที่เคยเกริ่นไว้บ้างแล้ว สองท่านนี้จะเล่าให้ฟังทีหลัง

คนไทยพุทธส่วนใหญ่ยังไม่เคยไปสักการะสังเวชนียสถาน หลายคนพูดถึงอินเดียแล้วก็ไม่คิดอยากที่จะไป
แต่ท่านทราบไหมครับว่า คนที่เคยไปมาแล้วนั้นหลายคนติดใจไปซ้ำอีกหลายหน ผมเคยได้ยินบางคนทำสถิติมากกว่า 30 หน(ไม่ใช่พวกทำทัวร์หรือไกด์นะครับ) คนที่ก่อนไปครั้งแรกไม่ศรัทธาเลย ไปกลับมาแล้วศรัทธาในพุทธศาสนามากขึ้น เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ก็หลายคน อย่างน้อยที่สุด ความคิดที่ว่า พระพุทธเจ้ามีจริงหรือ เหมือนที่ผมเคยคิดตอนเป็นเด็กก็จะหมดไป  ผมตั้งใจไว้ว่า ชีวิตนี้คงจะมีโอกาสได้ไปบ้าง

ความจริงธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงนั้น ก็เป็นธรรมะที่มีอยู่แล้ว เพียงแต่ท่านได้ตรัสรู้(คือรู้ด้วยตนเอง) ในขณะนั้นนักบวชคนอื่นๆ หรือสำนักอื่นๆ ต่างก็มุ่งแสวงหาโมกขธรรมนี้กันทั้งนั้นและก็หากันมานานแล้วด้วย แต่ก็หากันไม่พบ หรือพบก็เข้าใจกันผิดว่าสิ่งที่พบเป็นของแท้ ด้วยหนทางที่ผิดเพี้ยน แม้แต่พระพุทธเจ้าก็ยังใช้เวลาค้นหาถึง 6 ปี บำเพ็ญทุกรกิริยาจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด

โดยส่วนตัวผมจึงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำที่ว่าไป ไปจาริกแสวงบุญ หรือ จาริกแสวงธรรม
แสวงธรรมนั้น เราไม่ต้องไปหาหรอก พระพุทธเจ้าท่านทรงค้นพบไว้แล้ว
แสวงบุญ มันเหมือนกับบุญตกหล่น พวกเราไปตามหากัน บุญนั้นมันเกิดเพราะเราทำของเราเอง เราไม่ทำชั่ว ทำดี ทำจิตใจให้ผ่องใส ต่างหากเล่า หรืออย่างน้อยที่สุดไม่ทำชั่วก็บุญนักหนาแล้ว

การบำเพ็ญเพียรจนบรรลุโมกขธรรมก็ด้วย "พระปัญญาคุณ" และทรงกำจัดกิเลสได้หมดสิ้นและไม่หวนกลับมาเกิดขึ้นใหม่เป็น "พระบริสุทธิคุณ" ทรงเล็งเห็นว่ามีคนที่วนเวียนอยู่ในบ่วงแห่งความทุกข์ดังเช่นพระองค์ในอดีต และมีบางส่วนที่จะสอนได้แม้จะเป็นส่วนน้อยนิดก็ตาม ด้วย "พระกรุณาธิคุณ" ทรงบากบั่นเทศนาสั่งสอนโดยมิเห็นแก่ความเหนื่อยยากจนตลอดพระชนม์ชีพ 45 ปี
โดยสรุปพระพุทธคุณโดยย่อ 3 ประการ
พระมหาปัญญาธิคุณ
พระมหาบริสุทธิคุณ
พระมหากรุณาธิคุณ
แทนด้วยธูป 3 ดอก ที่เราจุดบูชา
ว่ากันตามจริง มี 2 ประการก็ได้ เพราะพระบริสุทธิคุณนั้นเป็นผลจากพระปัญญาคุณนั่นเอง

