OSK80 Only : Register / Login  
 You are here : ข่าวทั่วไป
ข่าวทั่วไป

Current Articles | Archives | Search

Thursday, April 11, 2024
๙๖ปี สิริเพ็ญ ชัยรัตน์
By virasak @ 7:03 AM :: 190 Views :: 0 Comments :: Article Rating
 

๙๖ปี สิริเพ็ญ ชัยรัตน์
ครูภาษาไทย โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ปี๒๕๐๒-๒๕๓๑

 

ชีวประวัติครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์

ชาติกำเนิด:
ครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ เกิดวันที่ ๓ เมษายน ๒๔๗๑ ณ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร ในครอบครัวข้าราชการ  ครูเป็นลูกคนที่ ๖ ของคุณพ่อสนิทและคุณแม่วาสน์ ชัยรัตน์ ครูมีพี่สาว๒คน พี่ชาย๓คน น้องสาว๑คนและน้องชาย๒คน รวมเป็น ๙คน ซึ่งพี่น้องของครูล้วนเสียชีวิตไปหมดแล้ว ครูไม่ได้สมรส ครองความเป็นโสดมาตลอดชีวิต 
ประวัติการศึกษา:
ครูเรียนชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนประชาบาลทุกแห่งที่คุณพ่อย้ายไปรับราชการ 
ครูสำเร็จมัธยมศึกษาและฝึกหัดครู ป.ป. (สายวิทยาศาสตร์) จากโรงเรียนสตรีประจำจังหวัดพิษณุโลก “เฉลิมขวัญสตรี”
และสตรีเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร
ครูสำเร็จอุดมศึกษา :
⁃ ประโยคครูมัธยม จากฝึกหัดครูมัธยมกรุงเทพมหานคร
⁃ การศึกษาบัณฑิต จากประสานมิตร กรุงเทพมหานคร
วุฒิการศึกษา : ป.ม., กศ.บ.

ประวัติการรับราชการ :
ครูเริ่มบรรจุเข้ารับราชการครั้งแรกที่จังหวัดพิจิตร เมื่อวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๔๙๔ เป็นข้าราชการชั้นตรี ครูโรงเรียนประจำจังหวัดพิจิตร “พิจิตรวิทยาคม” สอนวิชาคณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ สอนอยู่จังหวัดพิจิตรเป็นเวลา ๗ปี จึงย้ายเข้ากรุงเทพฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ สอนอยู่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เผอิญวิชาภาษาไทยขาดคนสอนในขณะนั้น ครูจึงได้สอนวิชาภาษาไทยนับแต่บัดนั้น จนเกษียณอายุ

ครูสอบเลื่อนเป็นข้าราชการชั้นโทและชั้นเอกได้ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 
หลังจากบรรจุชั้นเอกแล้ว จึงได้เปลี่ยนเป็นระบบ พี.ซี.(ตำแหน่งชั้นเอกเมื่อวันที่ ๑๔ กันยายน ๒๕๑๕)
ดำรงตำแหน่งอาจารย์ ๓ ระดับ ๗ ชั้นพิเศษ เมื่อ ๓๑ มีนาคม ๒๕๒๓
ครูเกษียณอายุในตำแหน่งอาจารย์ ๓ ระดับ ๘ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย

คำสอนและความคาดหวังที่มีต่อศิษย์ของครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์....

 @ ฟังนะศิษย์รักว่าเธอทุกคนมีความสำคัญต่อครูเพียงไร “เกียรติยศที่ได้รับจากศิษย์นั้น ใครมาขอซื้อกี่ล้านฉันก็ไม่ขาย”
(จากหนังสือสมานมิตร ปี ๒๕๐๕)

@ มนุษย์ = มน + อุษย์ = ใจสูง
     คน      = ชน             = เกิดมา
ถ้ามีเทพยดาจะประทานพรให้ครูสัก ๑ ข้อแล้ว พรข้อนี้ครูจะขอให้ศิษย์ทุกคนของครูเป็นมนุษย์ อย่าเป็นเพียงแค่คน

(จากหนังสือสมานมิตร ปี ๒๕๐๖)

@ ความรู้  เป็นอาภรณ์อันประเสริฐ
     ความประพฤติ  ก็เป็นเลิศมิได้ยิ่งหย่อนกว่ากัน 
    ฉะนั้นนักเรียนจงเป็นทั้งผู้มีความรู้ดี  และความประพฤติงดงาม

(จากหนังสือสมานมิตร ปี ๒๕๐๗) 


จากใจครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์...วันเกษียณอายุ
(จากหนังสือที่ระลึกงานแสดงมุทิตาจิตและกตเวทิตาคุณ ครูเกษียณอายุราชการ ปี ๒๕๓๑ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย) 

ศิษย์รัก

     วันนี้เป็นวันสำคัญที่พึงจดจำในชีวิตความเป็นครูของครู ณ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยแห่งนี้

     ครูได้รับทราบจากผู้อำนวยการล่วงหน้าเป็นปี ว่าศิษย์รักมาจองล่วงหน้าเพื่อจัดงานในวันนี้ให้ครู ความมีน้ำใจที่เปี่ยมไปด้วยความกตัญญูกตเวทีที่เธอทุกคนมีต่อครูนั้นประเมินกันด้วยอะไรในปฐพีนี้ไม่ได้ทั้งนั้น

     วัตถุที่ครูพึงจะสัมผัสได้ด้วยตาในวันงานอันเป็นรูปธรรมซึ่งถือว่าเป็นเปลือกนอกนั้น ถ้ามิได้ห่อหุ้มไว้ด้วยแก่นภายใน คือ น้ำใจอันประเสริฐของเธอที่มีความกระตือรือร้น เต็มอกเต็มใจ เอาใจใส่ สนใจ ดูแลความเป็นอยู่ทุกข์-สุขของครูอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา มารับอาสา ขันอาสา ทำให้ด้วยใจแล้วไซร้  งานวันนี้จะไม่มีความหมายใดๆสำหรับครูเลย  แต่เป็นเพราะเธอทำให้ครูด้วยใจนี้แหละ  งานวันนี้จึงทรงคุณค่ามีความหมายต่อชีวิตครูอย่างยิ่ง  เป็นเสมือนหยาดน้ำทิพย์ชโลมใจ จนกล่าวได้ว่าชีวิตครูจะทุกข์หรือสุข ขึ้นอยู่กับศิษย์รักของครูทุกคนเสียเกือบทั้งหมดของชีวิตนั่นเทียว

     การมีลูกศิษย์ประเสริฐอย่างเธอ ครูถือเป็นความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ในชีวิตความเป็นครูของครู

     สิ่งที่ครูภาคภูมิ ปลาบปลื้ม ซึ้งใจยิ่งจนสุดคณานับก็คือ เวลาครูอบรมสั่งสอนเธอไม่ว่าจะเป็นด้านวิชาการ ซึ่งครูมักจะแอบสอดแทรกความคิดเพื่อสร้างอุดมคติแก่เธอนอกเหนือไปจากด้านความรู้  ในการที่จะปลูกฝังให้เธอหยิ่งในศักดิ์ศรีตามความหมายที่แท้จริงของความเป็น “มนุษย์”  หรือในด้านความประพฤติซึ่งต้องใช้ความอดทนเป็นอย่างยิ่งที่จะชี้ผิดชี้ถูกซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกว่าเธอจะเข้าใจไปทีละเล็กละน้อยนั้น  ครูสอนเธอด้วยใจที่รัก ห่วงใย ปรารถนาดีด้วยความบริสุทธิ์ใจต่อชีวิตในอนาคตของเธอ  อนาคตที่เธอจะต้องเป็นคนดี ประพฤติปฏิบัติแต่สิ่งที่เป็นมงคลแก่ชีวิต อันจะเป็นชีวิตที่สดใส มีความสุขใจ มีความเจริญก้าวหน้าตามความสามารถ ตามอัตภาพของแต่ละบุคคล ซึ่งก็สมใจครูทุกประการ  แล้วบัดนี้ครูก็ได้รับทุกสิ่งทุกอย่างจากเธอด้วยใจ ครูยังจะต้องการอะไรอีกเล่าในชีวิตของความเป็นครู ในเมื่อครูได้รับสิ่งที่ทรงคุณค่ายิ่งมาไว้ประดับชีวิตที่ใจครูเช่นนี้แล้ว

     ครูตั้งใจจะเขียนอะไรต่ออะไรหลายๆอย่างที่ฝังอยู่ในใจครูที่มีต่อเธอทุกคนมากมายจนเปี่ยมล้น  แต่พอเขียนเข้าจริงๆ ครูกลับเขียนอะไรไม่ได้ตามใจนึก เพราะไม่ว่าจะค้นหาถ้อยคำใด เรียบเรียงประโยคอย่างไร ก็ดูมันจะมีค่าน้อยกว่าความรู้สึกในใจของครู  เธอมอบทุกอย่างให้ครูด้วยใจ  ครูสัมผัสรับไว้ด้วยใจของครู  จึงไม่ขอถ่ายทอดออกมาเป็นรูปธรรมด้วยตัวอักษร  แต่จะขอเก็บบันทึกส่วนนี้ไว้ในใจครู  เพื่อเป็นอนุสรณ์ระลึกถึงน้ำใจอันงดงามเพียบพร้อมด้วยความกตัญญูกตเวทีของเธอทุกคนไว้เป็นอนุสาวรีย์อันสง่างาม ท่ามกลางใจครู

     แต่สิ่งหนึ่งที่ครูปฏิบัติเป็นปรกติวิสัยคือ  สวดมนต์ไหว้พระก่อนนอน  ครูไม่เคยลืมเลยในการกราบไหว้อาราธนาคุณพระไตรรัตน์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วพื้นพิภพให้อภิบาล ปกป้องคุ้มครองศิษย์รักของครูทุกคนให้อยู่ร่มเย็นเป็นสุข  ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ  ห่างไกลจากภัยพิบัติทั้งปวง  แคล้วคลาดจากภยันตราย  ประสบโชคดี  เจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงาน  สมปรารถนาในสิ่งอันพึงประสงค์ทุกประการ

