OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : แบ่งปันความรู้
Text/HTML

เว็บหน้านี้จัดเตรียมไว้สำหรับการแบ่งปันความรู้ภายในกลุ่มนักเรียนเก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 80  ดังนั้นใครที่มีความรู้อะไรที่อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมรุ่นก็สามารถนำบทความมา Post ขึ้นเว็บได้ โดยส่งเป็น Soft File ไปที่คุณวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์

 

DnnForge - NewsArticles
22

สาเหตุที่ทำให้เพื่อนอ่อนเพลียหมดแรง และ วิธีการแก้ไข

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีเพื่อนส่งผลงานวิจัยมาให้อ่านชิ้นหนึ่ง แต่หาชื่อ หรือ หน่วยงานผู้ทำการวิจัยไม่ได้ เลยไม่ทราบว่า จะต้องไปขออนุญาตจากใคร เห็นว่าเข้าท่าดี ก็เลยพิมพ์เผยแพร่แจกฟรีไป 4,000 ชุด เมื่อ 10 ปีก่อน ได้รับคำขอบคุณกลับมาหลายสิบรายว่า ตรงกับปัญหาของเขา และ เขาแก้ปัญหาได้สำเร็จแล้ว จากการปฏิบัติตามคำแนะนำในบทความเรื่องนี้

ในโอกาสที่วีระศักดิ์ฯ ผู้ดูแลเว็บไซต์ ให้เพื่อนๆชาวสวนกุหลาบฯ รุ่นที่ 80 ได้มีเวทีติดต่อสื่อสาร และ แบ่งปันความรู้กัน ผมก็เลยขอนำเรื่องดังกล่าวมาแบ่งปันกัน เพราะเพื่อนเราบางคน อาจรู้สึกว่าในระยะหลัง ตัวเพื่อนเอง หรือ คนที่เพื่อนรัก เคยบ่นให้ฟังว่า “ช่วงนี้ ไม่รู้ว่าเป็นอะไร แต่มักจะรู้สึกอ่อนเพลีย ไม่ค่อยมีแรงเป็นประจำ”
จากบทความในเรื่องนี้ อาจทำให้เพื่อนได้ค้นพบสาเหตุ ที่ทำให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อ่อนเพลียหมดแรงว่า มันมีสาเหตุมาจากอะไร และ วิธีแก้ไข ซึ่งมีผู้วิจัยไว้ถึง 18 ประการ โดยบางประการ เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อาจมิได้คาดคิดมาก่อน แต่ก็ทำพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ หากเพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก ยังมีพฤติกรรมที่ทำให้เป็นต้นเหตุของการอ่อนเพลียหมดแรงเหมือนเดิม แน่นอนว่าเพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก ก็จะยังคงอ่อนเพลียหมดแรงเหมือนเดิม
ดังนั้น ถ้าเพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก ไม่อยากอ่อนเพลีย ไม่อยากหมดแรง ก็ต้องหลีกเลี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงที่ทำให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อ่อนเพลียหมดแรงในแต่ละวัน บางเรื่อง เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อาจทราบแล้ว แต่บางเรื่องเพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อาจคาดคิดไม่ถึง จึงขอนำมาบอกเตือนเพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก ให้ตรวจหาสาเหตุ และ แก้ไขโดยด่วน ย่อมทำให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรักกลับมาสดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่าได้เหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน สาเหตุต่างๆดังกล่าว บางครั้งเพียงสาเหตุเดียวเท่านั้น ทำให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรักอ่อนเพลียหมดแรงไปได้ง่ายๆ ดังนั้น อย่าลืมทดลองแก้ไขตามคำแนะนำดู ขอให้เพื่อนพบต้นเหตุ และ แก้ไขให้ตัวเพื่อน และ คนที่เพื่อนรัก หวนคืนกลับมามีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงเหมือนเมื่อ 30 ปีก่อน