และด้วยพระมหากรุณาธิคุณทรงนึกถึงพระอาจารย์เก่า 2 องค์ คือ อาฬารดาบส และอุททกดาบส แต่ทรงทราบว่าอาจารย์ทั้ง 2 ท่านเพิ่งมรณภาพไป 2-3 วันที่ผ่านมา ไม่อย่างนั้นสาวกองค์แรกก็ต้องเป็นท่านใดท่านหนึ่งในสององค์นี้ แทนที่จะเป็นท่านโกณทัญญะ และก็นับว่าซวยสุดๆ ที่ตายไปก่อนได้พบพระพุทธเจ้า เลยอดไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ต้องไปเกิดเป็นพรหมลูกฟัก เพราะว่าได้อรูปฌานทั้งสององค์ กว่าจะหมดบุญนี่อีกนานมากกกๆ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ หรืออาจจะไม่มีโอกาสพบพุทธศาสนาอีกเลยก็เป็นไปได้

ลำดับต่อไปท่านทรงนึกถึงปัญจวัคคีย์ หรือพราหมณ์ทั้ง 5 ที่มีบุญคุณต่อพระองค์ที่ช่วยบำรุงอุปัฏฐากช่วงทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา และหนีจากไปหลังจากที่ทรงกลับมาเสวยพระกระยาหาร ทรงทราบว่าปัญจวัคคีย์อยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน (อิสิ = ฤๅษี, มฤค = กวาง) ซึ่งอยู่ห่างจากตำบลอุรุเวลาเสนานิคมหรือพุทธคยาในปัจจุบันที่พระองค์ตรัสรู้เป็นระยะทางเดินเท้าถึงเกือบ 10 วัน เพราะเสด็จไปถึงเป็นวันเพ็ญ เดือนแปด พอดี หลังจากตรัสรู้ได้ 2 เดือน แต่อย่าลืมว่าพระองค์เสวยวิมุตติสุขอีก 7 สัปดาห์ หรือ 49 วันหลังตรัสรู้

ปัญจวัคคีย์เมื่อแลเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมา ความที่ยังเคืองอยู่ ต่างก็นัดแนะกันว่าวางเฉยเสียไม่ต้องต้อนรับ เพียงแค่ปูอาสนะไว้ก็พอ พอมาถึงเข้าจริงๆ ต่างก็ลืมที่นัดกันไว้ บ้างก็ไปรับบาตร บ้างก็ล้างพระบาท บ้างก็เช็ดพระบาท จัดหาน้ำมาถวาย
พระองค์ตรัสกับปัญจวัคคีย์ว่าทรงตรัสรู้โมกขธรรมแล้ว
ทีแรกปัญจวัคคีย์ไม่เชื่อ
ทรงตรัสต่อไปว่า พระองค์เคยตรัสเช่นนี้มาก่อนหรือ
พระปัญจวัคคีย์จึงน้อมรับ
ทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
นับเป็น ปฐมเทศนา

เวลาเรากล่าว
นโม ตัสสะ ..นั้น
ภควโต = ผู้จำแนกธรรมสั่งสอนสัตว์ = พระมหากรุณาธิคุณ
อรหโต = อรหันต์ = ผู้ไกลจากกิเลส = พระบริสุทธิคุณ
สัมมาสัมพุทธัสสะ = พระปัญญาคุณ
สวดนโมนั้นเป็นการกล่าวพระพุทธคุณ 3 ประการ
สวดบทนี้เวลาเดินเวียนขวา สั้น ง่ายดี
นึกถึงคำแปลด้วยก็วิเศษ

การสวด "อิติปิโส..." นั้น เป็นการกล่าวพุทธคุณโดยพิสดาร(version ใหญ่) 9 ประการ
อรหัง- เป็นพระอรหันต์ บริสุทธิคุณ
สัมมาสัมพุทโธ- ตรัสรู้เองโดยชอบ ปัญญาคุณ
วิชาจรณสัมปันโน- ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ
สุคโต- เสด็จไปดีแล้ว
โลกวิทู- รู้แจ้งโลก
อนุตตโร ปุริสทัมมสารถิ- ฝึกคนผู้ควรฝึกได้เป็นเยี่ยม
สัตถา เทวมนุสสนัง- เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
พุทโธ- เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ภควา- เป็นผู้แจกธรรม

ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ที่ตรัสรู้ จำยาก เรียกง่ายตามสมัยว่า พุทธคยา ดีกว่า
ที่แสดงปฐมเทศนา ตำบลอิสิปตนมฤคทายวัน จำยาก เรียก "สารนาถ" ง่ายกว่า
สารนาถ คือสถานที่แสดงปฐมเทศนา อยู่นอกเมืองพาราณสีไปประมาณ 10 กม. มีสัญลักษณ์คือ ธรรเมกขสถูป(ธเมกสถูป) รูปทรงกระบอก ในบริเวณนี้ยังมี เจาคันทีสถูป มูลคันธกุฎี เสาอโศก เป็นต้น



เมื่อวานนี้ผมเล่าเรื่องปฐมเทศนาโปรด ปัญจวัคคีย์ ที่สารนาถ เป็นการแสดงว่ากงล้อธรรมจักรได้เริ่มขยับขับเคลื่อนแล้ว และผมได้คัดภาพจากหลายจิตรกรล้วนงามๆ ทั้งนั้นมาเสนอ ไม่ทราบว่าท่านสังเกตรายละเอียดของภาพสักหน่อยหรือเปล่า วัคคีย์ทั้ง 5 นั้น จิตรกรวาดไว้ 1 คน ผมขาว อีก 4 คนผมดำ คนที่ผมขาวแสดงว่าอายุมากที่สุด หรือแก่แล้ว อีก 4 คนยังหนุ่มอยู่ ขอเสนอซ้ำอีกครั้งครับ

 

พราหมณ์ผมขาวคือองค์ที่สูงวัยที่สุด และนั่นแหละคือ ท่านโกณฑัญญะ เป็นองค์อื่นไปไม่ได้ และองค์นี้แหละที่จะได้ดวงตาเห็นธรรมเป็นองค์แรก และเป็นปฐมสาวก คือบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรก และเป็นพระอรหันต์องค์ที่ 2 รองจากพระพุทธเจ้า และทำให้พระรัตนตรัยครบ 3 บริบูรณ์ ที่เรียกวันสำคัญนี้ว่า วันอาสาฬหบูชา

มีเหตุผลอะไรว่าเป็นท่านโกณฑัญญะ ก็ขอย้อนไป 35 ปี เมื่อพระสิทธัตถราชกุมารประสูตินั้น พระเจ้าสุทโธทนะ พระราชบิดาได้เชิญพราหมณ์ 108 องค์มารับพระราชทานอาหาร และคัดพราหมณ์ที่ทรงคุณวุฒิสูง 8 องค์ทำนายพุทธลักษณะ พราหมณ์โกณฑัญญะเป็นพราหมณ์หนุ่มคนเดียวที่มีวุฒิถึงขั้น ดังนั้นในครั้งนั้น จิตรกรจะวาดเป็นพราหมณ์ผมขาว 7 ผมดำ 1 ผมดำนั่นแหละพราหมณ์โกณฑัญญะ

 

 

พราหมณ์ทั้ง 8 ได้ทำนายลักษณะของพระกุมารไว้ดังนี้
7 องค์แรกเห็นพ้องต้องกัน ชู 2 นิ้ว ทำนายแทงกั๊กไว้ 2 ลักษณะตามที่เรายังจำได้แต่เด็กว่า ถ้าครองราชย์จะได้เป็นพระจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก โกณฑัญญะอาวุโสน้อยสุดทำนายเป็นองค์สุดท้าย ด้วยเหตุที่ท่านสั่งสมบารมีมามาก ฌานแก่กล้ามั่นใจมาก ชูนิ้วเดียว ทำนายเพียงประตูเดียวว่า จะออกบวชและตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าเท่านั้น

29 ปีผ่านไป เจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวชสมดังคำทำนาย ตอนนั้นพราหมณ์ชราทั้ง 7 ได้สิ้นชีพไปกันหมดแล้ว ท่านโกณฑัญญะมีความดีใจจะได้ออกติดตามหวังเป็นศิษย์ ได้ไปชวนลูกของพราหมณ์ทั้ง 7 แต่ชวนมาได้แค่ 4 คือ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสชิ ออกบวชเป็นกลุ่ม 5 เรียกว่าปัญจวัคคีย์ มุ่งตรงไปตำบลอุรุเวลาเสนานิคม วัคคีย์ทั้ง 5 นี้บวชเป็นภิกษุและสำเร็จอรหันต์ทั้งหมด มี 2 องค์ที่ยังมีชื่อกล่าวในภายหลัง คือ โกณฑัญญะและอัสชิเท่านั้น ที่เหลือ 3 ก็ไม่มีกล่าวถึงอีก

