OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : แบ่งปันความรู้
Text/HTML

เว็บหน้านี้จัดเตรียมไว้สำหรับการแบ่งปันความรู้ภายในกลุ่มนักเรียนเก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 80  ดังนั้นใครที่มีความรู้อะไรที่อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมรุ่นก็สามารถนำบทความมา Post ขึ้นเว็บได้ โดยส่งเป็น Soft File ไปที่คุณวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์

 

DnnForge - NewsArticles
31

ตำหนิให้ช้าลงสักนิด อาจได้พบเหตุผลที่แท้จริงได้

มารดาของแก้วเป็นมะเร็งลำไส้  จึงเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาล หลังจากได้รับเคมีบำบัด ๑๐ ครั้ง  ร่างกายก็ผ่ายผอม วันหนึ่ง  แก้วจึงพาแม่ไปพักผ่อนกับครอบครัวที่เชียงใหม่  เที่ยวกันทั้งวัน  ตกค่ำก็ไปกินอาหารหน้าโรงแรม  แก้วสั่งข้าวต้มให้แม่  แต่แม่ไม่ยอมแตะข้าวต้มเลย  เอาแต่อุ้มหลานเดินอยู่รอบโต๊ะ  แก้วคะยั้นคะยอ
ให้แม่ทานอาหาร  แม่ก็ไม่สนใจ  แก้วไม่พอใจ  จึงบ่นเสียงดังว่า “แม่เอาใจยาก ป่วยขนาดนี้แล้ว ยังไม่สนใจดูแลรักษาตัวเองอีก” กลางดึกขณะที่นอนอยู่ แก้วก็ได้ยินเสียงสะอื้นไห้  สงสัยว่าเป็นเสียงของใคร  พลิกตัวกลับมา  ก็พบว่าแม่กำลังร้องไห้  จึงถามว่า แม่มีอะไรไม่สบายใจหรือ  แม่ตอบว่า  แม่น้อยใจลูกที่ต่อว่าแม่  เรื่องข้าวต้มเมื่อหัวค่ำ  แม่ได้บอกว่าแม่กินข้าวต้มไม่ลงจริงๆ  รู้ไหมว่าแม่เกลียดข้าวต้มมาก  เพราะอยู่ที่โรงพยาบาล  แม่กินแต่ข้าวต้ม  พอเห็นข้าวต้ม  ใจก็หวนระลึกถึงความเจ็บปวดและทุกข์ทรมาน  เพราะฤทธิ์เคมีบำบัด พาลให้เกลียดพยาบาลทุกคนที่โรงพยาบาล ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ได้ทำอะไรเลย  แม่ทุกข์ทรมานมาก  แต่แทนที่แก้วจะเห็นใจ  หรือเข้าใจแม่ กลับต่อว่าแม่อีก
แก้วได้ยินเช่นนั้นก็ตกใจ กราบขอโทษแม่  ที่พูดจาทำร้ายจิตใจแม่  แก้วไม่รู้เลยว่า  แม่ทุกข์ถึงเพียงนี้  แล้วแก้วก็กอดแม่อยู่นาน เช้าวันรุ่งขึ้น  แม่ก็คุยกับแก้วเป็นปกติ  ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เหตุการณ์นี้  ผ่านมานานหลายปี บัดนี้  แม่หาชีวิตไม่แล้ว นึกถึงเหตุการณ์นี้คราวใด  แก้วอดรู้สึกใจหายวาบไม่ได้  ที่เผลอทำร้ายจิตใจแม่  เพียงเพราะข้าวต้มถ้วยเดียวเป็นเหตุ  หากแก้วถามแม่สักคำว่า  ทำไมแม่ถึงไม่กินข้าวต้ม แทนที่จะด่วนต่อว่าแม่ แม่ก็คงไม่เสียน้ำตาเพราะลูก  ยังดีที่แก้วรับรู้ความรู้สึกของแม่ในคืนนั้นได้ จึงขอโทษแม่ได้ทัน หาไม่แล้ว แก้วคงจะเสียใจหากมารู้ความจริงเมื่อแม่จากไปแล้ว