1. ใช้โทรศัพท์มากเกินไป
ผลงานวิจัย เขารายงานว่า ท่านจะเสียน้ำในร่างกายไปทางปากขณะพูดโทรศัพท์ ติดต่อกันเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นอาการที่เรียกว่า "phone-fatigue" ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ สาหรับพนักงานตามศูนย์บริการลูกค้า ( Call Center ) แต่ การใช้โทรศัพท์พื้นฐานนั้น อาการจะมีความรุนแรงน้อยกว่าการใช้โทรศัพท์มือถือ ซึ่งจากผลงานวิจัยและตรวจร่างกาย พบว่า ผู้ที่ใช้โทรศัพท์มือถือนาน จะเกิดอาการขาดน้ำ ทำให้เลือดแข็งตัวและลดปริมาณออกซิเจนในระบบที่ เป็นตัวให้พลังงาน ทำให้เลือดข้นมากกว่าปกติ การไหลเวียนของเลือดในร่างกายจะ เชื่องช้า และ เป็นต้นเหตุของการอ่อนเพลียหมดแรงในแต่ละวันได้
วิธีแก้ไข หากท่านต้องใช้โทรศัพท์มือถือนาน ด้วยอาชีพการงาน ท่านต้องดื่มน้ำ หรือ จิบน้ำบ่อยๆ แต่ ถ้าท่านไม่มีอาชีพในการพูดคุยกันทางโทรศัพท์ครั้งละนานๆ ขอให้ท่านรู้จักการพูดตัดบทบ้าง พูดแต่ในส่วนสาระสำคัญ เรื่องที่ไม่มีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิต จะต้องใช้เวลาพูดให้น้อยลง คลื่นโทรศัพท์มือถือนั้น มีผลกระทบต่อเซลสมอง มีผลกระทบต่อระบบน้ำในร่างกายเป็นอย่างมาก
(เจ้าพ่อกิจการโทรศัพท์มือถือนั้น พยายามใช้อิทธิพลทางการเงินทุกวิถีทาง ในการจ้างนักวิชาการทางสื่อ ให้มอมเมาประชาชนว่า คลื่นโทรศัพท์มือถือไม่มีผลกระทบต่อมนุษย์ แต่แท้จริงแล้ว นักวิชาการที่แท้ ที่ทำการวิจัยในผลกระทบของคลื่นทางโทรศัพท์มือถือ ได้ร่วมกับแพทย์ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด เคยตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกมาให้ทราบว่า “คลื่นโทรศัพท์มือถือมีอันตรายจริง แต่ก็มีความจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อสื่อสาร แต่ขอให้ใช้เท่าที่มีความจำเป็นในการติดต่อสื่อสาร ห้ามมิให้ใช้โทรศัพท์มือถือในแต่ละครั้งติดต่อกันนานเกิน 20 นาทีต่อครั้ง หากใช้นานเกินกว่า 20 นาทีต่อครั้ง อยู่บ่อยครั้ง จะมีผลกระทบโดยตรง ทำให้ผู้นั้น มีอาการอ่อนเพลียหมดแรงได้โดยง่าย บางครั้งก็พบอาการปวดศีรษะแทรก แบบหาสาเหตุไม่พบ ซึ่งผลงานวิจัยได้พบว่า การใช้โทรศัพท์มือถือครั้งละนานๆ มีผลกระทบอย่างมีนัยสาคัญต่ออาการอ่อนเพลียหมดแรง และ อาการปวดศีรษะในแต่ละวันค่อนข้างมาก)

2. ความดันเลือดต่ำ
ความดันเลือดต่ำ คือสาเหตุใหญ่สาเหตุหนึ่ง ที่ทำให้ท่านอ่อนเพลียหมดแรง แพทย์ยังไม่รู้ว่า ทำไม แต่เป็นไปได้ว่ามันทำให้เลือดส่งไปยังสมองไม่เต็มที่ ซึ่งอาจทำให้อ่อนเพลียได้ อาการที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่มีความดันเลือดต่ำ คือ รู้สึกหน้ามืดเวลาลุกขึ้นปุบปับ หรือเวลายืนนานๆ
วิธีแก้ไข ถ้าท่านมีความดันเลือดต่ำ ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อรับประทานยาเพื่อควบคุมความดันให้เป็นปกติ