     เห็นไหมว่า สายใยแห่งความรัก ความปรารถนาดี ความห่วงใยที่ครูมีต่อเธอนั้นยังเหนียวแน่น แน่นหนาอย่างมิรู้เสื่อมคลายไม่ว่ากาลเวลาจะล่วงเลยไปนานแสนนานเพียงใดก็ตาม 

     ครูก็ยังคงรักและห่วงใยเธอเหมือนเดิม

              
สิริเพ็ญ ชัยรัตน์

ชีวิตหลังเกษียณอายุราชการ

ครูได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้านเทพธารินทร์ ถนนรังสิต-นครนายก (คลอง๑๑-๑๒) หมู่๑๐ ต.บึงคอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ที่ครูต้องมาซื้อบ้านที่อยู่ไกลขนาดนี้ (เพราะก่อนหน้านี้ครูอาศัยอยู่บ้านน้องชายแถวคลองประปา ถนนประชาชื่น ในหมู่บ้านซีเมนต์ไทย เนื่องจากเป็นหมู่บ้านในเมือง มีมลภาวะเรื่องเสียงและฝุ่น ซึ่งทำให้อยู่ไม่ค่อยสบาย)

ครูบอกว่าหมู่บ้านเทพธารินทร์นี้ อยู่ห่างไกลเมือง รอบๆเป็นทุ่งนา อากาศดีมาก มีเพื่อนบ้านดีคอยช่วยเหลือเกื้อกูลครูอยู่เสมอ  ครูอยู่บ้านหลังนี้คนเดียว แต่จะมีหลานชายคนหนึ่งชื่อนายวุฒิพล ชัยรัตน์ เป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯรุ่น ๙๐ คอยมาดูแลเป็นครั้งคราว 

บ้านหลังนี้ครูซื้อมาหลังเกษียณอายุแล้วเมื่อวันที่ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๕ และจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย ในนามคนอื่นที่เป็นคนรู้จักกับหลานชาย เพราะครูอายุมากเกินที่จะกู้เงินจากธนาคารได้ จึงต้องอาศัยใช้ชื่อคนอื่น  ส่วนการผ่อนชำระธนาคารครูใช้เงินบำนาญของครูในการผ่อน ทำให้ครูรู้สึกไม่มั่นคง เกรงว่าในอนาคตอาจจะเกิดปัญหาเรื่องกรรมสิทธิ์บ้านได้  
ครูจึงหารือกับวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น๘๐ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดให้มารับซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากครู วีระศักดิ์จึงไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร แล้วมอบบ้านหลังนี้ให้ครูอยู่ต่อไปได้อย่างสบายใจตลอดชีวิต โดยวีระศักดิ์เป็นผู้รับภาระค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายส่วนกลางของหมู่บ้านเอง

เมื่อครั้งที่ครูประสบอุบัติเหตุกระดูกสะโพกแตกหัก เข้าโรงพยาบาลพระมงกุฎ ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่นต่างๆที่ไปเยี่ยมครูได้หารือกันและจัดตั้ง “กองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์“ ขึ้นด้วยเงินช่วยเหลือจากศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่นต่างๆ เพื่อจ้างคนดูแลครูทั้งความเป็นอยู่และค่าใช้จ่ายของครูตั้งแต่นั้นมา 
ต่อมาวุฒิพล(หลานชายครู)ถึงแก่กรรม ครูจึงต้องใช้ชีวิตคนเดียวในบ้านหลังนี้กับผู้ดูแล โดยครูยังต้องแบกรับภาระหนี้ที่หลานชายก่อไว้ซึ่งครูเป็นผู้ค้ำประกัน จำนวนหลายแสนบาทด้วย  
คณะกรรมการ “กองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์” จึงตกลงกันให้ใช้เงินจากกองทุนฯเป็นค่าดูแลความเป็นอยู่ของครู เดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท  ส่วนเงินบำนาญที่ได้รับทุกเดือนให้คงไว้ในบัญชีของครูเพื่อเก็บไว้ชำระหนี้ที่ครูค้ำประกันหลานชายที่ล่วงลับไปแล้ว

ต่อมาหลังจากชำระหนี้ของหลานชายเสร็จสิ้นแล้ว ครูสิริเพ็ญเริ่มเดินไม่ได้ต้องนอนติดเตียง มีค่าใช้จ่ายเรื่องแพมเพิสเพิ่มขึ้นมาอีก ประกอบกับเงินกองทุนดูแลครูสิริเพ็ญเริ่มลดน้อยลง คณะกรรมการกองทุนฯ จึงตัดสินใจให้ใช้เงินจากบำนาญของครูเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท และสมทบด้วยเงินจากกองทุนฯ เดือนละ ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็นเงิน ๓๕,๐๐๐ บาท ในการดูแลครูมาจนถึงปัจจุบัน

ศิษย์มอบกลอนให้กำลังใจครู...
(นพ.ซื่อตรง เจียมจรรยา ศิษย์สวนฯรุ่น๘๐ แต่งกลอนให้กำลังใจครูตอนครูเจ็บหนักเมื่อสิงหาคม ปี ๒๕๕๘)

.....ห้าสิบกว่าปีแล้วแรกประสบ
ครูใส่ใจศิษย์ครบไม่หลบหาย
เช้าจรดเย็นย่ำค่ำสุดเหนื่อยกาย
ก็มิวายเมียงมองสอดส่องเรา

     ในห้องเรียนหรือนอกแทรกหยอกเย้า
อีกคอยเฝ้าพร่ำสอนให้หายเขลา
ภาษาไทยเลขคณิตอังกฤษเชาว์
แม้นานเนานั่งนึกแค่วันวาน

     ห้าปีเต็มครูคอยสั่งพร่ำสอน
ด้วยอาทรย้อนคิดล้วนคำหวาน
ถึงบางคราน่าระทึกกลัวกันลาน
ลูกและหลานของครูรู้เข้าใจ

     ศิษย์จบจากรั้วสวนฯเผชิญชีวิต
ต่างคนก็ต่างจิตใช่สุขไสว
มีรวยบ้างจนบ้างคละกันไป
ในฤทัยไม่เคยละผละจากจร

     ครูแสนดีศรีศิษย์เหมือนมิตรแท้
ถึงต่างคนต่างแก่ดั่งไม้ขอน
พลังธรรมแห่งจิตไร้หลบซ่อน
ไม่ผุกร่อนพร้อมสรรพ์พึ่งพากัน

     มายามนี้สิริเพ็ญครูที่รัก
เจ็บป่วยหนักพักกายโจษกันลั่น
สานุศิษย์เข้าเยี่ยมเช้ากลางวัน
ถึงจะค่ำก็ทันพลันพูดคุย

     โรคร้ายหายดีวันและดีคืน
ใจชุ่มชื่นช่วยกายหายฉลุย
อีกสองวันกลับบ้านประสาลุย
เพลินตะลุยหลังป่วยฟื้นทันควัน

     สิบกว่าปีครบร้อยค่อยค่อยย่าง
ฟ้าสว่างตรงหน้าหฤหรรษ์
เป็นไทรโพธิ์แผ่รักอัศจรรย์
ล้วนสุขสันต์ครูศิษย์ชิดนิรันดร์

นพ. ซื่อตรง เจียมจรรยา
สก รุ่น ๘๐
มอบแด่คุณครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์
๑ กันยายน ๒๕๕๘
 

จากเรือจ้าง สู่นางฟ้า ……..
ครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ ในหัทยา

 

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเกินฝันเห็น
“สิริเพ็ญ ชัยรัตน์” จรัสหล้า
เหินหาวสู่เส้นทางของนางฟ้า
หลังเหนื่อยล้าพายเรือจ้างเพื่อสร้างคน

ปรากฏภาพศิษย์ป้อนข้าวคราวครูป่วย
บ้างไปอวยพรวันเกิดประเสริฐกุศล
หลายสิบปีที่ดูแลเหมือนแม่ตน
อีกหนึ่งหนเที่ยวปราสาทหินพิมาย

ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเกินคาดคิด
พรหมลิขิตปักหมุดเป็นจุดหมาย
สัมพันธภาพสวนกุหลาบฯไร้วันตาย
ยังพริ้งพราย“เพลงตึกยาว”..เจ้าพระยา

ยังจดจำคำครูอยู่เสมอ
ให้พวกเธอออกไปสู้อย่างผู้กล้า
ไปสร้างชาติช่วยในหลวง-ปวงประชา
สมคุณค่าคนแผ่นดินปริญญาชน.