ความผิดพลาดในชีวิต  บ่อยครั้งเกิดจากการด่วนสรุป  หรือผลีผลามตัดสิน  โดยไม่สอบถาม หรือ  ฟังผู้ที่เกี่ยวข้องเสียก่อน จริงอยู่  คนเราเมื่อเห็นหรือได้ยินอะไร  ก็อดไม่ได้ที่จะตีความหรือ  หาความหมายจากสิ่งนั้น  รวมทั้ง  คาดเดาถึงที่มาที่ไปของมัน แต่หากเราตระหนัก  หรือ  ระลึกว่านั่นเป็นแค่ “ความคิด” ซึ่งอาจผิดหรือ ถูกก็ได้ เราก็จะไม่ด่วนสรุปว่ามันเป็น “ความจริง” ทำให้พร้อมที่จะรับฟังข้อเท็จจริง  หรือ  ความเห็นที่ต่างออกไป
ปัญหาก็คือ  คนเรามักด่วนตัดสินโดยไม่รู้ตัว  ทันทีที่คิดนึก  หรือคาดเดาอะไรขึ้นมาได้  ก็ยึดมั่นสำคัญหมายว่า  มันเป็นความจริง หรือเป็นสิ่งที่ถูกต้อง จนไม่ยอมเปิดใจรับฟังอะไร  ที่ต่างจากความคิดนั้น ผลก็คือ  ความคิดนั้น  กลายเป็นนายเรา ควบคุมบงการให้เราพูด หรือทำตามมัน  ดังที่บงการแก้ว  ให้ต่อว่าแม่ด้วยความไม่พอใจ การมีสติรู้ทันความคิด  เป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เรา ไม่ด่วนสรุป  หรือหากเผลอด่วนสรุปไปแล้ว ก็รู้ตัว และ วางมันไว้ก่อน ไม่ปล่อยให้มันบงการจิตใจ พร้อมเปิดใจรับฟังผู้อื่น หรือ ตามดูเหตุการณ์ให้แน่ใจ  ซึ่งบ่อยครั้งช่วยให้ไม่เผลอทำสิ่งผิดพลาด  ที่ทำให้ต้องเสียใจในภายหลัง
 
อังคณา มาศรังสรรค์ ผู้เขียนหนังสือเรื่อง “ผลัดใบชีวิต” เล่าว่า วันหนึ่งเธอชวนลูกไปเดินเล่นในสวน  ลูกชายทั้งสองเดินไป ก็แหย่หยอกกันไป  เธอเดินตามหลังลูก  เห็นแล้วก็ลุ้นในใจว่า  ลูกจะตีกันไหมหนอ  สักพักก็เห็นคนพี่หันไปทำท่าเหมือนตีหัวน้อง   เธอเกือบจะหลุดปากออกไปปรามลูกว่า “เล่นกันดี ๆ ลูก ทำไมต้องตีหัวน้อง” แต่แล้วก็ยั้งเอาไว้  เพราะเกรงว่าน้องจะรู้สึกมีพวก  และ หันมางอแงหาแม่ให้ช่วย ครู่ต่อมา  เธอเห็นคนพี่ตีหัวน้องอีกครั้ง  คราวนี้เธอเห็น  ความโกรธพุ่งจี๊ดขึ้นมา   แต่ไม่ทันจะทำอะไรไป  ก็ได้ยินลูกคนโตพูดว่า “เดี๋ยว ๆ ยังไม่ออกเลย มดตะนอยเกาะอยู่  เดี๋ยวโดนกัดหรอก” เธอได้ยินก็อมยิ้ม  รู้สึกดีใจ ที่ไม่ได้พูดอะไรออกไป  หาไม่ลูกชายคงจะเสียใจมาก    กับคำพูดของแม่ที่เข้าใจลูกผิด คงไม่มีอะไร  ที่ทำให้ลูกเสียใจมาก  เท่ากับถูกแม่ตำหนิ  ทั้ง ๆ ที่ตัวเอง  ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่ผู้เป็นลูก  มักหนีไม่พ้นที่ต้องเจอเรื่องทำนองนี้  โดยที่แม่ก็หารู้ไม่ว่า   ได้ทำอะไรลงไป เพราะคิดเสมอว่า  แม่ย่อมรู้ดีกว่าลูก
       