3. เล่นเกมส์ หรือ ดูทีวี หรือ เล่นอินเตอร์เน็ตดึกเกินไป
ฮอร์โมนเมลาโทนิน จะเป็นตัวกระตุ้นให้เรานอนหลับ แต่แสงจาก จอคอมพิวเตอร์ จากจอทีวีจะทำให้เราหลับยาก โดยเฉพาะเมื่อคุณกำลังดูสิ่งที่ตื่นเต้น หรือ น่าสนใจอยู่ ซึ่งทำให้คุณมักนอนดึกและมีเวลานอนหลับน้อยลง อันเป็นต้นเหตุที่ทำให้มีอาการอ่อนเพลียหมดแรงในแต่วันได้ง่าย
วิธีแก้ไข ท่านจะต้องหาอย่างอื่นมาทำ
แทนก่อนถึงเวลานอน ทำอย่างอื่น ที่ผ่อนคลายมากกว่า เช่น อ่านหนังสือสารคดี หนังสือธรรมะ ในระยะแรกอาจไม่คุ้นเคย แต่ทำไปสักระยะ จะเกิดความเคยชิน เป็นการสร้างเสริมนิสัยที่ดี เพราะทุกครั้งที่ท่าน ได้อ่านหนังสือ ท่านย่อมเก็บเกี่ยวความรู้เพิ่มมากขึ้น แม้เป็นระดับสุตยมยปัญญา ก็ถือว่า มีประโยชน์ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าท่านต้องการประโยชน์อย่างยิ่งแล้ว ขออนุญาตแนะนำให้ท่านแสวงหา ภาวนามยปัญญา อันเป็นการเสริมสร้างปัญญา เสริมสร้างความมี สติสัมปชัญญะ หรือ ทำการสวดมนต์ก็ได้ หากอยู่คนเดียว การสวดมนต์ด้วยการเปล่งเสียงสวดให้พอได้ยิน จะมีประโยชน์มากกว่าการสวดในใจ และ หากมีเวลาการทำจิตใจให้สงบระงับ ด้วยการทำสมาธิแบบง่ายๆ ก็ยิ่งได้ประโยชน์อย่างยิ่ง เอาเพียงขั้นขณิกสมาธิก็พอ หรือ มีสมาธิเล็กน้อย จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวายก็เพียงพอแล้วในแต่ละคืนก่อนนอน
หากยังไม่ง่วง ขอให้ใช้เวลาทำการทบทวนดูว่า นับแต่ท่านตื่นนอนในวันนี้มา จนถึงปัจจุบันขณะ วันนี้ท่านได้คิดดี พูดดี ทำดี ในเรื่องอะไรบ้าง หรือ เสริมสร้าง บุญใหม่ในเรื่องใดบ้าง มิใช่รู้จักแต่การใช้บุญเก่าเพียงอย่างเดียว การเสริมสร้างบุญใหม่ทุกวันนั้น เป็นกิจที่ขอแนะนำอย่างจริงจังว่า โปรดอย่าลืม หากวันใดลืม ท่านต้องตั้งใจว่า วันรุ่งขึ้นเราต้องทำให้ได้อย่างน้อย 1 เรื่องที่เป็นเรื่องที่ดี ที่มีประโยชน์แก่ บุคคลอื่น โดยเริ่มจากคนที่ใกล้ชิดของท่าน คนในครอบครัวของท่าน บิดามารดา คู่สมรส บุตรธิดา ลุงป้าน้าอา ปู่ย่าตายาย เพื่อนร่วมงาน ผู้บังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา เพื่อนบ้าน คนที่อยู่ในสังคมเดียวกับท่าน คนในที่ทำงานท่าน คนในหมู่บ้านท่าน คนในตำบลท่าน ฯลฯ หากท่านคิดได้ดังกล่าว ท่านจะพบว่า ท่านมี โอกาสคิดดี พูดดี ทำดี ในแต่ละวันมากกว่า 10 เรื่อง หากท่านลองจดเรื่องที่ท่านทำดี ไว้ เรียกว่า จดบัญชีความดี หรือ บัญชีบุญ หรือ บัญชีอริยทรัพย์เอาไว้ เผลอแผลบเดียวบัญชีบุญของท่านจะมีปริมาณมหาศาล
