OSK80 Only : Register / Login 
 You are here : แบ่งปันความรู้
Text/HTML

เว็บหน้านี้จัดเตรียมไว้สำหรับการแบ่งปันความรู้ภายในกลุ่มนักเรียนเก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น 80  ดังนั้นใครที่มีความรู้อะไรที่อยากแบ่งปันให้เพื่อนร่วมรุ่นก็สามารถนำบทความมา Post ขึ้นเว็บได้ โดยส่งเป็น Soft File ไปที่คุณวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์

 

DnnForge - NewsArticles
01

วิธีชราอย่างมีคุณภาพ

        เพราะลี กวน ยู  เคยมีพฤติกรรม การใช้ชีวิตผิดมานาน  เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์  ลี กวน ยู  จึงหยุดพฤติกรรมทำร้ายตัวเองทั้งหมด  และหันมาออกกำลังกายพร้อมกับใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างมีความสุข  และสุขภาพดี  ปัจจุบันท่านอายุ 87 ปีแล้ว 
        อดีตนายก ฯ สิงคโปร์  ลี กวน ยู  ปีนี้อายุ 87  แต่สุขภาพยังฟิตเปรี๊ยะ เพราะดูแลสุขภาพตัวเองอย่างเคร่งครัด 
         ลี กวน ยู  เล่าว่า ครั้งหนึ่งตอนยังหนุ่มแน่น  และเป็นนักการเมืองเต็มตัว ก็เคยใช้ชีวิตที่เป็นโทษกับสุขภาพของตนอย่างยิ่งเช่นกัน กินเหล้า สูบบุหรี่ อย่างหนักหน่วงมาก่อน             
         ลี กวน ยู  เล่าว่า ตอนอายุ 34 ต้องหาเสียงอย่างร้อนแรง คืนที่ชนะเลือกตั้ง ทั้งสูบบุหรี่ ทั้งดื่มเบียร์เต็มอัตรา
         พอจะขึ้นเวทีปราศรัยขอบคุณประชาชน ปรากฏว่าเสียงหาย 
         ได้เสียงมากพอที่จะชนะเลือกตั้ง แต่เสียงจากลำคอแห้งเหือดไปหมด เพราะบุหรี่และเหล้าตัวดี (แปลว่าตัวร้าย) นี่แหละ 
         “ผมหลอกตัวเองด้วยการซื้อบุหรี่ซองละ 10 มวน...แต่ผมต้องปราศรัย 3 แห่งในคืนเดียวกัน  ก็จึงสูบไป 30 มวนอยู่ดี....” นายลีเล่าให้สมาคมผู้สูงอายุฟังเมื่อไม่นานมานี้ 
          มาถึงจังหวะหนึ่งของชีวิต นายลีบอกว่าสุขภาพของเขาย่ำแย่  ถึงขั้นที่เขาต้องตัดสินใจว่า  จะเป็นนักการเมืองและทนายความที่ดีต่อไปได้หรือไม่ 
          สองอาชีพนี้  ต้องใช้เสียงด้วยกันทั้งนั้น  “ผมบอกตัวเองว่า ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือทนาย  ผมก็ต้องรักษาเสียงผมไว้  ผมจึงตัดสินใจเลิกบุหรี่...” 
          นั่นย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย  เพราะลี กวน ยู  สารภาพว่าเขาติดบุหรี่งอมแงม 
          บางคืนฝันร้ายว่า  กลับไปสูบบุหรี่อีก ตกใจตื่นขึ้นมากลางดึกก็บ่อย ๆ    แต่พลังของความเด็ดเดี่ยวที่จะต้องเลิกบุหรี่นั้น  มาจากการตอบคำถามตัวเองว่า จะทำอาชีพของตัวเองให้ได้ดีต่อไปหรือไม่  ถ้าจะทำงานให้ดีต้องหยุดบุหรี่  และต้องหยุดอย่างเด็ดขาด ครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ได้ 
          ตอนนั้น  ลี กวน ยู  ยังไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมะเร็งกับการสูบบุหรี่ จึงยังไม่มีความกลัวตายนัก 
          แต่แปลกมากที่หลังจากนั้น ลี กวน ยู  ก็เกิดอาการแพ้ควันบุหรี่อย่างหนักหน่วง เรียกว่าใครสูบบุหรี่ใกล้ ๆ ไม่ได้เลย    “ผมต้องขอให้รัฐมนตรีไม่สูบบุหรี่ในห้องประชุม  ถ้าจะสูบ  ก็ขอให้ไปสูบนอกห้อง เพราะผมแพ้มันจริงๆ...” 
          วันหนึ่ง ลี กวน ยู  อยู่ที่บ้านของเพื่อนซี้  ชื่อราชารัตนัม และกำลังพูดคุยกับนักข่าวต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง  ซึ่งรวมถึงนักข่าวจากหนังสือพิมพ์ ลอนดอนไทมส์ 
          พอถ่ายรูปร่วมกัน ลี เห็นรูปของตัวเอง พร้อมกับพุงที่ยื่นออกมาอย่างน่าเกลียด 
          “ผมบอกตัวเองทันทีที่เห็นรูปนั้นว่า  ไม่ไหว  เพราะมันเป็นพุงที่ยื่นออกมาด้วยฤทธิ์ที่ดื่มเบียร์มากเกินไป” 
          ลี กวน ยู ตัดสินใจปฏิบัติการ “ลดพุง” ด้วยการหันไปเล่นกอล์ฟ...เริ่มด้วยการหวดลูกกอล์ฟเป็นร้อย ๆ ครั้งต่อวัน  แต่พุงก็หาได้ลดลงไม่ แกจึงบอกตัวเองอีกรอบว่า  ถ้าจะให้หุ่นดี  ต้องลดการบริโภค และต้องเผาผลาญจากร่างกายให้มากกว่านี้ 
          วันหนึ่งหลังการเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1976  ลี บอกว่า  รู้สึกเหนื่อย   จึงไปยืนที่สนามของทำเนียบนายก ฯ พยายามหายใจลึก ๆ ยาว ๆ 
           ลูกสาวลี กวน ยู  คนหนึ่งที่จบวิชาแพทย์มาเห็นเข้าก็ถามว่า “พ่อทำอะไรอยู่” 
           แกตอบว่า “พ่อพยายามจะสูดออกซิเจนเข้าไป” 
           ลูกสาวตอบสวนกลับมาทันทีว่า “ถ้างั้น พ่อต้องไม่เล่นกอล์ฟ  ต้องหันไปวิ่ง  ต้องออกกำลังกายแบบแอโรบิก...” 
           ตอนแรก ลี กวน ยู  ใช้วิธีเดินเร็ว ๆ ระหว่างหลุมกอล์ฟ ต่อมาก็วิ่งระหว่างหลุม รู้สึกร่างกายจะตอบสนองดี 
           หลังจากนั้นไม่นาน  ลี กวน ยู  ก็ตัดสินใจออกกำลังกายด้วยการวิ่งหลังการตีกอล์ฟ 
           อีกไม่กี่ปีต่อมา ลี กวน ยู  ก็ได้คำตอบกับตัวเองว่า  การตีกอล์ฟกินเวลายาวนานเกินไป  ออกกำลังกายด้วยการวิ่งใช้เวลาแค่ 15 นาทีมีผลดีต่อสุขภาพมากกว่า
 