หนังสือเล่มเดียวกันนี้  เล่าถึงคุณแม่ผู้หนึ่ง  เธอชอบพาลูกสาววัย ๕ ขวบเดินชมสวน  เธออยากให้ลูกมีนิสัยรักธรรมชาติ  ระหว่างที่เดิน   มักจะเตือนลูกไม่ให้เด็ดดอกไม้  แต่ลูกก็มักจะทำตรงข้าม  เธอเห็นคราวใดก็ตีมือลูกเบา ๆ  พร้อมกับพูดเสียงแข็ง  “แม่บอกหลายครั้งแล้วนะ ไม่ให้เด็ดดอกไม้” บ่อยครั้ง  ที่ลูกสาวมีอาการงอน เสียใจ  ขณะที่เธอรู้สึกกังวล  ที่ลูกสาวเป็นคนดื้อ  ไม่ค่อยเชื่อฟังแม่
มีช่วงหนึ่งที่เธอได้เรียนรู้   เกี่ยวกับการใช้ชีวิตให้ช้าลง  และไม่ด่วนสรุป เธอจึงอยากทดลองใช้กับตัวเองบ้าง วันหนึ่ง  ขณะที่เดินเล่นกับลูกสาว  เธอเห็นลูกน้อยเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้  เธอรู้สึกขุ่นเคืองขึ้นมาทันที  แต่เตือนตนไม่ให้ผลีผลามทำอะไร  นึกในใจว่า “ลองช้าสิ ลองไม่ตัดสินสิ ดูก่อน ลูกจะเอาดอกไม้ไปทำอะไร”  ลูกเด็ดดอกไม้เสร็จ  เธอก็เดินตามลูกไป  พอกลับถึงบ้าน  ลูกถามหาชามเล็ก ๆ  แม่ถามว่า  จะเอาไปทำอะไร “ใส่ดอกไม้ค่ะ  เวลาพ่อกินข้าว  จะได้ดูดอกไม้สวย ๆ” ลูกตอบ
แม่น้ำตาคลอทันที  คิดมาตลอดว่า  ลูกเป็นคนดื้อ  หากเธอด่วนสรุป  ด่วนตำหนิ  เหมือนเคย  ก็คงไม่รู้ว่าลูกสาวมีน้ำใจงดงามเช่นนี้
ความสัมพันธ์ในครอบครัว  แม้เริ่มต้นด้วยความรัก  แต่มักปริร้าวจนแตกแยก   ก็เพราะผู้คนไม่ค่อยฟังกัน  แม้จะได้ยินด้วยหู  เห็นด้วยตา  แต่เมื่อมีข้อสรุปล่วงหน้าแล้ว  ใจก็ปิดไม่ยอมรับรู้ความเห็นต่าง   จึงยากที่จะเข้าใจกันได้  ทำให้เห็นผิดไปจากความเป็นจริง  ความรักจึงกลายเป็นความมึนตึง  และ  ความเกลียดชังกันในที่สุด
 
อย่าเพิ่งด่วนสรุป ตัดสินช้าลงสักนิด พึงระลึกว่าความจริงนั้นเป็นมากกว่าสิ่งที่เห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู หรือ อาจตรงข้ามกับสิ่งที่คิดในใจก็ได้  แม้จะมีข้อสรุป ก็เผื่อใจไว้บ้างว่าความจริงอาจมิใช่เป็นอย่างที่คิด ลองสอบถาม  หรือ ดูต่อไปสักนิด เราอาจเห็นความจริงอีกด้านหนึ่ง  ที่งดงามของคนที่เรารัก

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80