หากท่านทำสิ่งใดที่ตัวท่านเองก็ย่อมรู้ว่าไม่ดี ถือว่า เป็นบัญชีความชั่วในแต่ละวัน ท่านจะทราบได้โดยตัวของท่านเองว่า ชาตินี้ ท่านมีกำไรในผลบุญที่ สร้างเสริมใหม่ หรือ ขาดทุนชีวิต แล้วในความเป็นคนของท่านเอง ก็จะเกิด พัฒนาการในการเป็นมนุษย์ (มน + อุษยะ = ผู้มีจิตใจสูง) ในจิตใต้สำนึกของท่าน ก็จะเร่งเสริมสร้างกรรมดีมากขึ้นในแต่ละวัน ท่านจะมีความสนุกกับการทำความดี มีความสุขจากความสุขของผู้อื่น รู้จักการร่วมอนุโมทนาบุญ
การร่วมอนุโมทนาบุญด้วย การเปล่งวาจาว่าสาธุ ด้วยจิตใจที่อิ่มบุญนั้น ท่านทราบไหมว่า ท่านได้บุญจากการกระทำของผู้อื่นแล้ว 50 % หรือ ท่านได้บุญไปกึ่งหนึ่งแล้วในทันทีพร้อมกัน เช่น เราเห็นเศรษฐีใจบุญ บริจาคเงินสร้างโรงพยาบาล 1 ล้านบาท เรามีความปลาบปลื้มปีติยินดีไปกับการทำความดีของเขาด้วยความจริงใจ เช่น มีน้ำตาปีติยินดีด้วย หรือ ขนลุก ในช่วงที่จิตเรารับรู้เรื่องดังกล่าว หากจิตใจเราก็อิ่มบุญไปกับเขา แล้วเราก็ร่วมอนุโมทนาสาธุไปด้วย กรณีนี้ก็เสมือนกับว่า ท่านได้บุญเท่ากับท่านได้ร่วมบริจาคเงินของตัวท่านไปถึง 500,000 บาททีเดียว นี่คือ อานิสงส์ที่สำคัญ ของการมีจิตที่มีความสุขที่ผู้อื่นเสริมสร้างบุญกุศล แต่ท่านจะไม่ได้บุญร่วมด้วยเลย แม้ท่านไปร่วมงานบุญนั้นๆด้วย ถ้าจิตใจท่านนั้น ไม่ได้ปลื้มใจไปกับ การทำบุญของคนอื่น ไม่ได้อิ่มเอิบในการทำความดีของผู้อื่น หากแต่เพียงพูดด้วยปาก แต่จิตมิได้อิ่มเอิบด้วยในกุศลผลบุญนั้น หรือ ได้ผลบาปกลับมาแทน ถ้า ท่านไปเกิดอาการหมั่นไส้คนที่บริจาคเงิน ครั้งละมากๆ หรือ เกิดมีจิตคิดอิจฉาริษยาเขา แบบนี้ ติดลบ
เรื่องนี้ บางคนเห็นว่า ไร้สาระ แต่ที่แท้แล้ว มีสาระอย่างยิ่ง ในพระไตรปิฎก ที่เป็นคำสอนของพระบรมศาสดา พระอานนท์ท่านก็นำมาถ่ายทอดต่อให้ทราบว่า พระพุทธองค์ท่านทรงเทศนาสั่งสอนเรื่องนี้ว่า มีผลานิสงส์แน่นอน คนอื่นเขาสาธุ ท่านก็ต้องทำจิตให้สงบเป็นสมาธิโดยเร็ว ต้องเปล่งเสียงสาธุพร้อมกับจิตที่อิ่มเอิบ เปล่งแต่วาจา แต่จิตมิได้พลอยยินดี ไม่มีผลานิสงส์ใดๆ ขอเรียนว่าครูบาอาจารย์ท่านเตือนว่า เสียงสาธุนั้นไม่ได้มีประโยชน์ใดๆแก่บุคคลที่เปล่งแต่วาจาโดยไม่มีจิตใจน้อมยินดีในการกระทำนั้นๆ บุคคลผู้เปล่งแต่วาจา แต่จิตมิได้พลอยยินดีด้วยนั้น ไม่ได้บุญเลยสักนิดเดียว แต่ที่เสียหายร้ายแรงมากกว่า ก็คือ การเปล่งเสียงสาธุตามคนอื่น แต่ จิตใจนั้นมีความอิจฉาริษยาที่เห็นคนอื่นทำความดี หรือ เมื่อเห็นหรือทราบว่าคนอื่นได้ดี โดยมีสภาพจิตที่ไม่ได้ยินดีด้วย สภาพจิตใจนั้นมีความสำคัญมากๆ ครูบาอาจารย์ท่านฝากมาให้เตือนครับ เพราะถ้าเราอิ่มบุญที่เราได้ทำ หรือ ได้ร่วมอนุโมทนาด้วยจิตที่เป็นกุศล เราก็จะมีความกระปรี้กระเปร่าสดชื่นแจ่มใส มีแรงที่จะทำการงานใดๆได้อีกมากในแต่ละวันในชีวิตที่เรายังมีเหลืออยู่