พิบูลย์ชัย พันธุลี
ศิษย์สวนกุหลาบฯ รุ่น ๘๐

รำลึกพระคุณคุณครูสิริเพ็ญ


ผมโชคดีที่สุดในชีวิตที่ตามเพื่อนจากโรงเรียนสมบูรณ์วิทยา (สวย.) มาสอบเข้าโรงเรียนสวนกุหลาบฯ ทั้งๆที่ไม่เคยกวดวิชา หรือเตรียมตัวมาก่อน เพื่อนสวย. รุ่นเดียวกัน ๘ คนที่สอบเข้าสวนกุหลาบฯ ได้ คือ หมอทวี โชติพิทยสุนนท์ สุนทร สิมะวรา (ยาตราตะขาบ ๕ ตัว) มงคล วัชรางค์กุล ไกรศรี ภักดีสงคราม ธราดล ตยางคานนท์ (คนที่ชวนเพื่อนสวย. มาสอบเข้า) สมศักดิ์ ณ นคร และหมอประพันธ์ (พี่ชายผม)

เป็นโชคดีจริงๆ เพราะผมได้เพื่อนใหม่ทุกปีที่เลื่อนชั้น อยู่ห้องใหม่ (ยกเว้นพวกนักเรียนห้องคิง ที่ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนหน้าเดิมอย่างหมอประพันธ์) นอกจากผมและพวกเรา สก. รุ่น ๘๐ จะมีเพื่อนจำนวนมากแล้ว ผมยังได้เพื่อนสนิทหลายคน โดยเฉพาะเพื่อนที่เคยนั่งโต๊ะเรียนในแถวหน้าๆของห้อง เพราะเราเป็นพวกตัวเตี้ยในห้อง ไม่ว่าจะเป็น ชัยกาญจน์ ไชยโกมินทร์ พงษ์จักร หวังเชื้อ พิชัย กีรติวุฒิ พิพัฒน์ วงศาโรจน์ หมอตระการ สกุลเจริญพร มณฑล แจ่มปฐม วิษณุ พงศ์สมัย วีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ สมเกียรติ โอสถสภา สมบูรณ์ ศุภศิลป์  เอก พัฒนโสภณ อัสนี ทรัพยวณิช เป็นต้น

แต่ที่โชคดีที่สุด คือ พวกเรา สก. รุ่น ๘๐ มีครูดีที่สุด เป็นผู้อบรมสั่งสอน บ่มเพาะทั้งด้านการเรียนรู้ อุปนิสัยใจคอ การออกกำลัง การวาดเขียนสีน้ำ การเล่นดนตรี การแข่งขันกีฬา การทำกิจกรรมร่วมกับนักเรียนโรงเรียนอื่น โดยเฉพาะโรงเรียนสตรี   และที่สำคัญ  คือ ครูรุ่นเรามีกลวิธีการสนับสนุนส่งเสริมให้ลูกศิษย์แต่ละคนสามารถแสดงออกซึ่งจุดเด่นและศักยภาพของตนได้อย่างเต็มที่ จนประสบความสำเร็จ เกิดความภาคภูมิใจและเชื่อมั่นในตัวเอง บางคนสามารถนำจุดเด่นของตนไปประกอบอา ชีพ และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานอย่างสูง ตัวอย่างเช่น การส่งเสริมผลักดันให้เพื่อนนักเรียน ๔ คน (ซื่อตรง เจียมจรรยา พิบูลย์ชัย พันธุลี พิชัย กีรติวุฒิ และวิษณุ พงศ์สมัย) ไปแข่งประกวดจัดพานดอกไม้ จนเอาชนะนักเรียนจากโรงเรียนสตรี ในงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน อาจเป็นเพราะในหลวงรัชกาลที่ ๙ เสด็จผ่านและตรัสว่า "สวนกุหลาบ สู้ สู้" และแม้แต่ครูที่ดุที่สุดก็กลายเป็นขวัญใจของพวกเรา เพราะสามารถเปลี่ยนนักเรียนที่มีนิสัยเกเร ไม่เอาถ่าน ไปเป็นคนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตครอบครัวและการงาน พวกเราสก.๘๐ จำนวนมากจึงเป็นหมอ ทนาย นายทหาร วิศวกร อาจารย์ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ฯลฯ แต่ที่น่าทึ่ง คือ เพื่อนที่เกเรจำนวนมาก กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและกลายเป็นมหาเศรษฐี

ครูรุ่นเรา ที่พวกเราไม่เคยลืมบุญคุณ คือ ครูวัยเรีย ผ่องสวัสดิ์ (ครูประจำชั้นคนแรกในห้องมศ ๑-ง ที่ผมเรียน) ครูฉวี สงวนเกียรติ  ครูลลิดา ธนพุทธิ  ครูพังงา เทียนทอง  ครูถนัด สุคนธปฏิภาค  ครูผล ใจสว่าง  ครูจำนง บุญสถิรกุล (สีชุ่มๆ ใจกล้าๆ ๑๕ เต็ม) ครูทวี ชัยเจริญ(ดนตรี) ครูทัศนีย์ อนมาน  ครูสมจิตต์ พงษ์เวช ฯลฯ และที่ไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ครูโปร่ง ส่งแสงเติม ที่เข้ามาเป็นครูใหญ่ตอนที่รุ่นเราเข้ามศ.๑ และหลังจากพวกเราจบมศ.๕  ท่านก็ย้ายไปที่อื่น สก.๘๐ จึงเป็น ‘รุ่นโปร่งเข้า โปร่งออก‘

แต่ครูคนเดียวที่มีอิทธิพลต่อการเรียนรู้และความคิดอ่านของพวกเรามากที่สุด คือ ครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ ครูคนเดียวซึ่งตามสอนพวกเราตั้งแต่ชั้น มศ.๑ จนถึงชั้น มศ.๕ 

ผมไม่ใช่คนเก่ง ไม่ว่าจะเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาไทย วาดเขียน และดนตรี  จึงต้องเอาใจใส่เป็นพิเศษ เช่น ต้องไปเรียนกวดวิขาภาษาอังกฤษกับเพื่อนๆที่ YMCA  แต่ครูสิริเพ็ญ เป็นครูที่ช่วยให้ผมทำคะแนนภาษาไทยได้ดีขึ้น ผมไม่รู้ว่าทำไมครูใหญ่ จึงมอบหมายให้ครูสิริเพ็ญตามสั่งสอนภาษาไทยให้รุ่นเราตั้งแต่เข้ามศ.๑ จนจบมศ.๕  แต่ที่แน่ๆ คือ ครูสิริเพ็ญไม่ใช่แค่เป็นครูสอนหลักภาษาและวิธีใช้ภาษาไทย แต่น่าจะเป็นครูที่มีอิทธิพลสูงสุดต่อรุ่นเรา ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการสื่อสารทั้งในอาชีพการงานของพวกเรา (ที่เป็นหมอ ทนายความ เจ้าของธุรกิจ) การพบปะกับคนในสังคมและในชีวิตส่วนตัว ความสามารถในการแต่งบทกวี (เช่น สมบูรณ์ ศุภศิลป์) หรือแม้แต่การเขียนงานบทความทางวิชาการของนักวิชาการในรุ่นเรา (อย่างสมเกียรติ โอสถสภา และพรายพล คุ้มทรัพย์)  

วันหนึ่งหลังจากการสอบภาษาไทย ครูสิริเพ็ญเรียกผมไปคุย และพูดว่า “นิพนธ์ เธอเป็นคนแข็งกระด้าง การใช้ภาษาและบทกลอนที่เธอเขียนไม่มีความสละสลวย อ่อนโยน“

คำพูดนั้น จริงยิ่งกว่าจริง เพราะเวลาสอบ แม้ผมไม่ค่อยมีปัญหาในการตอบคำถามวิชาต่างๆเลย แต่ผมมีปัญหามากทุกครั้งในการแต่งบทกลอน นอกจากต้องใช้เวลานานมากๆแล้ว บทกลอนที่เขียนก็ขาดความไพเราะ และแข็งทื่อ ไม่สามารถใช้ภาษาที่สละสลวย กินใจได้อย่างสมบูรณ์ ศุภศิลป์ หรือ วีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ หรือ พรายพล คุ้มทรัพย์

คำพูดของครูสิริเพ็ญ ทำให้ผมมุมานะใช้เวลาฝึกเขียนโคลงกลอน  จนสามารถทำคะแนนวิชาภาษาไทยได้ดีในการสอบไล่ชั้นมศ.๕  ถ้าไม่ใช่คำพูดอย่างตรงไปตรงมาของครูสิริเพ็ญในวันนั้น ผมคงไม่ติดบอร์ด อันดับ ๓๓ ของประเทศ 

ยิ่งกว่านั้น ชีวิตการเป็นอาจารย์ และนักวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์ของผม ซึ่งต้องพูดในที่สาธารณะเป็นประจำ ต้องเขียน ต้องให้สัมภาษณ์ ต้องคุยขอความรู้จากคนทุกชนชั้น ต้องนำเสนอนโยบายให้ผู้บริหารประเทศ จะไม่มีวันประสบความสำเร็จ ไม่มีใครรับฟัง ไม่มีคนเห็นด้วย
 ถ้าไม่มีคำพูดของครูสิริเพ็ญในวันนั้น
  

กราบขอบพระคุณ ครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ 
นิพนธ์ พัวพงศกร (๑๓๙๐๒)
เมษายน ๒๕๖๗ 

ตอบแทนบุญคุณครูผู้สอนสั่ง...
ของศิษย์สวนฯรุ่น ๘๐

ศิษย์สวนกุหลาบวิทยาลัย รุ่น๘๐ คือนักเรียนสวนกุหลาบฯ ที่เข้าเรียนปีการศึกษา ๒๕๐๔ (มศ ๑ รุ่นแรก) และสำเร็จการศึกษาในปีการศึกษา ๒๕๐๘ ศิษย์รุ่นนี้ที่ครูสิริเพ็ญตามสอนวิชาภาษาไทยตั้งแต่ มศ.๑ จนถึง มศ.๕ ศิษย์รุ่นนี้จึงมีความผูกพันกับครูมากเป็นพิเศษ ยังติดต่อไปมาหาสู่กันตลอดตั้งแต่ออกจากรั้วสวนกุหลาบฯ จนถึงปัจจุบันเป็นเวลาเกือบ ๖๐ ปีแล้ว  มีหลายเรื่องที่ศิษย์รุ่นนี้ทำให้ครูของเขาด้วยความกตัญญูกตเวทีและสร้างความตื้นตันใจแก่ครูทุกครั้งที่พูดถึง