ท่านโกณฑัญญะจึงเป็นสาวกที่พรรษามากคือบวชตอนแก่นั่นแหละ เป็นผู้ชอบความสงัด ได้ปลีกตัวไปจำพรรษาตามลำพังที่เชิงเขาหิมพานต์ ประมาณ 12 ปีต่อมาก็ทูลลาพระพุทธเจ้านิพพาน

เขาคิชฌกูฏดั้งเดิมนั้นอยู่ในอินเดีย  กรุงราชคฤห์เมืองหลวงแคว้นมคธ มีภูเขา 5 ลูกล้อมรอบ จึงเรียกว่าเบญจคีรีนคร 1 ใน 5 ลูกนั้นคือเขาคิชฌกูฏ เป็นภูเขาที่มีความสำคัญในพุทธประวัติมากทีเดียว  บนเขานี้มีเรือนที่ประทับของพระพุทธเจ้า ชื่อพระคันธกุฎี มีฝาเป็นไม้เนื้อหอม หลังคามุงด้วยใบไม้ใหญ่  พระพุทธเจ้าโปรดที่ประทับแห่งนี้มาก เพราะสงบ มีอากาศเย็นสบาย พระองค์ทรงดำเนินขึ้นลงเขาทุกวันเพื่อบิณฑบาต บนเขาลูกนี้ ยังมีกุฏิพระอานนท์ และตรงนี้พระเทวทัตได้กลิ้งก้อนหินใหญ่ลงมาหวังสังหารพระพุทธเจ้าในขณะที่ทรงดำเนินขึ้นเขา แต่ไม่อาจทำร้ายพระพุทธองค์ได้ เพียงสะเก็ดหินกระเด็นไปกระทบนิ้วพระบาทจนห้อพระโลหิตเท่านั้น
มีที่ประทับของพระเจ้าพิมพิสารก่อนเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า
มีถ้ำสุกรขาตาทีพระสารีบุตรสำเร็จพระอรหันต์
มีสถานที่มเหสีของพระเจ้าพิมพิสารรีดลูกทำแท้งเพราะเชื่อว่าพระโอรสจะฆ่าพระบิดาตามที่โหรทำนาย
มีที่คุมขังที่พระเจ้าอชาตศัตรูพระโอรสขังพระบิดาพระเจ้าพิมพิสาร พระเจ้าพิมพิสารมีชีวิตอยู่ได้เพราะเห็นพระพุทธเจ้าทรงเดินขึ้นลงเขาทุกวันเพื่อบิณฑบาต เกิดปีติเดินจงกรมทั้งวัน

ลุมพินีวัน หรือ สวนลุมพินี สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ อยู่ที่อำเภอไภรวา แคว้นอูธ ประเทศเนปาล เป็นสังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในอินเดีย ตั้งอยู่กึ่งกลางระหว่างกรุงกบิลพัสด์และกรุงเทวทหะ(ห่างจากกบิลพัสด์ 11 กม. ห่างจากเทวทหะ 11 กม.) พระเจ้าอโศกมหาราชทรงสร้างเสาหินพร้อมจารึกว่าพระพุทธเจ้าประสูติ ณ ที่ตรงนี้ สิ่งก่อสร้างมีไม่มาก นอกจากอาคารและวัดนานาชาติ รวมทั้งวัดไทยลุมพินี
การสำรวจใต้วิหารมายาเทวี พบเจดีย์ไม้เก่าแก่ และจากตรวจกัมมันตรังสีของคาร์บอนพบว่ามีอายุก่อนค.ศ. มากกว่า 600 ปี ซึ่งถ้าหลักฐานนี้เป็นที่ยืนยันว่าถูกต้อง พุทธศาสนาจะต้องถอยหลังไปอีก 200 ปีทีเดียว คงต้องฝากเพื่อนที่ไปครั้งนี้โดยเฉพาะศิริมงคลทำการบ้านหน่อยว่า รายละเอียดตรงนี้ไปถึงไหนกันแล้ว

 