4.ขาดสารอาหารบางชนิด
มักจะเกิดจากการขาดธาตุเหล็ก คือ หนึ่งในสาเหตุของความอ่อนเพลีย
วิธีแก้ไข ต้องรับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น หรือ อาหารอะไรที่ช่วยเพิ่มระดับสารอาหารให้ ท่านจะต้องขวนขวายหาอาหาร/ผัก/ผลไม้ ที่มีคุณค่ามารับประทานให้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการเพิ่มพลังกายให้ท่านมีความกระปรี้ กระเปร่ากระฉับกระเฉงมากขึ้น

5.ไม่ออกกาลังกาย
นักวิจัยพบว่า คนที่ออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 20 นาที แม้จะแค่ สัปดาห์ละครั้ง ก็จะรู้สึกอ่อนเพลียน้อยกว่าคนที่ไม่ออกกำลังกายประมาณ 30% แต่ถ้าออกกำลังกายอย่างน้อย 20 นาทีต่อครั้ง สัปดาห์ละไม่น้อยกว่า 3 ครั้ง ในระยะยาวอาการอ่อนเพลียจะหายไปเลย นอกจากนี้ ให้กินผักและผลไม้เพิ่ม คนที่กินผักผลไม้มาก มักจะไม่ค่อยมีอาการอ่อนเพลีย
วิธีแก้ไข ต้องออกกำลังกายอย่างน้อยครั้งละ 20 นาที หรือ ออกกำลังกายด้วยการเดินเร็วๆก็ได้ แต่ไม่ควรน้อยกว่าครั้งละ 20 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง และ กินผักผลไม้ให้มากขึ้น ท่านมีความกระปรี้ กระเปร่ากระฉับกระเฉงมากขึ้น

6.อิทธิพลของเดือนเกิด
มีนักสังเกตุ และ จดบันทึกว่า ความอ่อนเพลียและหมดแรง ของคนที่เกิดใน เดือนต่างๆนั้น มีนัยสำคัญที่ค่อนข้างแปลกที่ปรากฏว่า ถ้าท่านเกิดเดือนธันวาคม หรือ มกราคม ท่านมักจะอ่อนเพลียในช่วงเย็นมากกว่าคนที่เกิดเดือนอื่น ทางแก้ กาแฟยามบ่ายจะช่วยเพิ่มพลังให้ได้
ถ้าท่านเกิดเดือนมิถุนายน หรือ กรกฎาคม ท่านจะขี้เซาในยามเช้า ทางแก้ ให้หาทางสัมผัสแสงแดด ยามเช้าประมาณ 15 นาทีจะทำให้ตื่นตัวมากขึ้น

7.กรามแข็ง
คุณสามารถใส่นิ้ว 3 นิ้วเรียงเป็นแนวตั้งเข้าปากพร้อมกันได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ แสดงว่าคุณคงมีปัญหาที่เรียกว่า โรคกรามแข็ง TMJ (temporomandi bular joint) แพทย์ บอกว่า มันคือ ความไม่สมดุลระหว่างกล้ามเนื้อใกล้กราม และตำแหน่งของฟัน อาการทั่วไปคือ อ่อนเพลีย และปวดหัว ปวดคอ หรือปวดไหล่เป็นประจำ
ทางแก้ ควรปรึกษาทันตแพทย์

8. พบเชื้อราที่ม่านอาบน้ำ ที่คว่ำจานชาม ที่บริเวณหน้าต่าง
จากการวิจัยพบว่า 88% ของบ้านคนที่มีอาการอ่อนเพลียหมดแรง จะพบว่า มีเชื้อราขึ้นตามหน้าต่าง ขึ้นตามที่ล้างจานชาม และที่ม่านอาบน้ำ การแพ้ เชื้อราเหล่านี้เอง คือ สาเหตุหนึ่งของความอ่อนเพลียหมดแรง
วิธีแก้ไข ให้ใช้ผงซักฟอกทำความสะอาดบริเวณหน้าต่าง และตรวจดู ผ้าม่านในห้องอาบน้ำ ตรวจดูที่คว่ำจานชาม ที่แก้วของท่าน รีบทำความสะอาด แล้วต้องนำไปตากแดด หากไม่มีแสงแดดจริงๆ หรือ เป็นวันที่ฝนตกทั้งวัน ใช้ความร้อนจากไดร์เป่าผมแก้ขัดแทนไปก่อนก็ได้