๑.เชิญครูร่วมงานรุ่นทุกครั้งที่มีโอกาส


กิจกรรมของศิษย์สวนกุหลาบฯรุ่น ๘๐ ไม่ว่าจะเป็นงานสังสรรค์ประจำปีของรุ่น หรืองานแข่งขันกีฬาโบว์ลิ่ง ทุกครั้งที่เชิญครูให้ไปร่วมงาน คุณครูให้เกียรติไปร่วมงานด้วยเสมออย่างเต็มใจและสนุกสนานกับกิจกรรมเหล่านั้นอย่างมีความสุข 

๒.มอบของขวัญวันสำคัญทุกปีอย่างต่อเนื่อง

วันคล้ายวันเกิดของครูทุกปีจะมีศิษย์สวนกุหลาบฯ รุ่น๘๐ คือวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ พาคุณครูไปรับประทานอาหารและพาไปหาของขวัญวันเกิดที่ครูชอบด้วยตนเอง นอกเหนือจากเลี้ยงวันเกิดครู วีระศักดิ์เล่าว่า ปีหนึ่งจะไปพบครูอึกสองสามครั้ง คือ ไปกราบขอพรวันขึ้นปีใหม่, พาครูไปฉลองวันเกิด, ช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์จะหาขนมไหว้พระจันทร์ไปให้ครูเพราะครูชอบรับประทานขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียนล้วน 

๓.ซื้อบ้านให้ครูอยู่อย่างสบายตลอดชีวิต

ก่อนที่ครูสิริเพ็ญย้ายมาอยู่ที่บ้านในปัจจุบัน ครูเคยมีบ้านอยู่ที่หมู่บ้านสี่ไชยทอง ถนนแจ้งวัฒนะ แต่มีเหตุการณ์ขโมยงัดแงะเข้าบ้านครู ครูรู้สึกไม่ปลอดภัยเพราะอยู่บ้านคนเดียว จึงย้ายบ้านไปอยู่บ้านน้องชายที่หมู่บ้านซีเมนต์ไทย แถวถนนประชาชื่น เนื่องจากเป็นบ้านในเมือง มีมลภาวะเรื่องเสียงและฝุ่น ครูอยู่ไม่สบาย จึงหาซื้อบ้านใหม่แถวนอกเมือง และได้บ้านที่ถูกใจคือที่หมู่บ้านเทพธารินทร์ อยู่ถนนรังสิต-นครนายก (คลอง๑๑-๑๒) หมู่๑๐ ต.บึงคอไห อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี ที่ครูชอบที่นี่เพราะอากาศดี ล้อมรอบด้วยทุ่งนา เพื่อนบ้านดี และช่วยเหลือเกื้อกูลครูเสมอ   

ครูซื้อบ้านหลังนี้หลังเกษียณอายุแล้ว เมื่อ ๒๖ กันยายน ๒๕๔๖ โดยจำนองไว้กับธนาคารกรุงไทย ในนามคนรู้จักของหลานชาย เพราะครูอายุมากไม่สามารถกู้เงินธนาคารได้ จึงต้องอาศัยใช้ชื่อคนอื่น แต่ครูต้องเป็นคนผ่อนชำระธนาคารด้วยเงินบำนาญของครูเอง ครูจึงรู้สึกไม่มั่นคง เกรงอาจเกิดปัญหากรรมสิทธิ์บ้านในอนาคตได้  ครูจึงหารือกับวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ ศิษย์สวนฯรุ่น๘๐ ที่ใกล้ชิด ครูขอให้วีระศักดิ์มาซื้อบ้านของครูที่จำนองไว้กับธนาคาร วีระศักดิ์จึงไปไถ่ถอนจำนองจากธนาคาร แล้วมอบบ้านหลังนี้ให้ครูอยู่ต่อไปอย่างสบายใจตลอดชีวิต โดยวีระศักดิ์รับผิดชอบค่าใช้จ่ายสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายส่วนกลางของหมู่บ้านเอง

๔.พาครูไปโรงพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย

เมื่อครั้งที่ครูประสบอุบัติเหตุหกล้มหน้าฟาดพื้นห้องในบ้าน คนแรกที่ครูคิดถึงคือนายแพทย์พนิตย์ จิวะนันทประวัติ ศิษย์สวนฯรุ่น๘๐ ครูโทรหาหมอพนิตย์ แต่บังเอิญหมอติดผ่าตัดคนไข้ หมอพนิตย์ได้โทรแจ้งหมอซื่อตรง เจียมจรรยา ศิษย์สวนฯรุ่น ๘๐ อีกคน หมอซื่อตรงทราบข่าว รีบบึ่งรถข้ามจังหวัดจากแถวราษฎร์บูรณะมาบ้านครูที่รังสิต-นครนายก (คลอง๑๑-๑๒) พาครูไปโรงพยาบาล ไปเอกซ์เรย์สมองและตรวจรักษาจนเสร็จเรียบร้อย

๕.ลงขันซื้อรถให้ครูไปจ่ายตลาด

เมื่อศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯรุ่น๘๐ ทราบข่าวจากวีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์ ว่าครูสิริเพ็ญอยู่บ้านคนเดียว หลานชายจะพาไปซุปเปอร์มาร์เก็ตเดือนละ ๑ ครั้ง เมื่อของกินของใช้หมดครูก็จะฝากเพื่อนบ้านออกไปซื้อ แต่ก็รู้สึกเกรงใจเขา จะออกไปซื้อเองก็ลำบาก เพราะจักรยานที่หมอพนิตย์ จิวะนันทประวัติ ซื้อให้ ก็ไม่ได้ใช้งานแล้วเพราะหลังผ่าตัดใส่กระดูกที่หักก็งอเข่าไม่ได้ และบ้านครูก็อยู่ลึกกว่า ๒ กม.จากตลาดปากซอย  ประสบความยากลำบากในการออกไปซื้อหาของกินของใช้ที่จำเป็น
หมอซื่อตรง เจียมจรรยา ซึ่งเป็นประธานรุ่นในขณะนั้นได้เชิญชวนเพื่อนในรุ่นร่วมลงขันซื้อรถสามล้อไฟฟ้าให้ครู เพียงไม่กี่วันเพื่อนในรุ่นได้ร่วมกันลงขันได้เงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ได้ซื้อรถไฟฟ้าราคา ๓๔,๓๐๐ บาท พ่นสีชมพู-ฟ้า มอบให้ครูเพื่อแก้ปัญหาการเดินทางออกไปจ่ายตลาด

๖.ดูแลยามแก่เฒ่าและติดเตียง

หลังจากที่ครูออกจากโรงพยาบาลหลังการผ่าตัดเนื่องจากหกล้มและกระดูกสะโพกแตกหัก ณัฐ บุญอารักษ์ ศิษย์สวนฯรุ่น ๘๐ ที่มีบ้านอยู่ใกล้บ้านครูรับอาสาดูแลครูร่วมกับคุณนิดภรรยา ได้ว่าจ้างคนในหมู่บ้านเทพธารินทร์ ชื่อคุณตุ๋ยให้มาอยู่ประจำในบ้านครู ดูแลอาหารการกินและความเป็นอยู่ทั่วไปของครู ด้วยเงินจาก  “กองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ” ที่ศิษย์สวนกุหลาบฯรุ่นต่างๆจัดตั้งขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายในระยะแรกเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท ภายหลังเมื่อครูต้องนอนติดเตียง ต้องมีค่าแพมเพิสเพิ่มขึ้นมา จึงได้เพิ่มค่าใช้จ่ายเป็น ๓๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน โดยใช้เงินจากบำนาญของครูเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาท และทาง“กองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ” โอนสมทบให้อีก ๑๕,๐๐๐ บาท 
สำหรับการดูแลสุขภาพของครูจะนัดหมายเจ้าหน้าที่สาธารณสุข อสม. และพยาบาลวิชาชีพ จากโรงพยาบาลลำลูกกา ให้เข้าไปตรวจสุขภาพครูเป็นระยะ ๆ ตลอดมา 

ศิษย์สวนฯ ล้วนกตัญญู...

เมื่อครั้งที่ครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ ป่วยเข้าโรงพยาบาลเนื่องจากอุบัติเหตุกระดูกสะโพกหักเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๘ นั้น  บรรดาศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่นต่างๆ ได้ไปเยี่ยมและได้หารือกันว่า เนื่องจากครูเป็นคนโสด อายุมาก และขาดคนดูแล  จึงควรจัดตั้งกองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ  ขึ้นมากองทุนหนึ่ง  โดยมีศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น๙๙ ชื่อ “ประสพสุข ดำรงชิตานนท์” ซึ่งทำงานอยู่ธนาคารกสิกรไทยในขณะนั้นเป็นผู้เปิดบัญชี ชื่อ “นายประสพสุข ดำรงชิตานนท์ (เพื่อครูสิริเพ็ญ - สวนกุหลาบ)“  และได้ระดมทุนจากศิษย์เก่ารุ่นต่างๆ ตั้งแต่นั้นมา เพื่อดูแลรักษาพยาบาลและดูแลความเป็นอยู่ของครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ โดยกำหนดวงเงินค่าใช้จ่ายเป็นค่าดูแลครูเดือนละ ๓๐,๐๐๐ บาท โดยกองทุนข้างต้นจะโอนเงินให้ “ณัฐ บุญอารักษ์” ศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่น๘๐  ซึ่งมีบ้านอยู่ใกล้บ้านครูเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆ ดังนี้
๑.ค่าจ้างคนดูแล ๑ คน
๒.ค่าอาหารและเครื่องดื่ม
๓.ค่ารักษาพยาบาลยามเจ็บป่วย
๔.ค่าใช้จ่ายเบ็ดเตล็ดอื่นๆ(ถ้ามี)
โดยคณะผู้ดูแลครูได้จัดตั้งไลน์กลุ่มชื่อ “กลุ่มดูแล อ.สิริเพ็ญ” มีสมาชิกซึ่งเป็นศิษย์เก่าสวนกุหลาบฯ รุ่นต่างๆ จำนวน ๔๕ คน ร่วมปรึกษาหารือกันในการดูแลครูและคอยแก้ไขปัญหาต่างๆที่อาจมี ได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการประกอบด้วยศิษย์เก่ารุ่นต่างๆ จำนวน ๗ คน คือ วีระศักดิ์ (รุ่น๘๐), ประสพสุข (รุ่น๙๙), วสันต์ (รุ่น๑๐๓), พลเทพ (รุ่น๙๖), สัจจา (รุ่น๙๘), อนันต์ (รุ่น๑๐๒), ไพรัช (รุ่น๑๐๐) เป็นผู้อนุมัติค่าใช้จ่ายต่างๆ โดยมีประสพสุขเป็นคนเบิกโอนจ่ายจากบัญชี

ต่อมาเงินกองทุนดูแลครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ มีเงินลดน้อยลง คณะกรรมการดูแลบัญชีได้ประชุมกันและเห็นว่าครูสิริเพ็ญยังมีรายได้จากเงินบำนาญเดือนละประมาณสองหมื่นกว่าๆ จึงตัดสินใจให้ใช้เงินจากเงินบำนาญของครูเดือนละ ๒๐,๐๐๐ บาทเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลตัวครูเอง ส่วนที่ยังขาดอยู่ ๑๐,๐๐๐ บาท ทางกองทุนดูแลครูสิริเพ็ญเป็นผู้จ่ายสมทบ(ต่อมาเมื่อครูต้องนอนติดเตียงมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเป็นค่าแพมเพิสอีก จึงเพิ่มเป็น ๑๕,๐๐๐ บาท)

สำหรับการเบิกเงินจากบัญชีของครู เพื่อความสะดวกไม่ต้องรบกวนครูทุกเดือน สมชาติ (รุ่น๙๐) รุ่นเดียวกับวุฒิพล (หลานครูที่เสียชีวิตแล้ว) ซึ่งสนิทกับครูได้พาครูไปทำบัตรเอทีเอ็มที่ธนาคารกรุงไทย(สาขาคลอง๑๐) และมอบหมายให้ ณัฐ (รุ่น๘๐) เป็นผู้ถือบัตรและเป็นผู้ถอนเงินแทนครู โดยกำหนดให้ถอนเงินบำนาญครูทุกเดือนๆละ ๒๐,๐๐๐ บาท และทางประสพสุข (รุ่น๙๙) เบิกเงินจากกองทุนฯโอนให้ ณัฐ (รุ่น๘๐) อีก ๑๕,๐๐๐ บาท รวมเป็น ๓๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน สำหรับเป็นค่าใช้จ่ายดูแลครูตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

สุขสันต์วันเกิดครบแปดรอบครับคุณครู

วีระศักดิ์ ฮุนเมฆาเวทย์
ส.ก. ๑๓๙๕๓
ศิษย์สวนฯ รุ่น ๘๐

 “ระลึกถึงครูสิริเพ็ญ”

ระลึกถึง พระคุณ ผู้เป็นครู
ให้ความรู้ ภาษาไทย ใช้สื่อสาร
เนื้อวิชา น่าเบื่อ ไม่ทันการณ์
เก่าโบราณ ไม่ประเทือง เรืองปัญญา 

แต่โชคดี มีอาจารย์ สิริเพ็ญ
ครูดีเด่น เป็นศรีคู่ ชมพูฟ้า
ท่านสอนศิษย์ ให้คิดดี มีวิชา
เห็นคุณค่า ความงาม วรรณกรรมไทย 

ใช้เทคนิค ที่ชวนคิด ให้ติดตาม
ตั้งคำถาม ยกประเด็น ร่วมสมัย
ยกตัวอย่าง ที่สร้างแรง บันดาลใจ
อบรมให้ ประพฤติตน เป็นคนดี 

ร่วมฉลอง ท่านสู่วัย อายุมั่น
เป็นมิ่งขวัญ ศิษย์เก่าสวนฯ ล้วนสุขี
พรอำนวย จงช่วยค้ำ นำชีวี
สู่วิถี เกษมสันต์ ทุกวันคืน

พรายพล คุ้มทรัพย์
ศิษย์สวนฯ รุ่น๘๐

คุณครูสิริเพ็ญในความทรงจำ


     ผมได้เข้ามาเรียนโรงเรียนสวนกุหลาบฯ เมื่อปี ๒๕๐๔ (ม.ศ.๑ รุ่นแรก) ในสมัยนั้น คุณครู สิริเพ็ญ เป็นครูภาษาไทย..ได้เคยเรียกผมไปสอบถามว่า นามสกุลเธอ "รักษ์งาร"..แปลว่าอะไร.??
 

     ผมเลยต้องเล่าท้าวความถึง คุณปู่ (ขุนประพ้ฒบรรณสาร)..ได้รับพระราชทานนามสกุลนี้มาว่า " รักษางานดี"..แต่คุณปู่เอามาย่อใช้เพียง "รักษ์งาน" แต่ตอนหลังสมัย จอมพล.ป. พิบูลสงคราม ได้เปลี่ยนมาใช้ "ร" แทน "น" นามสกุลผมเลย ต้องแก้มาเป็น "รักษ์งาร".นะครับ.!! 

     ความหมาย ก็คือ รักงาน ธรรมดา ๆ ตามผลงานที่ขยันของคุณปู่ นะครับ.!! คุณครู สิริเพ็ญ เลยเข้าใจ และเจอผมจะเรียกว่า พ่อรักงาน.ตลอดมาครับ 

    เมื่อ ๓ เม.ย ๒๐๒๑ ได้มีโอกาส ไปเยี่ยมอวยพรวันเกิดคุณครูที่บ้าน ในนาม ตัวแทน สก.๘๐ ด้วยความเคารพอย่างสูง ครับ.!!  

     ขอให้คุณครู สิริเพ็ญ อันเป็นที่เคารพรักของพวกเรา จงมีสุขภาพแข็งแรง อยู่เป็นมิ่งขวัญ  ชาวสวนกุหลาบฯ รุ่น๘๐ ยิ่งยืนนาน ๆๆๆ ครับผม

พลอากาศเอกครองธรรม รักษ์งาร
ส.ก. ๑๓๙๗๕
คนดีศรีสวนฯ รุ่น๘๐ ปี ๒๕๖๔

”ครูสวนกุหลาบคนแรกของผม“

ครูสิริเพ็ญในความทรงจำ

เจอครั้งแรก

ผมเจอครูครั้งแรกที่วัดพระเชตุพนฯ ขณะผมยังเรียนอยู่ชั้นประถมศึกษา เพราะพี่สุทิน  รุ่น ๘๑ พาผมไปร่วมทัศนศึกษา กับนักเรียนสวนกุหลาบ ชั้นมัธยมปลาย รุ่น ๘๑ โดยมีหลวงเตี่ย เป็นวิทยากร ให้ความรู้เกี่ยวกับวัดพระเชตุพนฯได้เห็นห้องน้ำ(ที่พระบังคนเบาของพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส อย่างexclusive เท็จจริงอย่างไรต้องถามหลวงเตี่ยกันเอง) พอพักเที่ยง ผมจะตามพี่ไปกินกับพี่ๆ แต่ครูสิริเพ็ญ เรียกผมไปกินข้าวกับครู

เป็นความประทับใจแรกที่ผมได้รับจากครูสิริเพ็ญ

หมายเหตุ: ผมตั้งใจใช้คำว่า“กิน” แทนที่จะใช้คำว่า“ทาน” เพื่อแสดงความเคารพแด่ครูผู้สอนภาษาไทยท่านนี้

เจอที่สวนกุหลาบ

ครูสิริเพ็ญสอนภาษาไทยมัธยมปลาย สมัยนั้น ครูจำผมได้ดีเพราะสอนพี่ผมมา ๓ คนแล้ว (รุ่น ๘๐,๘๑ และ๘๕ โดยพี่เป็นประธานชมรมภาษาไทยที่ครูสิริเพ็ญเป็นที่ปรึกษาชมรมฯ ๒ คน ) และให้ผมทำหน้าที่หอบเอกสาร การบ้าน ของเพื่อนๆไปส่งที่ห้องพักครูบนตึกยาวเป็นประจำ
วิชาภาษาไทยนี้เป็นวิชาที่เด็กสวนกุหลาบรุ่นผมถ้าตั้งเป้าเข้าแพทย์ เภสัช วิศวะ วิทยาส่วนใหญ่ไม่ใคร่ให้ความสนใจเรียน ถึงขนาดโดดร่ม หรือเล่นกันระหว่างที่ครูสอน เพราะถือว่าไม่ใช่คะแนนหลักที่ต้องใช้ ENTRANCE จนวันหนึ่งครูเดินออกจากห้องสอนไปเอง ครูไม่บ่น ไม่ดุ ไม่ตำหนิอะไร แต่เรียกผมกับเพื่อนสองสามคนตามไปเรียนที่ห้องพักครู
หลังจากนั้นในชั่วโมงต่อๆมาเพื่อนๆก็มีท่าทีเรียบร้อยขึ้น 