     ต่อจากนี้ไปจะพูดถึงสังเวชนียสถานแห่งที่ 4 คือสถานที่ปรินิพพาน เมืองกุสินารา  ในสามแห่งที่เขียนมานั้น เห็นจะมีที่นี่แห่งเดียวที่จะทำให้เกิดความสังเวชสมชื่อและชวนให้น้อมระลึกถึงพระพุทธเจ้าได้เป็นอย่างดี ผมจึงจัดไว้เป็นลำดับสุดท้าย

     มีอยู่ตอนหนึ่งได้เขียนไว้ว่า พระพุทธเจ้านึกถึงอาจารย์ 2 องค์คือ อาฬารดาบสและอุทกดาบส จะไปเทศน์โปรด แต่ทรงทราบว่าได้สิ้นชีพไปแล้วทั้งสององค์ และไปเกิดเป็นพรหมลูกฟักหรืออรูปพรหมกันไปหมดแล้ว  ผมก็เขียนติ่งไว้ว่า ทำไมพระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้วไม่ไปเกิดเป็นพรหมลูกฟักเล่า
หลังจากที่ทรงเปล่งพระวาจาครั้งสุดท้ายแล้ว ก็ทรงเจริญฌานสมาบัติจากรูปฌาน 1 ,ไป 2 ,ไป 3 ,ไป4 จากนั้นไปอรูปฌานอีก 4 และย้อนจากอรูปฌานลงมาสู่รูปฌาน และทรงดับขันธ์ปรินิพพานในระหว่างรูปฌานและอรูปฌานนั้นเอง
ที่ทราบว่าเป็นแนวนี้ เพราะระหว่างที่ทรงเจริญฌานอยู่นั้น มีพระอรหันตสาวกรูปหนึ่งนามว่า พระอนิรุทธ ผู้มีฌานแก่กล้ามากกว่าอรหันต์องค์อื่นได้เจริญฌานตามพระพุทธองค์ไปติดๆ จึงรู้เวลาที่แน่ชัดและรายละเอียดว่าปรินิพพานแล้วตอนไหน
พระพุทธเจ้าทรงใช้ฌานเป็นเครื่องดำเนินเท่านั้น ในวาระสุดท้ายก็ทรงสลัดทิ้งไป
ผมเคยสนทนากับท่านเจ้าคุณเจ้าอาวาสวัดเลียบ ท่านเล่าว่าอาจารย์ของท่านแนะนำว่า ในวาระสุดท้ายสำคัญมาก คิดดีก็ไปสวรรค์ คิดไม่ดีก็ลงนรก จึงให้เจริญฌานและตายไปในฌาน จะได้ไปเกิดในสวรรค์ เป็นการปิดประตูนรกและอบายภูมิได้ เมื่อหมดบุญจากสวรรค์แล้วจะได้มาเกิดเป็นมนุษย์ต่อไป

เมื่อเสด็จถึงสาลวโนทยานแล้ว มีพระบัญชาให้พระอานนท์จัดที่บรรทม โดยหันพระเศียรไปทางทิศเหนือระหว่างไม้สาละคู่ พระอานนท์รับพระบัญชาแล้ว ก็ดำเนินการตามพระประสงค์ พระบรมศาสดาทรงเอนพระวรกายบรรทมอนุฏฐานไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงพระบาทด้วยพระบาท มีพระสติสัมปชัญญะสมบูรณ์  ขณะนั้นไม้สาละผลิดอกบานสะพรั่ง ร่วงหล่นโปรยปรายลงมาบูชาพระสรีระแห่งพระตถาคตเจ้า ดอกมณฑาทิพย์อันเป็นดอกไม้แห่งสวรรค์ก็ตกลงมาจากท้องนภากาศโปรยปรายลงบนพระสรีระแห่งพระตถาคตเจ้าด้วยเช่นกัน แม้ทิพยสังคีตจากสรวงสวรรค์ก็บรรเลงเพลงอันไพเราะก้องกังวานลอยล่องในนภากาศ

  