9.ไม่ได้เอาผ้าห่ม และ หมอนไปผึ่งแดด
ระดับความชื้นในผ้าห่มและหมอน จะทำให้ไรฝุ่นเจริญเติบโตได้ดี ไรฝุ่นมันจะไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบตามหลอดลมในปอด ทำให้หายใจติดขัดและนอนหลับไม่สนิท ทำให้เกิดเป็นหวัดได้ง่าย ซึ่งเป็นสาเหตุของความอ่อนเพลียหมดแรงในวัน ต่อมาได้
วิธีแก้ไข
จะต้องนำผ้าห่ม และ หมอนไปผึ่งแดดเป็นประจำ เมื่อความชื้นในผ้าห่ม และ หมอนหมดไป ก็จะไม่เป็นที่อยู่อาศัยของไรฝุ่นต่อไป การนอนของท่านก็จะหลับได้ดี ระบบการหายใจก็จะโล่ง อาการอ่อนเพลียหมดแรงก็จะหายไปได้

10.เชื่องช้างุ่มง่าม
ผู้ที่ทำอะไรเชื่องช้า หรือ งุ่มง่าม จะปรากฏว่าร่างกายกลับใช้พลังงานมากขึ้น เพราะปริมาณกลูโคสเข้าสู่สมองน้อยลง อันเป็นต้นเหตุให้ร่างกายอ่อนเพลียได้
วิธีแก้ไข ทำได้โดยยืนเหวี่ยงแขนไป หน้าและหลังพร้อมๆกัน แกว่งไปข้างหน้า 1 ใน 3 และ แกว่งไปด้านหลัง 2 ใน 3 ยืนวางน้ำหนักที่ส้นเท้า นิ้วเท้าทั้งสองข้างจิกกับพื้น เกร็งหน้าท้อง และ ขมิบก้น แกว่งแขน และ ทำติดต่อกันวันละประมาณ 5 – 10 นาที จะช่วยให้อาการอ่อนเพลียหายไปได้ เป็นคำแนะนำของท่านปรมาจารย์ตักม้อ

11.อยู่ใกล้คนมองโลกในแง่ร้าย
คนที่มองเรื่องต่างๆในแง่ร้าย จะดูดพลังของคนที่อยู่ใกล้ ให้พลังหดหายเข้าไปในตัวของเขา มีผลทำให้คนที่อยู่ใกล้ เกิดอาการอ่อนเพลียหมดแรงในแต่ละวันอย่างไม่รู้ตัว
วิธีแก้ไข พยายามอย่าไปสมาคมคบค้า หรือ อยู่ใกล้ชิดกับคนที่มองโลกในแง่ร้าย ยกเว้นว่า คุณเต็มใจที่จะถ่ายพลังงานในตัวคุณให้เขาดูดซับไป ซึ่งก็เป็นเรื่อง ที่ช่วยอะไรท่านไม่ได้ เพราะท่านทำตัวของท่านให้อ่อนเพลียหมดแรงเอง หากท่านอยากมีร่างกายที่แข็งแรงและมีพลัง จะต้องพยายามรักษาระดับห่างจากคนที่ชอบมองโลกในแง่ร้ายให้มากๆไว้ก่อน ท่านต้องตระหนักเสมอว่า คนเหล่านี้ คือ ตัวดูดพลังจากท่าน

12. อยู่ใกล้เครื่องใช้ไฟฟ้ามากเกินไป
อุปกรณ์ไฟฟ้า และ อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆ เช่น ปลั๊กไฟ หลอดไฟ วิทยุ โทรทัศน์ เครื่องปรับอากาศ เครี่องโทรศัพท์มือถือ ล้วนแต่เป็นตัว ดูดพลังงานในร่างกายของคน ที่ทำให้เราอ่อนเพลียหมดแรงและซึมเศร้าได้ง่าย
วิธีแก้ไข ให้ย้ายสถานที่นอน หรือ ย้ายเตียงนอนให้ห่างจากอุปกรณ์ไฟฟ้า และ อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ต่างๆให้มากที่สุดเท่าที่จะกระทำได้ ห้ามวางโทรศัพท์มือถือไว้ ใต้หมอน หรือ ข้างหมอน หรือ ใส่ในกระเป๋าเสื้อเป็นอันขาด หากท่านไม่ต้องการให้ตัวเองอ่อนเพลียหมดแรงและ ซึมเศร้า ในแต่ละวัน