ความทรงจำระหว่างเรียนที่สวนกุหลาบ

ทัศนศึกษาภาคใต้ ปี ๒๕๑๔ โดยชมรมสังคมศึกษา  จำนวน ๒ บัส มีครูลลิดา ครูสิริเพ็ญ ครูวรรณ ครูเฉลา ครูเชาวนี พร้อมนักฟุตบอลโรงเรียน ล่องไปถึงภูเก็ต ผ่านชุมพร ตามแผนจะแวะบ้านครูศิริที่หลังสวน แต่ฝนตกหนัก ถนนไม่ปลอดภัย จึงมิได้แวะที่ภูเก็ต ได้เยี่ยมชมเหมืองแร่ดีบุกขนาดใหญ่ของตระกูลงานทวี  ทางเจ้าของเหมือง ให้ทุกคนกินอาหารได้ทุกร้าน ในตลาดของเหมือง ตามอัธยาศัย โดยทางเหมืองเป็นเจ้าภาพ และได้ลงไปที่จังหวัดตรัง นอนที่โรงเรียนวิเชียรมาตุ เพื่อแข่งบอลที่นั่น  เหตุที่ไปพักโรงเรียนวิเชียรฯ เพราะ ครูใหญ่โรงเรียนวิเชียรฯขณะนั้นย้ายไปจากสวนกุหลาบ เหตุนี้เองจึงได้เห็นสีชมพูฟ้าทั่วโรงเรียนวิเชียรฯ ทั้งอาคารเรียน และกำแพงโรงเรียน

ปีการศึกษา ๒๕๑๔ โรงเรียนรับนักเรียนแลกเปลี่ยนAFS มา ๒ คน ชื่อ BRADY MACASCO จาก OHIO และ MATTHEW CARTER จาก CONNECTICUT  ภายหลัง MATTHEW ขอย้ายไปเรียนที่วัดเขมาภิรตาราม เพราะคิดว่าถ้าอยู่กับBRADY จะไม่ได้ฝึกภาษาไทยเต็มที่ แต่ก็ยังพักกับ HOST รุ่น๘๖ ทั้ง ๒ บ้านจนกลับUSA

ความใคร่รู้ของBRADY จึงขอหลวงเตี่ย บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดพระเชตุพนฯ 

จึงเกิดภาพประทับใจ ที่BRADY ไปขอลาบวชกับครูทั้งหลายในโรงเรียน จนถึงวันบรรพชา ครูหลายท่านก็ไปร่วมอนุโมทนากับBRADY  รวมทั้งครูสิริเพ็ญด้วย 

มีเรื่องขำๆ ตอนผมพาBRADY ไปขอขมาครูท่านแรกคือหลวงเตี่ย ขณะกำลังสอนอยู่ มศ.๕ ก(ห้องKING) ที่ตึกสามัคยาจารย์(ส่วนต่อเติม) BRADY ถอดรองเท้า พร้อมถือพานดอกไม้ธูปเทียน เข้าไปไหว้หลวงเตี่ย แต่เมื่อ BRADY ยกมือไหว้ BRADY ไม่ได้วางรองเท้าลงก่อน  รองเท้าจึงชี้หน้าหลวงเตี่ยอย่างจัง ท่ามกลางเสียงเฮของนักเรียนในห้อง  และหลวงเตี่ยก็หัวเราะขำๆ และท่านเมตตาชี้แนะไป ให้ไหว้ใหม่ อีกครั้ง

พบครูอีกครั้งที่โรงเรียน

เนื่องในวันสงกรานต์ครูเก่าที่โรงเรียน ผมได้กราบครู ครูสวมเครื่องแบบชมรมครูเก่าฯสีเทา ซีดๆ ทราบว่าครูไปโรงเรียนวันนั้นด้วยรถประจำทาง จากบ้านรังสิต ผมจึงอาสาไปส่งครูตอนเลิกงานที่โรงเรียนวันนั้น ที่น่าตกใจมากคือเมื่อขึ้นรถผม ครูบอกว่าไม่มีเงินติดตัวเลย ครูคิดว่าน่าจะถูกล้วงกระเป๋าช่วงต่อรถประจำทางแถวอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

เมื่อออกจากโรงเรียนผมขอครูแวะไปรับภรรยาที่ทำงาน เพื่อจะได้ช่วยดูแลครูตอนไปส่งครูที่บ้านเมื่อถึงห้างโลตัสรังสิต ครูให้แวะซื้ออาหารสดและแห้ง ไว้กินที่บ้าน  ครูบอกว่าแวะซื้อของประจำที่นี่ แล้วยังซื้อเครื่องสำอาง โดยภรรยาผมช่วยเลือก  เมื่อใกล้บ้าน ครูจะบอกเส้นทาง ว่ามีตลาดนัด แล้วเลี้ยว ไป มีสถานีตำรวจ ให้เลี้ยว  หรือตรงไปทางไหน จนถึงบ้าน   ครูบอกขอเลขบัญชีธนาคารของผมเพื่อจะโอนเงินที่ใช้จ่ายวันนี้ที่ห้างโลตัสคืนผม  ผมเรียนครูว่าไม่เป็นไร เพราะเป็นโอกาสดีที่ศิษย์จะได้แสดงกตัญญุตาต่อครูที่เรารักเคารพ ครูให้ศีลให้พรมากมาย  ก่อนผมและภรรยาจะลาครูกลับในตอนเย็น
 
หลังจากนั้นก็ได้พบครู ตามงานที่ลูกศิษย์รับมาสองสามครั้ง  กระทั่งครูไม่สะดวกที่ออกจากที่พักก็ไม่ได้พบครูอีกเลย

อย่างไรก็ตามผมต้องขอขอบคุณคณะที่ดูแลครูสิริเพ็ญอย่างดีเยี่ยม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่รุ่น๘๐ ด้วยครับ  

สุชาย ลิมโปดม รุ่น ๘๖
๑๔ เมษายน ๒๕๖๗
 

คิดถึง..อาจารย์ครับ

ผมเรียนวิชา.. วรรณ​คดีไทย.. กับอาจารย์​สิริ​เพ็ญ.. ตอนอยู่​ ม.ศ.​๔​ วิชาอาจารย์​เป็น​วิชาที่ผมชอบเรียนมาก..ที่ผมจำแม่นคือ​ ข้อสอบกลางภาค​ อาจารย์ให้เติมคำในช่องว่าง.. ข้อสอบ​ คือ​ สีดาเอย....   พระเคราะห์​นำเข้าดลใจ..
อาจารย์​ให้เติมคำ/ข้อความ... หลังคำว่าสีดาเอย...คำที่เติม​ คือ​ คำว่า​ "ชะรอยกรรม"... ผมว่า.. ทั้งชั้นแทบจะไม่มีใครเติมได้.. ผมจำได้ว่า.. เพื่อนร่วมห้องคนนึง.. ใช้คำแรงพอรู้ว่าผมเติมได้..ว่า...กรูว่าคนออกข้อสอบนี้...แล้ว​  แต่​คนตอบได้​ กรูว่า.. บ้า กว่า..

ส่วนอีกข้อเติมคำเป็น​เรื่อง​ ช้างเอราวัณ.. งาหนึ่งเจ็ดโบกขรณี​ สระหนึ่งย่อมมีเจ็ดกออุบลบันดาล.. อันนั้นง่าย.. เจ็ดทุกอย่าง

อาจารย์​สิริ​เพ็ญ​เป็น​ครูที่แต่งตัวสวยพิถีพิถัน.. เวลาอาจารย์​จะไปงาน.. สมัยนั้น​ กระโปรงยาวเรียกว่า​ แม๊กซี่.. กำลังฮิต.. อาจารย์​เคยวานให้ผมไปเอากระโปรงที่ร้าน​ซักแห้งมาให้.. ผมจำกระโปรงผ้าไหมไทยสีสวยๆ​ของอาจารย์.. มีเพื่อนๆเม้าท์​กันว่า.. อาจารย์​วานให้ไปเอากระโปรงที่ร้าน​ซัก​แห้งเหมือนกัน.. แต่เคสเค้าอาจารย์​จะไปงาน.. อาจารย์​คงกลัวว่าพับใส่ถุงกระดาษ.. จะยับ... อาจารย์​เลยวานให้เค้าเอากระโปรงพาดแขน.. เดินจากร้านมาให้อาจารย์​ที่ห้องพัก.. ร่ำลือกันเลย.. 

อาจารย์​แต่งหน้าสวย.. แต่งตัว​สวยทุกวัน.. จำได้วันหนึ่งนั่ง​อยู่​หน้าห้องเรียนตอนเช้า.. เห็นอาจารย์​เดินชมดอกกุหลาบ.. บริเวณ​ศาลพ่อปู่.. เป็นภาพที่งดงาม.. ความทรงจำ​เกี่ยวกับอาจารย์​สิริ​เพ็ญ​สำหรับผม​ จะเป็​นภาพอาจารย์สุภาพ​สตรี.. มีความเป็​นผู้หญิง​ที่ละเมียดละไม.. สุนทรีย์.. เก่งวิชาภาษาไทย​ วรรณคดีไทย.. 

ภาพสวยๆ​ของอาจารย์​ประทับใจในความทรงจำผมเสมอ

อั๋น.. รศ.ดร.​อนันต์​ชัย​ คงจันทร์
ศิษย์สวนฯ รุ่น๘๖
ลูก​ศิษย์​ความจำดีวิชาวรรณคดีไทย.. ของอาจารย์​สิริเพ็ญ​ ชัยรัตน์.

เพราะครูสิริเพ็ญ ผมถึงตัดสินใจเลือกเรียนต่อคณะนิติศาสตร์ ! 

๏ สิริเพ็ญพร่างฟ้าตรงหน้าฉัน        ทุกคืนวันไม่เคยแรมยังแจ่มใส
ยังสาดแสงสุดสวยด้วยแรงใจ        แรงห่วงใยของครูศิษย์รู้คุณ....
 