           ลี กวน ยู  จึงเลิกตีกอล์ฟ หันมาวิ่งอย่างเดียว 
           ลี กวน ยู  บอกว่า ตัวเองไม่เคยคิดว่า  จะมีอายุถึง 84 หรือ 85  คุณแม่เสียตอนอายุ 74  แต่คุณพ่อจากไปตอน 94  เพราะคุณพ่อว่ายน้ำทุกวัน  และหาเรื่องทำตลอดเวลา
         “ดังนั้น ผมจึงคำนวณเอาเองว่า  ผมควรจะมีอายุยาวนาน  ถึงตรงกลางระหว่างคุณพ่อกับคุณแม่ “ 
           ตอนอายุ 73 ขณะที่ขี่จักรยาน ลี กวน ยู  รู้สึกแน่นหน้าอกขึ้นไปถึงคอ วันรุ่งขึ้น ถีบจักรยานอีก อาการหนักขึ้น  หลังจากเริ่มต้นได้ 5 นาที  แกให้หมอตรวจ   ก็พบว่า เส้นโลหิตบางเส้นตีบ  ต้องใส่บอลลูนหัวใจ  “ถ้าผมไม่รีบไปให้หมอหัวใจตรวจ  สงสัยอาจจะม่องเท่งตอน 74 แล้วก็ได้  เหมือนแม่ผม...” 
            เส้นตายเส้นต่อไปคืออายุ 84  ซึ่งเป็นปีที่คุณพ่อหกล้มจนต้องนั่งรถเข็น
           “ผมต้องระวัง  เพราะบางทีถ้าผมหมุนตัวเร็วไปหน่อย  จะเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด  จึงต้องทำอะไรช้าลง  เพราะประสาทของคนผู้สูงวัย  เริ่มจะเสื่อมถอยลง”
            ลี กวน ยู  แนะนำคนชราแห่งสิงคโปร์ว่า  จะต้องไม่แยกตัวเองไปอยู่อย่างโดดเดี่ยว เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม  ต้องการมีอะไรมากระตุ้นตลอดเวลา   และ  ต้องพบปะผู้คน ต้องคอยติดตามเรื่องราวของสังคมและโลก
            “ผมไม่ค่อยชอบเดินทางเท่าไร  แต่ผมก็บังคับตัวเอง  ให้ไปโน่นมานี่ในตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของหลายบริษัท  เช่น  ธนาคารและบริษัทน้ำมัน  ผมไปจีน  ไปอินเดีย...ได้พบปะ ได้ประชุม  ได้ฟังคำบรรยายสรุป  จะได้รู้ว่าโลกไปถึงไหนแล้ว...มิฉะนั้น ผมว่าเราจะเหี่ยวเฉาแน่   หากนั่งนอนอยู่กับบ้าน  และไม่คบหาผู้คน...”
             ลี กวน ยู  บอกว่า ที่สำคัญสำหรับผู้สูงวัย  คือ ต้องมีความสนใจอะไรเป็นพิเศษ
            “ถ้าคุณอายุ 55  และ บอกตัวเองว่า  จะเกษียณเพื่ออ่านหนังสือ เล่นกอล์ฟ และดื่มไวน์  ผมว่าคุณเสร็จแน่ ๆ  เพราะหลังจากสองสามเดือน  คุณจะเริ่มเบื่อ  ไม่มีอะไรทำ  ไม่มีเป้าหมายในชีวิต  คุณจะเริ่มเหี่ยวทั้งร่างกายและหัวใจ...” 
             ดังนั้น  คำแนะนำจากท่านผู้อาวุโสของสิงคโปร์ก็คือ  ต้องหาเรื่องที่ตนเองสนใจมาทำ  และ ต้องหาอะไรท้าทายตัวเองตลอดเวลาจึงจะดีต่อสุขภาพ