13.ลืมดื่มกาแฟตอนเช้าหรือตอนสาย
หลายๆ ท่านที่ไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า หรือยามสาย พลังร่างกายอาจตกวูบในวันนั้นๆ เพราะร่างกายติดคาเฟอินแล้ว จากงานวิจัยพบว่าผู้ร่วมวิจัยถึง 50% ที่มี อาการอ่อนเพลียหมดแรงอย่างเห็นได้ชัด ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟยามเช้า หรือยามสาย และมีถึง 13% ที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยตลอดวัน
วิธีแก้ไข ให้ฝึกหัดดื่มกาแฟที่ไม่ต้องใส่น้ำตาล และ ครีมเทียม เพราะ น้ำตาล และ ครีมเทียม มีอันตรายต่อสุขภาพมาก น้ำตาลเป็นอาหารของมะเร็ง และ ครีมเทียม เป็นไขมันตัวเลวที่จะไปทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตันในหัวใจ และ สมอง หากจำเป็นต้องมีครีมเทียมใส่ ปัจจุบันมีการผลิตครีมเทียมจากน้ำมันข้าวโพด และ น้ำมันถั่วเหลืองได้แล้ว อนึ่ง ท่านต้องหลีกเลี่ยงครีมเทียม ที่ใส่โปรตีนนม หรือ สารไฮโดรเจนผสมลงไปในครีมเทียม เพราะนั่นคือ ตัว “เมลามีน” นั่นเอง โปรดอ่านฉลากกำกับผลิตภัณฑ์ทุกครั้งก่อนซื้อ เพื่อสุขภาพที่ดีของท่าน และ ของคนที่ท่านรัก

14.บ้านรก
ผู้เชี่ยวชาญด้านฮวงจุ้ยยืนยันว่า กองสิ่งของสัมภาระต่างๆที่วางรกเกะกะ ภายในที่อยู่อาศัยนั้น จะทำให้ผู้อยู่อาศัยในสถานที่นั้นๆ มีอาการอ่อนเพลียหมดแรง และ มีปัญหาสุขภาพอย่างมีนัยสาคัญ
วิธีแก้ไข ท่านไม่ต้องถึงกับเก็บกวาดทิ้งสิ่งของทุกอย่างภายในบ้าน และ รอบบ้านให้หมดไปในทันที อย่างน้อยจะต้องมีความตั้งใจที่จะเริ่มสะสางพื้นที่ใช้สอยในบริเวณบ้านให้มีที่ว่างมากขึ้น ทั้งหน้าบ้าน ข้างบ้าน และ ภายในตัวบ้าน อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง ถ้าท่านต้องการความมีสุขภาพที่ดี หากท่านต้องการมีร่างกายที่ไม่อ่อนเพลียหมดแรง

15.ร่างกายมีปัญหา
ทุกคนควรสังเกตตัวเองว่า ร่างกายมีปัญหาอะไรหรือไม่ แม้ว่าการเจ็บหน้าอก คือ สัญญาณหลักๆบอกถึงอาการโรคหัวใจก็ตาม แต่สาหรับเพศหญิง สัญญาณนั้นอาจเป็นเรื่องความอ่อนเพลียหมดแรงในแต่ละวัน ซึ่งมีมากถึง 70% ที่อ่อนเพลียภายในเดือนนั้นๆ ก่อนมีอาการหัวใจกำเริบ สัญญาณอื่นๆอาจรวมถึงการนอนไม่หลับ การหายใจขาดห้วง การหายใจไม่สุด การหายใจติดขัด หัวใจเต้นผิดปกติ เต้นไม่เป็นจังหวะ อาหารไม่ย่อย และ ความเครียดโดยไม่รู้ตัว ต่างเป็นสาเหตุบอกให้ทราบว่า “ร่างกายของท่านมีปัญหาแล้ว” 43%ของ ผู้หญิงที่เป็นโรคหัวใจ ไม่มีอาการเจ็บหน้าอกเลย แม้โรคหัวใจจะกำเริบมากแล้วก็ตาม ดังนั้น ถ้าท่านรู้สึกร่างกายมีสิ่งผิดปกติอย่างอื่น แม้ไม่ได้เจ็บที่หัวใจก็ตาม อย่าปล่อยปละละเลย ควรทำการตรวจร่างกาย โดยเฉพาะ ถ้าคุณมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ เช่น ความดันเลือดสูง คลอเรสเตอรอลสูง เป็นเบาหวาน หรือ คนในครอบครัวเคยเป็นโรคหัวใจ มาก่อน เป็นต้น
วิธีแก้ไข อย่าปล่อยปละละเลย ต้องปรึกษาแพทย์ อาจเป็นแพทย์แผนปัจจุบัน หรือ แพทย์ทางเลือกก็ได้