     

ผมเป็นนักเรียนสวนกุหลาบ รุ่นที่ ๘๔  คนที่อาจหาญมาสอบคัดเลือกเข้าเรียนที่สวนกุหลาบสมัยนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นเด็กเรียนเก่ง หรือไม่ก็มีพี่เรียนอยู่ก่อนแล้ว ผมเองก็เช่นกัน นอกจากมีพี่เป็นนักเรียนสวนกุหลาบรุ่นที่ ๘๐ แล้ว ก่อนมาสอบเข้าเรียนที่นี่ ก็เป็นเด็กเรียนดีสอบได้ที่หนึ่งของโรงเรียนเดิมมาก่อน 

     ค่าที่เป็นเด็กเรียนดี เข้าสวนกุหลาบปีแรกก็ได้อยู่ห้อง King เพราะสอบเข้ามาได้ที่ ๗ ของรุ่น (ที่ ๑ คือ หมอวิรุฬห์ มาวิจักษ์ แห่งโรงพยาบาลพระรามเก้า) ปีต่อมาก็ได้อยู่ห้อง King อีก จนมา ม.ศ. ๓ หล่นมาอยู่ห้อง Queen
     ตอนนั้น ผมอยากเรียนหมอ แต่เนื่องจากครอบครัวยากจน แม่บอกว่าเรียนหมอใช้เวลานาน ค่าใช้จ่ายสูง กลัวจะส่งให้เรียนไม่จบ ผมเองตอนนั้นก็ไม่รู้ว่าเรียนหมอสามารถเลือกจ่ายค่าเล่าเรียนในราคาไม่สูงนักได้ แล้วค่อยไปทำงานใช้ทุน ๒ ปีตอนเรียนจบ จึงตัดสินใจไม่เรียนต่อสายวิทย์ แต่ไปสมัครเรียน ม.ศ. ๔ สายศิลปะแทน

     การเลือกเรียนสายศิลปะ ทำให้ผมได้มาพบกับครูสิริเพ็ญ !

     ครูสิริเพ็ญสอนวรรณคดีไทยให้ผม โดยเฉพาะวิชาประวัติวรรณคดีที่ผมชอบ

     ระยะนั้น ช่วงทศวรรษ ๒๕๑๐ สวนกุหลาบกับเตรียมอุดม แข่งกันได้ที่ ๑ ของประทศ ซึ่งส่วนใหญ่เตรียมอุดมมักได้มากกว่า เมื่อผมซึ่งเป็นเด็กเรียนดี สามารถเรียนต่อสายวิทย์ได้ แต่กลับมาเลือกเรียนสายศิลป์ซึ่งส่วนใหญ่มีแต่เด็กที่ผลการเรียนไม่สู้ดีนัก ครูที่โรงเรียนจึงหมายมั่นปั้นมือจะให้ผมชิงตำแหน่งที่ ๑ ของประเทศในสายศิลปะมาให้ได้ ประกอบกับรุ่นพี่สวนกุหลาบที่อยู่ก่อนหน้าผม ๑ รุ่น คือ ธีรยุทธ์ บุญมี เพิ่งคว้าตำแหน่งที่ ๑ ของประเทศสายวิทย์มาหมาด ๆ ผมจึงถูกคาดหวังว่าควรได้ที่ ๑ ของประเทศในสายศิลปะในปีถัดมา
     แต่โลกของความหวังกับโลกของความจริงมักเดินสวนทางกันอยู่บ่อยครั้ง ตอนนั้น ผมทำกิจกรรมโรงเรียนค่อนข้างมาก โดยเฉพาะทำหนังสือของโรงเรียน บางครั้งแทบจะนอนอยู่โรงพิมพ์ ทำให้ขาดเรียนอยู่หลายครั้ง สร้างความหงุดหงิดให้กับคุณครูหลายท่าน

     กระนั้นก็ยังมีครูท่านหนึ่ง ที่ไม่หงุดหงิดกับพฤติกรรมการขาดเรียนของผม แต่กลับนัดผมมาติวหลังเลิกเรียนว่าชั่วโมงที่ท่านสอนและผมไม่ได้เข้านั้น ท่านสอนอะไรไปบ้าง !
     ทุกครั้งที่ผมขาดเรียนในวิชาของท่าน ผมจะถูกนัดให้ไปรับการติวตอนเย็น โดยไม่เคยมีแม้สักครั้งที่จะเรียกร้องให้ผมต้องเอาตำแหน่งที่ ๑ ของประเทศมาให้โรงเรียนให้ได้
     การทำหนังสือของโรงเรียน ทำให้ผมได้รู้จักรุ่นพี่สวนกุหลาบหลายคนที่อยู่ในวงการนักเขียนนักหนังสือพิมพ์ รุ่นพี่ที่ว่านี้ บางคนอยู่ในรุ่นที่ ๗๘ บางคนอยู่ก่อนผมเกือบ ๑๐ รุ่นก็มี ในจำนวนนั้นหลายคนเป็นนักเขียนเพื่อชีวิต

     ผมได้อ่านหนังสือดี ๆ จากรุ่นพี่เหล่านั้น หนังสือที่ทำให้ผมคิดถึงสังคมมากกว่าตัวเอง คิดถึงคุณค่ามากกว่าหัวโขน
     และด้วยความคิดที่ได้จากหนังสือเหล่านั้น ทำให้ครั้งหนึ่งผมพูดกับคุณครูท่านหนึ่งไปว่า “ตำแหน่งที่ ๑ ของประเทศ เป็นเพียงผลพลอยได้ ไม่ใช่จุดมุ่งหมายของการศึกษานะครับครู” คำพูดนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างผมกับคุณครูที่วาดหวังในตัวผมเลวร้ายลงไปอีก
     และที่หนักที่สุดคือ การที่ผมไปนั่งสอบกลางภาคเพียงวันเดียว แล้วไม่ไปสอบต่อในวันรุ่งขึ้น ทำให้คุณครูแทบทุกท่านไม่พอใจผมมาก บางท่านกล่าวว่า ผมปีกกล้าขาแข็งแล้ว เลยไม่มารับการทดสอบจากทางโรงเรียน (ตอนนั้น ม.ศ. ๕ มีการสอบเพียง ๒ ครั้ง ครั้งแรกเป็นข้อสอบของทางโรงเรียน ซึ่งไม่เก็บคะแนน  ครั้งที่ ๒ เป็นข้อสอบของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งวัดผลครั้งเดียวแล้วประกาศว่ามีใครบ้างที่สอบได้คะแนนสูงสุด ๕๐ คนแรกของประเทศ ที่เรียกกันว่า “ติดบอร์ด”)

     การที่คุณครูหลายท่านโกรธและไม่พอใจผมนั้น เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว แม้เหตุผลที่ผมไม่ไปสอบต่อจะมิใช่เพราะผมดูเบาข้อสอบของโรงเรียน แต่เป็นเพราะผมทำกิจกรรมมากไปหน่อยจนไม่มีเวลาดูหนังสือ เลยตัดสินใจไม่ไปสอบต่อ ซึ่งเรื่องนี้ จะด้วยเหตุผลอะไร ก็เป็นความผิดของผมอยู่ดี เพราะในฐานะนักเรียน ผมมีหน้าที่ต้องเข้าเรียนและต้องไปสอบ

     แต่แม้ผมจะทำความผิดขนาดนี้ ครูที่ไม่เคยหงุดหงิดกับผม และจับผมไปนั่งติวตอนเย็นในวันที่ผมไม่ได้เข้าเรียน กลับพยายามอธิบายแก้ต่างให้ผมกับเพื่อนครูด้วยกันว่า ผมคงมีเหตุผลบางอย่างของผมที่ไม่ไปสอบ !
     การพยายามให้อภัยและปกป้องลูกศิษย์ของครูท่านนี้ คงมิได้กระทำต่อผมเพียงคนเดียว เพราะทราบมาว่าในหมู่ครูเวลานั้น มีเสียงโจษจันกันว่า “ลูกศิษย์ครูสิริเพ็ญทุกคน ใครอย่าไปแตะต้องนะ แกออกมาปกป้องทุกที !”        
     ผลสุดท้าย ปลายปีนั้น ผมสอบได้ที่ ๒๗ ของประเทศ ไม่ได้ที่ ๑ อย่างที่คุณครูหลายท่านวาดหวังไว้

     ย้อนกลับมาพูดถึงประเด็นที่เกริ่นไว้ตอนต้นว่า ครูสิริเพ็ญ คือผู้ที่ทำให้ผมตัดสินใจเลือกเรียนต่อคณะนิติศาสตร์
     เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งครูถามผมว่า “ณรงค์ฤทธิ์ เธอคิดจะไปเรียนต่ออะไร ?”
     ผมตอบครูว่า “อักษรศาสตร์ครับ” เพราะผมชอบเรียนภาษา
     ครูเลิกคิ้วทำเสียงสูง “เธอน่ะเรอะจะไปเรียนอักษรศาสตร์ จบแล้วก็ต้องออกมาอ่านข่าวอย่างนายอาคม !” (คนรุ่นผมคงรู้จัก นายอาคม ผู้ประกาศข่าวทางทีวี เจ้าของสำนวน โปรดฟังอีกครั้ง’ เวลาอ่านประกาศคณะปฏิวัติ)

     เธอควรไปเรียนกฎหมาย 
     ครูพูด และไม่พูดอย่างเดียว เย็นวันนั้น ครูลงทุนพาผมเดินทางจากโรงเรียน ไปขึ้นรถเมล์สาย ๒๕ ที่ท่าช้าง นั่งไปลงสุดสายที่ปากน้ำสมุทรปราการ !
     ครูพาผมไปพบพี่เขยหรือน้องเขยของครู ผมไม่แน่ใจ ซึ่งเป็นผู้พิพากษาอยู่ที่นั่น ที่บ้านพักผู้พิพากษาจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งครูน่าจะมาอาศัยอยู่ด้วยเวลานั้น เพื่อให้ผมได้พูดคุยกับญาติของครู ด้วยหวังจะให้ผมซึมซับสิ่งดี ๆ ของการเป็นผู้พิพากษา
     เมื่อจบ ม.ศ. ๕ ผมจึงเลือกสอบเข้าเรียนต่อที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตามคำแนะนำของครู เพียงแต่ผมไม่ได้เดินต่อไปในเส้นทางชีวิตของผู้พิพากษาอย่างที่ครูอยากให้เป็น

     เมื่อจบจากสวนกุหลาบแล้ว ผมมีโอกาสพบครูเป็นครั้งคราวในงานของโรงเรียนหรือของรุ่น ๘๔ จนเมื่อระยะหลัง ๆ จึงได้มีโอกาสพบครูบ่อยขึ้นเมื่อครูย้ายมาอยู่คนเดียวที่หมู่บ้านเทพธารินทร์ รังสิตคลอง ๑๑-๑๒ เป็นการพบระหว่างเดินทางผ่านบ้าง นัดเพื่อนร่วมรุ่น ๒-๓ คน ไปเยี่ยมคารวะครูบ้าง เป็นเช่นนี้อยู่หลายปี จนกระทั่งมีรุ่นพี่สวนกุหลาบจัดหาคนมาดูแลครูประจำ และผมได้ย้ายออกจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ต่างจังหวัด

     ปีนี้ ครูอายุครบ ๙๖ ปีบริบูรณ์ สุขภาพเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติ แต่จิตวิญญาณความเป็นครูสิริเพ็ญ ที่รัก ห่วงใย ปกป้องศิษย์ทุกคนของครู ไม่เคยเปลี่ยนแปลง !