พระพุทธเจ้าทรงงานหนักมาก แม้ใกล้เวลาจะปรินิพพานก็ยังต้องทรงงานอีก เรียกได้ว่าเทศน์สั่งสอนจนนาทีสุดท้ายทีเดียว เพราะมีสุภัททะปริพาชก ซึ่งอาศัยอยู่ในกรุงกุสินาราเกิดมีข้อสงสัยใคร่ทูลถามปัญหา และทราบข่าวว่าจะปรินิพพานในวันนี้ ก็รีบรุดไปที่สาลวโนทยานทันที เข้าพบพระอานนท์แล้วแจ้งความตามประสงค์ พระอานนท์ห้ามไว้ว่าอย่าเข้าไปรบกวนเลย ทรงอาพาธและเหนื่อยอ่อนมากใกล้จะปรินิพพานเต็มทีแล้ว แต่สุภัททะก็ยืนกรานขอเข้าไปทูลถามปัญหาให้ได้
พระบรมศาสดาทรงได้ยินตลอด ด้วยพระมหากรุณาธิคุณทรงตรัสว่า "อานนท์ อย่าห้ามเขาเลย ให้เขาเข้ามาถามปัญหาเถิด เขามุ่งมาเพื่อความรู้ มิได้ต้องการเบียดเบียน เราจักตอบปัญหานั้นแก่เขา "

 

ติดตามต่อไปครับ ว่าปริพาชกผู้นี้จะถามอะไร
และพระพุทธเจ้าทรงตอบได้หรือไม่
 
เพื่อนๆและคณะจะเดินทางไปสักการะสังเวชนียสถานเช้าวันพรุ่งนี้แล้ว
ก็ขออำนาจพุทธบารมีจงคุ้มครองให้คณะเดินทางด้วยความสะดวกและปลอดภัย ได้มีโอกาสบำเพ็ญทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา ด้วยความราบรื่นกันทุกๆคน

ความรู้เล็กๆน้อยๆที่ผมหามาจัดเสริมตามภูมิปัญญาที่มีอยู่ เป็นการปูพื้นหวังให้เกิดความเลื่อมใสในพระบรมศาสดากับหมู่คณะให้มากขึ้น เมื่อได้ฟังจากพระมัคคุเทศก์เพิ่มอีก จะได้แตกฉานและซาบซึ้งยิ่งขึ้น

จะขอปิดท้าย รู้ไว้ใช่ว่า เกี่ยวกับสังเวชนียสถานสี่ ด้วยด้วยเรื่องปัจฉิมสาวก หรือสาวกองค์สุดท้ายที่เป็นพระอรหันต์ทันพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า  เพราะเหตุการณ์ตอนนี้จะตอบปัญหาให้พวกเราที่มักสงสัยกันว่า สมัยนี้ยังมีพระอรหันต์อยู่อีกหรือ
 
"อย่าเลยท่านสุภัททะ อย่ารบกวนพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย
พระองค์ลำบากพระวรกายมาก ทรงประชวรหนัก จักปรินิพพานในยามสุดท้ายแห่งราตรีนี้แล้ว"

"โอกาสของข้าพเจ้าเหลือน้อย โปรดเอ็นดูให้ข้าพเจ้าได้เข้าเฝ้าพระศาสดาเถิด"

พระอานนท์พยายามทัดทาน ท่านสุภัททะก็เพียรอ้อนวอนเหมือนเดิมครั้งแล้วครั้งเล่า

พระพุทธเจ้าทรงได้ยินข้อโต้เถียงกันแล้วตรัสว่า
"อานนท์ ให้สุภัททะเข้ามาหาเราเถิด เขาจะมาถามปัญหา ไม่ได้มาเบียดเบียน เราจักตอบปัญหาแก่เขา"
 
สุภัททะเมื่อได้เข้าเฝ้าสมปรารถนาแล้ว ก็ได้กราบทูลข้อข้องใจว่า  คณาจารย์อื่นๆที่เป็นครูเจ้าลัทธิต่างๆนั้น มีคนศรัทธา เคารพ นับถือมากมาย และต่างประกาศตนเป็นพระอรหันต์ ศาสดาเหล่านั้นหมดกิเลสเป็นอรหันต์จริงหรือเปล่า
พระองค์ทรงนอนหลับพระเนตรฟัง แล้วตรัสว่า "สุภัททะ เธอดิ้นรนขวนขวายมาหาเราด้วยความพยายามเพื่อคำถามนี้หรือ เธออย่าสนใจเรื่องเหล่านี้เลย เวลาของเราและเธอเหลือน้อยเต็มทีแล้ว ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเธอเถิด"
 