16.การกลั้นหาว 
การหาวของคนเรานั้น เป็นวิธีทางธรรมชาติที่ร่างกายของเรากระตุ้นให้เรา ตื่น นักจิตวิทยาบอกว่า การเคลื่อนไหวของกรามจะบีบหลอดเลือดบนใบหน้า ซึ่งส่งเลือดไปยังสมองของคน การกลั้นหาว จึงเป็นการยับยั้งกระบวนการนี้ และ จะทำให้คุณ ยิ่งอ่อนเพลียหมดแรง และง่วงนอนมากขึ้น
วิธีแก้ไข เมื่อรู้สึกอยากหาว ก็ให้หาวออกมา แต่ควรปิดปาก และ หันหน้าไปทางที่ไม่มีคนอยู่ จะได้ดูไม่น่ารังเกียจเท่านั้น

17.ความเครียด
ความเครียดทุกกรณี เป็นตัวทำให้อ่อนเพลียหมดแรง มีจำนวนคนไม่น้อย ที่ไม่รู้ตัวว่ามีความเครียด เวลาแพทย์ถาม ก็จะปฏิเสธว่า ไม่มีความเครียดใดๆ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านความเครียด ให้คำแนะนาในการตรวจสอบว่า แท้จริงนั้น เรามีความเครียดสะสมอยู่หรือไม่ โดยให้คำแนะนำวิธีการตรวจสอบง่ายๆ ดังนี้ คนที่มีความเครียดนั้น มาจากสาเหตุร้อยแปดประการ เช่น เป็นผู้ที่มีความไม่สบายใจ ไม่พอใจ ข้องคับใจ โกรธ หรือ โมโห ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ หลายเรื่อง จะก่อให้เกิดความเครียดในคนผู้นั้นอย่างแน่นอน ความเครียด คือตัวดูดพลัง ที่ทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียหมดแรงในแต่ละวันได้
วิธีแก้ไข ต้องหาทางปลดปล่อยความเครียดให้หมดไป วิธีการหนึ่งที่ได้ผลมาก คือ ให้หยุดความคิดทั้งปวงสัก 5 – 10 นาที ต่อวัน ให้จิตจรดจ่อกับคำภาวนาอะไรก็ได้ เช่น “ผ่อน-คลาย” ๆๆๆๆๆๆๆ หรือ “สบาย ๆๆๆๆๆๆ” เป็นต้น

18.หมอนหนุนรองศีรษะเก่าเกินไป
ในกรณีที่ หมอนหนุนนอนของท่านยวบยาบมากจนเกินไป จนทำให้ลำคอ ของท่านไม่ได้ระนาบเดียวกับลำตัว หรือ รู้สึกนอนไม่สบาย ซึ่งไม่เพียงทำให้กล้ามเนื้อ ตึงตัว ซึ่งจะทำให้ท่านนอนไม่ค่อยจะหลับสนิทแล้ว ยังไปกีดขวางระบบการหายใจ ในเวลาที่ท่านหลับด้วย ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้วันรุ่งขึ้นนั้น ท่านจะมีอาการอ่อนเพลียหมดแรงได้ ท่านไม่ควรใช้หมอนใบนั้นหนุนนอนต่อไป
วิธีแก้ไข ท่านต้องรีบหาผ้ามาเสริมหมอนในการหนุนนอนเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ท่านเองรู้สึกนอนได้สบายกับสรีระร่างกายของท่าน จากนั้นก็ควรรีบหาซื้อหมอนใบใหม่มาหนุนแทนใบเก่าได้แล้ว

หวังว่า เมื่อเพื่อนทราบเหตุปัจจัยที่ทำให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก อ่อนเพลียหมดแรงแล้ว เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรักคงตั้งใจแก้ไข เพื่อมิให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรัก ต้องเป็นโรคอ่อนเพลียหมดแรงเรื้อรัง ไปตลอดชีวิต ขอให้เพื่อน หรือ คนที่เพื่อนรักทุกคนมีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงจนสิ้นอายุขัย

ด้วยความปรารถนาดี 
จาก นายมงคล กริชติทายาวุธ

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80