            “ทุกวันนี้ พอใครมาบอกผมว่า อายุ 60 แล้ว กำลังจะเกษียณ จะไม่ทำอะไรแล้ว ผมถามเขาว่า คุณอยากตายเร็วหรือไง”
 
            
แกฝากบอก สว. หรือคนสูงวัยทั้งหลายว่า  “ถ้าคุณต้องการเห็นพระอาทิตย์ขึ้นพรุ่งนี้ คุณต้องหาเหตุผล ต้องมีอะไรมากระตุ้นให้คุณต้องการจะใช้ชีวิตที่สนุกสนานต่อไปเรื่อยๆ ...ไม่ใช่เกษียณอายุแล้ว  พักผ่อนนอนหลับอย่างเดียว...  อย่างนี้เท่ากับเร่งวันตายเท่านั้น

ขอย้ำว่า  การให้ผู้สูงวัย  หรือ ผู้เกษียณอายุแล้ว  นั่งกินนอนกิน  ไม่มีอะไรที่น่าสนใจทำ  เท่ากับแช่งให้ท่านตายเร็วๆ 

ผู้สูงวัย  หรือ ผู้เกษียณอายุแล้ว  หากมีงานให้ต้องคิด ต้องทำ  โดยไม่ต้องมีความเครียดในงาน  จะทำให้ชีวิตมีความหมาย  ความจำไม่เสื่อม  อีกทั้งสุขภาพอนามัยทั้งร่างกาย และจิตใจดี  มีชีวิตยืนยาว

Post Rating


สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80