ถ้าอย่างนั้น ข้าพเจ้าขอกราบทูลถามใหม่ 3 ข้อ
ข้อ 1 รอยเท้าในอากาศมีหรือไม่
ข้อ 2 สมณะภายนอกศาสนาของพระองค์มีหรือไม่
ข้อ 3 มีสังขารที่เที่ยงหรือไม่

พระพุทธเจ้าทรงตอบดังนี้
1 รอยเท้าในอากาศนั้นไม่มี
2 ศาสนาหรือธรรมวินัยใดไม่มีอริยมรรคมีองค์ 8 สมณะผู้สงบทั้ง 4 ประเภท(โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์) ก็ไม่มี
ธรรมวินัยใดมีอริยมรรคดังกล่าว ก็มีสมณะผู้สงบทั้ง 4 ประเภท
อริยมรรคมีองค์ 8 และสมณะผู้สงบทั้ง 4 ประเภท มีในพระธรรมวินัยนี้เท่านั้น
3 สังขารที่เที่ยงนั้นไม่มี

"ปัญหาเธอมีเท่านี้หรือ"

"มีเพียงนี้ พระพุทธเจ้าข้า"

สุภัททะถ้าอย่างนั้น เธอจงตั้งใจ เราจักแสดงธรรมโดยย่อ

"สุภัททะ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นทางอันประเสริฐ สำหรับดับทุกข์ อันมีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ (ความเห็นที่ถูกต้อง ความดำริที่ถูกต้อง วาจาที่ถูกต้อง การงานที่ถูกต้อง การเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง ความพยายามที่ถูกต้อง สติที่ถูกต้อง สมาธิที่ถูกต้อง)  นี่เป็นทางของพระอริยะ ผู้เดินทางไปทางนี้แล้ว จักไปสู่อมตะ จะถึงซึ่งความสุขสงบเต็มที่
ภิกษุใดหรือใครก็ตามที่ประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามอริยมรรคอันประเสริฐนี้ โลกก็จะไม่พึงว่างจากอรหันต์"

สุภัททะได้ฟังแล้วเกิดความเลื่อมใส ทูลขอบวช
พระพุทธองค์ตรัสว่า
"นักบวชในศาสนาอื่นจะมาขอบวชนั้น จะต้องอยู่ปริวาสกรรม(อยู่ปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัด)ครบ 4 เดือนก่อน จึงจะบวชได้"
"อย่าว่าแต่ 4 เดือน , 4 ปีก็ได้ พระพุทธเจ้าข้า"

พระพุทธเจ้าได้ประทานอุปสมบทเป็นพิเศษ เมื่อได้บวชแล้ว พระสุภัททะได้ปลีกตนออกไปปฏิบัติธรรม และได้บรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ในราตรีนั้น  พระสุภัททะจึงเป็นปัจฉิมสาวกหรือพระอรหันต์องค์สุดท้ายทันพระชนมชีพของพระพุทธเจ้า

จำได้ใช่ไหมครับว่าพระโกณฑัญญะนั้นเป็นปฐมสาวก และเป็นพระอรหันต์องค์ที่สองรองจากพระพุทธเจ้า
พระสุภัททะเป็นปัจฉิมสาวก
ตามเรื่องเขาเล่าว่า ในอดีตชาติ สมัยวิปัสสีพระพุทธเจ้า 2 ท่านนี้เคยเป็นพี่น้องกัน มีอาชีพทำนาข้าวสาลี
คนพี่เก็บเกี่ยวธัญญาหารมาทำบุญตั้งแต่เริ่มมีรวงมีผลผลิต จึงได้เป็นปฐมสาวก ส่วนน้องชายเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วจึงได้นำผลผลิตมาทำบุญ จึงได้ตำแหน่งปัจฉิมสาวกไป รู้แล้วก็เอามาเล่าสู่กันฟังกันสนุกๆ ไม่ต่องคิดอะไรมาก
เป็นอันจบเพียงเท่านี้
ขอให้คณะเดินทางโดยสวัสดิภาพครับ

 

 



 

Post Rating

Comments

There are currently no comments, be the first to post one.

Post Comment

Name (required)

Email (required)

Website


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80