ณรงค์ฤทธิ์  ศรีรัตโนภาส
ศิษย์สวนกุหลาบ รุ่นที่ ๘๔
ทุ่งรวงทอง พะเยา
๒๑ เมษายน ๒๕๖๗ 

"ความผูกพันระหว่างครูกับศิษย์"

ผมตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ของวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๖๗ มีความรู้สึกว่าเหมือนมีอะไรทำให้กังวลใจ แต่ยังจำได้ดีว่า วันที่ ๓ จะเป็นวันเกิดของครูสิริเพ็ญ ต้องมีอะไรนอกเหนือจากนี้แน่ จึงลองโทรหาพี่ณัฐ แต่ก็ไม่ได้รับสาย ก็เลยโทรหาพี่วีระศักดิ์ ให้ช่วยเช็คดูว่า บัตร ATM ของคุณครูซึ่งพี่ณัฐเป็นคนดูแล เบิกถอนเงินที่นำมาใช้จ่ายประจำเดือนตามคำสั่งของคุณครู ว่าบัตรหมดอายุหรือยัง สักพักพี่วีระศักดิ์ ส่งรูปผ่าน LINE มา ปรากฏว่าบัตร ATM หมดอายุ ๓/๖๗ จริงๆด้วย ยุ่งล่ะสิครับคราวนี้ ระบบของธนาคารกรุงไทย ก็ไม่ได้เป็นแบบที่ส่งบัตร ATM มาให้ ต้องให้เจ้าของบัญชีนำสมุดบัญชีและบัตรเก่าที่หมดอายุ ไปทำบัตรใหม่ ซึ่งเมื่อ ๕ ปีก่อน ผมก็เป็นคนพาคุณครู ไปเปลี่ยนบัตร ATM ใหม่ที่ธนาคารกรุงไทยด้วยกัน แต่สถานการณ์ตอนนี้ไม่เหมือนกับเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว ตอนนั้นคุณครูยังพูดคุยได้ตามปกติสามารถเซ็นชื่อ ลงนามในเอกสารต่างๆได้

เช้าวันที่ ๒ จึงเดินทางไปที่บ้านคุณครู อุ้มท่านขึ้นรถ นำบัตรประชาชน และบัตร ATM สมุดบัญชีของท่าน พาไปธนาคารกรุงไทย สาขา คลอง ๑๐ ใกล้บ้านท่าน คำแรกที่เจ้าหน้าที่ถามว่าคุณคือใคร เป็นอะไรกับเจ้าของบัญชี ผมจึงจำเป็นต้องตอบว่าเป็นหลาน เจ้าหน้าที่ก็ถามต่อว่า เบอร์บัญชีผูกกับหมายเลขโทรศัพท์อะไร เสร็จผมครับ เบอร์บัญชีผูกกับเบอร์โทรศัพท์ผมเอง เมื่อแจ้งเลขไปเจ้าหน้าที่ก็ยิ้ม แล้วก็ไม่ซักอะไรอีกเลย ขั้นตอนการเปลี่ยนบัตรเปลี่ยนสมุดบัญชีที่เต็มแล้ว เป็นไปอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนแม้กระทั่ง ลายเซ็นมาเป็นลายนิ้วมือของท่าน ถือว่าโชคดีครับ นำท่านมาส่งบ้าน ให้ภรรยาปอกมะม่วงน้ำดอกไม้ซึ่งนำมาจากสวนที่บ้านให้ท่านรับประทาน อวยพรวันเกิด ฝากบัตร ATM ใหม่ๆเอาไว้ให้พี่ณัฐใช้ทำธุรกรรมต่อได้ แล้วกราบลาคุณครูกลับ

ตั้งแต่ท่านเกษียณราชการ ท่านได้ย้ายบ้านมาอยู่ที่ ซอยข้างบิ๊กซีสะพานใหม่ ปัจจุบันซอยนี้ถูกเวนคืนเป็นถนนเทพรักษ์ ผมมาทำงานอยู่ เขตสายไหม แวะเยี่ยมเยียนท่านบ่อย โต๊ะหน้าบ้านท่านนั่งอยู่เดี๋ยวเดียวฝุ่นก็จับเต็ม ส่วนตัวท่านก็มีอาการแพ้ฝุ่น มีอยู่วันหนึ่ง ประมาณปี ท่านเอาโบชัวร์ของหมู่บ้านเทพธารินทร์ มาให้ดูแล้วบอกว่าพาไปหน่อย ผมกับภรรยาก็พาท่านไปที่โครงการ ท่านดูก็บอกว่าชอบใจ จะขอทำสัญญา ให้ผมช่วยตรวจสอบว่า โครงการมีโฉนดถูกต้องหรือไม่ ส่วนภรรยาก็แยกตัวไปถอนเงินมาจำนวนหนึ่ง เพื่อเป็นเงินทำสัญญา วันนั้นเป็นอันเสร็จเรียบร้อย เมื่อบ้านเสร็จก็ย้ายเข้ามาอยู่ รู้สึกว่าสุขภาพท่านดีขึ้นมาก ต่อมาหลานแท้ๆของท่านชื่อวุฒิพล ชัยรัตน์ (ปุ๊ก) สวนกุหลาบฯรุ่น ๙๐ รุ่นเดียวกับผมเข้ามาดูแล ผมจึงห่างๆไป แม้ไม่ไปด้วย หลายปีต่อมา ปุ๊กก็ได้เสียชีวิตลง ผมจึงกลับมาดูแล โดยรับมอบเอกสารต่างๆของคุณครู ที่ได้รับมอบมาจากปุ๊กก่อนที่เขาจะเสียชีวิต 

ผมเป็นเด็กวิทย์ ไม่ได้เรียนกับท่านเลยตลอด ๕ ปีที่เรียนอยู่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ แต่เพื่อนสนิทหลายคน ที่แยกไปเรียนศิลป์ ก็มาชักชวนให้ไปเยี่ยมคุณครู เนื่องจากอยู่ใกล้ก็ขออาสาดูแลคุณครูตลอดไปครับ

สมชาติ จีรวัฒนเกษตร์
สวนกุหลาบฯรุ่น๙๐

ครูสิริเพ็ญในความทรงจำของผม

คุณครูสิริเพ็ญ ชัยรัตน์ ในความทรงจำของผม เป็นครูประจำชั้นมัธยมปลาย ม.ศ. ๔/๑ และม.ศ. ๕/๑ ที่ผมเลือกเรียนศิลป์ภาษา เพราะชอบสาขาวิชาที่จะได้เรียน  ผมได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับครู เพราะผมเป็นหัวหน้าห้อง ซึ่งต้องสัมพันธ์กับครูประจำชั้นในการทำหน้าที่ประสานงานระหว่างเพื่อนๆในห้องและครูประจำชั้นตลอดมา

ครูให้ความเมตตาผมเป็นอย่างมาก ครูสอนภาษาไทยดีมากๆ ผมและเพื่อนๆหลายคนสามารถจดจำสามัคคีเภทคำฉันท์ที่ครูสอนจนขึ้นใจ ครูจะสอนโดยอ่านทำนองเสนาะเพราะพริ้งมากๆ 

ครั้งหนึ่งที่ผมเป็นตัวแทนนักเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยไปประกวดอ่านทำนองเสนาะที่กรมศิลปากรจัดขึ้น ครูได้เมตตาสอนการอ่าน โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ร่าย ให้ผมอ่านอย่างทำนองเสนาะ โดยสอนนอกเวลาให้เสมอ บางครั้งให้ไปเรียนที่บ้านครูในวันหยุดเพิ่มเติมด้วย ตอนนั้นครูยังอยู่ที่หมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่งแถวบางกะปิ เรียนจนจบทุกบททำนองจนกระทั่งผ่านทุกรอบแข่งขันและได้โล่รางวัลจากกรมศิลปากรซึ่งผมภูมิใจมากๆ

ครูทำให้ผมรักภาษาไทยและได้เรียนภาษากฎหมายต่อมาที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ต่อมาก็สอบเป็นผู้พิพากษาได้และได้ใช้ความรู้ภาษาไทยเขียนคำพิพากษามาจนถึงปัจจุบันนี้ ครูจะอยู่ในความทรงจำของผมตลอดไป

เธียรดนัย ธรรมดุษฎี
สวนกุหลาบฯรุ่น ๙๐

 

 

 

Comments
Only registered users may post comments.

สงวนลิขสิทธิ์ 2553 โดย OSK80